ประเด็นสำคัญที่มักจะถามกันเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่แพงมากขึ้น คือ “น้ำมันกำลังหมดจากโลกแล้วหรือ ?” นักธรณีวิทยากลุ่มหนึ่ง เชื่อว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลก โดยรวมได้ถึงระดับสูงสุด (peak) แล้ว และต่อจากนี้ปริมาณจะลดลงเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะเพิ่มได้อีกแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง ความเชื่อนี้ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่ง ช่วยเสริมคำอธิบายเหตุผลที่ทำให้น้ำมันราคาแพงขึ้นมาก
เมื่อสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังเหลืออยู่ใต้พื้นผิวของโลก โดยจะอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (proved reserves) และปริมาณการผลิตรายปีจากแหล่งสถิติสองแหล่ง คือ Energy Information Administration (EIA) Department of Energy ประเทศสหรัฐ และบริษัทน้ำมัน British Petroleum (BP)
น้ำมัน ณ ต้นปี 2007 ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของน้ำมันโลกมีทั้งหมด 1,208 พันล้านบาร์เรล เหลือให้ใช้ในอัตราการผลิตปัจจุบันได้อีกประมาณ 40 ปี (อัตราส่วนระหว่างปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วกับปริมาณการผลิตในปี 2006 หรือ reserves-production ratio หรือ R-P ratio เท่ากับ 40.5)
ข้อมูลชี้ว่าตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันของโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหลังปี 2000 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากได้ทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่และมีความ คุ้มค่าในการผลิตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
ปริมาณสำรองน้ำมันกว่าครึ่งหนึ่งของ ทั้งโลก (56%) อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยประเทศสมาชิกกลุ่ม OPEC มีปริมาณสำรองรวมกันคิดเป็น 65% ของทั้งโลก (ในปี 2006 OPEC ผลิตน้ำมันรวมกันมากคิดเป็น 42% ของทั้งโลก และส่งออกในปริมาณคิดเป็น 55% ของทั้งหมด) ประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลกคือซาอุดีอาระเบีย (22%) รองลงไปได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับปริมาณสำรองคือ กรณีทรายน้ำมัน (tar sands หรือ oil sands) ในแคนาดา ซึ่งเพิ่งถูกเปลี่ยนฐานะจากปริมาณสำรองธรรมดามาเป็นปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากได้ทำให้ทรายน้ำมันเริ่มมีความคุ้มค่าในการผลิตแล้ว ปริมาณสำรองของทรายน้ำมันในแคนาดามีมากถึง 163.5 พันล้านบาร์เรล ซึ่งสามารถทำให้แคนาดากลายเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 แทนอิหร่านได้ และหากรวมทรายน้ำมันเข้ากับน้ำมัน ก็จะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1,372 พันล้านบาร์เรล ซึ่งทำให้จำนวนปีที่เหลือใช้ (R-P ratio) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5 ปี
สำหรับประเทศนอกกลุ่ม OPEC ปริมาณสำรองน้ำมันในหลายประเทศที่สามารถผลิตน้ำมันได้มีแนวโน้มลดลง เพราะแหล่งสำรองที่ผลิตอยู่แล้วมีกำลังการผลิตลดลง และเพราะยังไม่สามารถพบแหล่งผลิตใหม่ๆ เพื่อทดแทนแหล่งเก่าได้ ประเทศที่คาดว่าปริมาณสำรองน้ำมัน
และปริมาณการผลิตน้ำมันจะลดลงในอนาคต ได้แก่ นอร์เวย์ อังกฤษ เม็กซิโก จีน และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาข้อมูลปริมาณการผลิตน้ำมันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าการผลิตน้ำมันของโลกยังมีแนวโน้มของปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกได้ถึงระดับสูงสุด (peak) แล้ว
EIA คาดว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า การผลิตและใช้น้ำมันของโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 1.4% ต่อปี โดยการผลิตน้ำมันของประเทศในกลุ่ม OPEC จะเพิ่มความสำคัญมากขึ้น คือจะมีสัดส่วนมากขึ้นเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งหมด (เทียบกับประมาณ 40% ในปัจจุบัน)
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติ ณ ต้นปี 2007 ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของก๊าซธรรมชาติโลกมีทั้งหมด 181 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร เหลือให้ใช้ในอัตราการผลิตปัจจุบันได้อีกประมาณ 63 ปี (หรือ reserves-production ratio หรือ r-p ratio เท่ากับ 63.3) ข้อมูลในตารางก๊าซสำรองฯ ชี้ว่าตัวเลขปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นมาโดยตลอดเช่นเดียวกับกรณีของน้ำมัน การประเมินในปี 2000 ชี้ให้เห็นว่ายังมีปริมาณสำรองของก๊าซธรรมชาติที่มีโอกาสค้นพบเพิ่มเติมได้อีก 117 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร หรืออีกประมาณ 65% ของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบัน หากสามารถค้นพบก๊าซธรรมชาติจำนวนนี้ได้จริงและมีความคุ้มค่าในการพัฒนา ก็จะทำให้โลกเหลือก๊าซธรรมชาติไว้ใช้ได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40 ปี เป็นกว่า 100 ปี
ส่วนถ่านหิน ณ ต้นปี 2007 ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของถ่านหินในโลกมีทั้งหมด 909 พันล้านตัน เหลือให้ใช้ในอัตราการผลิตปัจจุบันได้อีกประมาณ 147 ปี
จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการผลิตถ่านหินของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างคงที่ในช่วง 5 ปีแรก แต่หลังจากนั้นก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิตในจีน อินเดีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย และ คาซัคสถาน EIA คาดว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า การผลิตถ่านหินของโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 2.2% ต่อปี โดยปริมาณที่เพิ่มส่วนใหญ่จะมาจากการใช้ถ่านหินในประเทศของจีน สหรัฐ และอินเดีย
การสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วของเชื้อเพลิงฟอสซิล 3 ชนิดข้างต้นให้ข้อสรุป 5 ประการ ดังนี้
1.โลกยังมีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเหลืออยู่ให้ใช้ได้อีกอย่างน้อย 50 ปี
2.ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่มากที่สุด และใช้ได้อีกนานเกินกว่า 100 ปี
3.การคาดการณ์ในอนาคตบ่งชี้ว่า การผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้ง 3 ชนิดยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ อย่างน้อยในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกโดยรวมยังไม่ถึงระดับสูงสุด (peak) ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนถ่านหินจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีอัตราการขยายตัวของการผลิตและการใช้มากที่สุด
4.ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้ง 3 ชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันจะผลิตจากแหล่งในประเทศนอกกลุ่ม OPEC ที่มีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งนี้ รวมไปถึงการผลิตจากทรายน้ำมันในแคนาดา
5.ในกรณีน้ำมัน กลุ่ม OPEC และประเทศในเอเชียกลางจะมีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้นตามเวลา เพราะปริมาณน้ำมันที่ผลิตจากกลุ่มประเทศเหล่านี้จะมีสัดส่วนของตลาดที่สูงขึ้น
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม