Performancing Metrics

Custom Search

Change …ความหวัง…พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง



Donate


“Change” คำคำนี้ฮิต ข้ามโลก เมื่อบารัก โอบามา นำมาเป็น แคมเปญหาเสียงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต ซึ่งประสบความสำเร็จไปแล้ว และกำลังเตรียมลงสนามเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาปี 2008 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ปกติ “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้คนต้องเปลี่ยน หรือ change ไม่ว่าจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง หรือชีวิตองค์กรให้อยู่รอด “change” มักถูกนำมาใช้ต่อเมื่อคน ครอบครัว องค์กร ประเทศ กำลังเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤต ถ้าไม่ “change” ก็เจอทางตัน หายนะหรืออะไรที่เลวร้ายสุดๆ

แต่หลายองค์กรที่อยู่อย่างยั่งยืนได้เพราะมีการ “change” ตลอดเวลา

องค์กร “เปลี่ยน” เพราะ “คนเปลี่ยน”

การ “เปลี่ยน” ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวเอง ชีวิต ธุรกิจ ต่างเป็นการ “เปลี่ยน” ที่เป็นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงกัน

การจะเปลี่ยน “อะไร” สักอย่างได้ มันต้องมาจากการเปลี่ยนที่รากของความคิดเพื่อเปลี่ยนทัศนคติ

ถ้า “เปลี่ยนทัศนคติไม่ได้” ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องเล็กแค่ไหนหรือเรื่องใหญ่แค่ไหน ก็เปลี่ยนไม่ได้

เพราะ “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือเรื่องสะดวกสบาย แต่ทุกคนมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนได้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ- เอพีเอ็ม กรุ๊ป” จัดอบรม Creating a Sustainable Future การสร้างองค์กรยั่งยืน หนึ่งในหัวข้อที่พูดก็มีเรื่องการ Shift & Change องค์กร ก่อนไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

ได้อ่านสุนทรพจน์ของ บารัก โอบามา (October next no.7 ของสำนักพิมพ์โอเพ่น ได้เลือกสุนทรพจน์ที่น่าสนใจของ บารัก โอบามา มานำเสนอไว้ ซึ่งหนังสือ เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2551) สุนทรพจน์ที่นำมาตีพิมพ์มี 3 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2004 สมัยที่เป็นวุฒิสมาชิก รัฐอิลลินอยส์ แสดงการสนับสนุน จอห์น เคอร์รี่ ตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐปีนั้นในหัวข้อ Greatness of America : ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา และเมื่อต้องลงสนามชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค สุนทรพจน์ในหัวข้อ Our Moment Is Now : เวลาของเรามาถึงแล้ว กล่าวเมื่อ 27 ธันวาคม 2007 เจ็ดวันก่อนชนะการเชือกตังที่รัฐไอโอวา และความปรองดองที่สมบูรณ์แบบกว่าเดิม : A More Perfect Union กล่าวเมื่อ 18 มีนาคม 2008 หลังจาก สาธุคุณเจเรไมอาห์ วไรต์ ด่าทอคนผิวขาวในบทเทศนา และเสียดสี ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งของโอบามา

อ่านแล้วก็อดเปรียบเทียบประเทศไทยไม่ได้ เพราะต่างอยู่ท่ามกลางความแตกแยก แบ่งขั้วเหมือนกัน แต่ผู้นำพูดกันคนละเรื่อง ผู้นำไทยยังพูดแต่เรื่องตัวเองทุกวันอาทิตย์ ขณะที่เรื่องประเทศชาติไม่ใช่ ก็หวังอยากจะเห็นผู้นำของไทย (ในอนาคต) นำเสนออะไรที่เป็นสาระเช่นนี้บ้าง ส่วนโอบามาจะทำได้หรือไม่ก็ต้องรอการพิสูจน์ถ้าได้รับการเลือกตั้ง

