สรุป : เศรษฐกิจไทยกำลังจะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปีเพราะราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเกินคาดและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากปัญหาการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะขยายตัวได้ถึง 5% ในปีนี้แต่เศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่วิกฤตเพราะมีความสมดุลและปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ปัญหาระยะ 3-5 ปีคือการที่ประเทศไทยไม่สามารถขยายการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ปรับปรุงประสิทธิภาพทางการผลิตและขยายกำลังการผลิตและสร้างงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงของคนไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้ดีเท่าที่ควร
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพอ่อนแอ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าสู่สภาวะถดถอยหรือไม่ สิ่งที่จะต้องจับตามองในครึ่งหลังของปีนี้คือราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ซึ่งปรับลดลงไปประมาณ 10% แล้ว และอาจต้องปรับลดลงอีก 10-15% ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นประชาชนก็จะรู้สึกจนลงและลดการบริโภค นอกจากนั้นความเสียหายของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับ ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมากก็จะต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสียและต้องเพิ่มทุนอีกหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ อันจะทำให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ความฝืดเคืองของเศรษฐกิจสหรัฐสูงเกินคาด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมชะลอตัวลง
ทั้งนี้เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่น ก็ขยายตัวในระดับต่ำอยู่แล้ว (ประมาณ 1.0-1.5%) ดังนั้นหากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวต่ำกว่าคาดก็จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงได้มาก อันจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ของการส่งออกทั้งหมด
ตลาดส่งออกที่ยังมีศักยภาพสูงคือเอเชียและตะวันออกกลาง แต่กลุ่มประเทศดังกล่าวกำลังเผชิญกับเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นและยังไม่สามารถควบคุมได้ โดยจีนและอินเดียสองประเทศหลักในเอเชียมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 8-9% แล้วในขณะที่ประเทศตะวันออกกลาง ก็เผชิญกับเงินเฟ้อเกินกว่า 10% บางประเทศ เช่น เวียดนาม กำลังประสบปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจอย่างมากเพราะเงินเฟ้อปรับสูง ถึง 25% แล้ว
ราคาน้ำมัน
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับลดลงจาก 130-135 เหรียญในขณะนี้ ไปสู่ระดับ 100 เหรียญใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะราคาน้ำมันที่ระดับ 100 เหรียญจะทำให้เกิดการลงทุนแสวงหาแหล่งน้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติใหม่ การสกัดน้ำมันจากหิน การพัฒนาพลังงานทดแทน การสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฯลฯ จนจะเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต อย่างไรก็ดีใน ขณะนี้กำลังการผลิตสูงสุดที่ประมาณ 87.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงกับ ความต้องการของโลกที่ 86 ล้านบาร์เรลต่อวันมาก เมื่อกำลังการผลิตสำรองมีน้อยทำให้ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นและความผันผวนของราคาก็มีสูงเพราะปัจจัยที่อาจกระทบการผลิตเพียงเล็กน้อย (เช่น ปัญหาการนัดหยุดงานที่ไนจีเรีย หรือคำขู่ของอิสราเอลที่จะโจมตีอิหร่าน) ก็ถูกนำไปขยายความและผลักดันในราคาน้ำมัน ปรับขึ้น-ลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การเก็งกำไร ในตลาดซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันในปัจจุบันสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว (ที่คำนวณ ว่าราคาน้ำมันไม่ควรเกิน 70-100 เหรียญต่อบาร์เรล)
การบริโภคน้ำมันในประเทศที่เจริญแล้ว (OECD) นั้นได้ปรับตัวลดลงไปแล้ว (คาดว่าจะลดลง 500,000 บาร์เรลต่อวัน ในปีนี้) แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนายังจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลในปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากจีนและอินเดียที่ยังคุมราคาน้ำมันในประเทศให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลกประมาณ 30% แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ ยกเลิกการบิดเบือนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้เชื่อได้ว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะสูงกว่าระดับปัจจุบัน แต่น่าจะค่อยๆ ปรับลดลง
ปัญหาเงินเฟ้อ