โอบามากล่าวในในปี 2004 ว่า…พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง พวกเขารู้ดีว่าจะต้องทำงานหนักเพื่อความก้าวหน้า และพวกเขาก็จะทำอย่างนั้น ลองไปคุยกับคนรอบๆ เมือง ชิคาโก และคุณจะได้ยินว่าพวกเขาไม่อยากเห็นเงินภาษีถูกผลาญโดยหน่วยงานสวัสดิการภาครัฐหรือเพนตากอน ลองไปเยือนถิ่นเสื่อมโทรมในเมืองทุกเมือง และคุณจะได้ยินคนบอกว่ารัฐบาลอย่างเดียวไม่อาจสอนเด็กให้เรียนรู้เป็น พวกเขารู้ดีว่าพ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูกเอง รู้ดีว่าเด็กๆ ไม่อาจทำอะไรสำเร็จได้จนกว่าเราจะเพิ่มขีดความคาดหวังของพวกเขา …พวกเขาไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ทุกเรื่อง แต่พวกเขารู้สึกถึงกระดูกว่า ถ้าเพียงแต่เราจะเปลี่ยนลำดับความสำคัญเสียใหม่ เราจะสามารถมั่นใจว่าเด็กทุกคนในอเมริกาจะมีโอกาสดีๆ ในชีวิต และประตูแห่งโอกาสจะเปิดกว้างเสมอสำหรับคนทุกคน …ในการเลือกตั้งคราวนี้ (ปี 2004) เรานำเสนอทางเลือกแบบนั้น …เราจะมีส่วนร่วมในการเมืองแห่งการเยาะเย้ยถากถาง หรือการเมืองแห่งความหวัง ?

ปี 2007 โอบามาหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าโลกของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ระบบประกันสุขภาพของเราใช้การไม่ได้ เศรษฐกิจของเราขาดสมดุล ระบบการศึกษาของเราทำให้ลูกหลานเราผิดหวังมากเกินไป และระบบบำนาญของเราก็เหลือเศษกะรุ่งกะริ่ง… ความท้าทายเหล่านี้ได้บานปลายจนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ศักยภาพของระบบการเมืองที่แตกแยกและแบ่งขั้วจะแก้ไขได้…

…ผมไม่ได้กำลังพูดถึงการมองโลกใน แง่ดีแบบคนตาบอด นั่นคือความไม่รู้ที่เกือบเป็นเจตจำนง ที่คิดว่าอัตราการว่างงาน จะหายไปถ้าเราไม่พูดกันเรื่องนี้ คิดว่า วิกฤตสุขภาพจะแก้ไขตัวมันเองถ้าเราไม่แยแสมัน เปล่าเลย…ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้นมาก มันคือความหวัง… ความกล้าที่จะหวัง ! เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบที่มากกว่าวาทศิลป์สวยหรู มันคือการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อได้ !!!

คู่แข่งของผมบางคนดูหมิ่นคำคำนี้ (เปลี่ยนแปลง) พวกเขาคิดว่ามันสะท้อนความไร้เดียงสา ความเฉยเมยและความฝันลมๆ แล้งๆ แต่นั่นไม่ใช่ความหวัง ความหวังไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างคนตาบอด มันไม่ใช่การมองข้ามขนาดใหญ่โตของภารกิจที่อยู่ตรงหน้าเราหรืออุปสรรคที่กีดขวางทางของเรา …ผมรู้ว่าความหวังคือพลังที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงอัน เหลือเชื่อที่สุดที่ประเทศนี้เคยทำได้ในอดีต (การปลดแอกของชาวอาณานิคมที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพได้สำเร็จจนเป็นอเมริกา ทุกวันนี้) …นั่นคือพลังแห่งความหวัง-จินตนาการ และลงมือทำเพื่อสิ่งที่เคยดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่เราแสวงหา …ความหวังคือ สิ่งที่สถิตอยู่ในตัวเรา ที่ยืนกรานว่าอะไรที่ดีกว่าเดิมกำลังรอเราอยู่ …เราต้องสลัดความกลัว ความกังขา และการมองโลกในแง่ร้าย เราจะต้องพอใจกับภารกิจที่รอเราอยู่ตรงหน้า ภารกิจในการสร้างชาตินี้ขึ้นมาใหม่ ทีละช่วงตึก ทีละเขต ทีละรัฐ

ในชั่วอายุคน มีชั่วเวลาขณะหนึ่งที่สปิริตนี้ต้องทะลวงออกมา ถ้าเราจะประทับตัวตนของเราลงในหน้าประวัติศาสตร์

นี่คือชั่วขณะเช่นนั้น

นี่คือช่วงเวลาของเรา

และถ้านี่คือชั่วขณะที่ผู้นำและคนไทย ทุกคนจะทำภารกิจแห่งการเปลี่ยนแปลง อันยิ่งใหญ่ ยุติความแตกแยก แบ่งขั้ว เพื่อสร้างชาติอย่างยั่งยืนบ้าง …ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

คอลัมน์ I tell you the truth ขอบอกคุณตามความเป็นจริง
โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ boonlarp@matichon.co.th






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>