การประชุมกลุ่มประเทศมหาอำนาจ G-8 เมื่อไม่นานมานี้ รับว่าเงินเฟ้อเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ (subprime) ของสหรัฐ ซึ่งต้นตอของปัญหาคือการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของสหรัฐเพื่อปกป้องสถาบันการเงินของตน โดยเพิ่มสภาพคล่องให้เป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น ทำให้โลกเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อโดยเฉพาะในประเทศเอเชียซึ่งเศรษฐกิจร้อนแรงอยู่แล้วและพึ่งพาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนักลงทุน ต่างประเทศให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้ออย่างมากเพราะประเทศในเอเชียสะท้อนความไม่ทันท่วงที (timeliness) ในการปรามเงินเฟ้อ ทำให้เงินเฟ้อในประเทศ เช่น อินเดียและจีนสูงถึง 8-9% และในประเทศตะวันออกกลางก็สูงเกิน 10% แล้ว จะเห็นได้ว่าแม้ประเทศจีน และอินเดียจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สดใส ในระยะยาว แต่ราคาหุ้นในประเทศทั้งสองปรับตัวลดลงประมาณ 30% ในครึ่งแรกของปีนี้ เพราะนักลงทุนเกรงว่า เมื่อควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้ ก็จะต้องปรับ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกหลายครั้ง และจะต้องดำเนินมาตรการควบคุมต่างๆ ที่ล้วนแต่จะกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ ในเชิงลบ
ประเทศไทย
ไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจาก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่าตัวในครึ่งแรกของปีนี้ เพราะไทยนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 12% ของจีดีพี (สหรัฐนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนไม่ถึง 2% ของจีดีพี) ปัญหาเงินเฟ้อที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นใน 2-4 เดือนข้างหน้า ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องปรับ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น (ประมาณ 1-1.5% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า) ซึ่งบางฝ่ายจะไม่พอใจเพราะเป็นการซ้ำเติมโดยการปรับดอกเบี้ยขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมัน และวัตถุดิบต่างๆ (เช่น เหล็ก) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีภาระที่ หนักหน่วงอยู่แล้ว
แต่ ธปท.มีความจำเป็นต้องปรับ ดอกเบี้ยขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยที่ 3.25% นั้นต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ (ที่ 7.6%) มาก ทำให้ต้องเพิ่มวินัยทางการเงินเพื่อควบคุม มิให้คาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตสูงเกินไป (curb inflationary expectations) มิฉะนั้นแล้วก็จะผลัดกันปรับเงินเดือนและราคาสินค้าขึ้นเป็นระลอกๆ ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ดีทั้ง ธปท.และรัฐบาลเข้าใจดีว่า เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้ขยายตัวมากนัก และยังมีความเปราะบางอยู่ (การบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 25% และการลงทุนเพียง 7% ในไตรมาสแรกของปีนี้) ดังนั้นจึงจะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมีความเสี่ยงว่าการปรับดอกเบี้ยในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อที่เป็นปัญหาแพร่หลายทั่วโลกได้
แนวทางประคับประคองเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง คือ การที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซง เพื่อป้องกันมิให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก เพราะจะทำให้ปัญหาเงินเฟ้อทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ได้ขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทเพื่อช่วยไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลง คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,000 ล้านเหรียญแล้ว แต่ประเทศไทยสามารถแทรกแซงได้อีกมาก เพราะมีทุนสำรองเกินความจำเป็นประมาณ 20,000-40,000 ล้านเหรียญ และไทย ก็ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือมีหนี้ สินต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดีทิศทางของเงินเฟ้อจะรุนแรงยิ่งขึ้น และ ธปท.อาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเกินกว่าคาด หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไป 130-150 เหรียญในครึ่งหลังของปีนี้
ปัญหาราคาน้ำมันและเงินเฟ้อร่วมกับปัญหาทางการเมืองที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุน ทำให้เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถขยายตัวได้ถึง 5% ในปีนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะคาดหวังเอาไว้ว่า จีดีพีจะขยายตัวได้สูงถึง 6%
ความไม่มั่นใจของนักลงทุนจะส่งผลในการบั่นทอนอนาคตทางเศรษฐกิจของไทยมากที่สุด เพราะประเทศไทยลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์มานาน 4-5 ปีแล้ว และหากยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นและการลงทุน ได้ใน 3-5 ปีข้างหน้า ก็จะทำให้ประเทศไทยล้าหลัง เพราะการลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติถึง 7-8% ของจีดีพี (เทียบเท่ากับเงินลงทุน 7-8 แสนล้านบาท) จะทำให้ประเทศไทยลงทุนเพื่อปรับลดการพึ่งพาน้ำมันอย่าง เชื่องช้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ (ระบบขนส่งและชลประทาน) ไม่ทันท่วงทีเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและปรับปรุงศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนไม่ได้มีการขยายกำลังการผลิตและการจ้างงานที่เพียงพอต่อแรงงานที่เพิ่มขึ้น กล่าวโดยสรุป คือ การลงทุนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการ ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้เต็มตามศักยภาพ คือ ประมาณ 6-7% แต่หากการลงทุนตกต่ำก็จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเกณฑ์ คือปีละ 4-5% ดังที่ได้เห็นมาในอดีต เป็นการ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนคนไทยทุกคน
คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้
โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม