![]() |
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นนักตรวจสอบบัญชีอิสระ สร้างชื่อขึ้นมาจากคดีซุกหุ้นของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เมื่อเขาเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ในความผิดเรื่องละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจสั่งคืนเงินภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39
เจตนาของเรืองไกร คือ ต้องการให้ศาลภาษีอากรชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานว่า กรณีของเขาเหมือนกับกรณีอดีตนายกฯ แต่เหตุใดกรมสรรพากรจึงมี 2 มาตรฐาน
กรณีของเรืองไกร ซื้อหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อจากบิดาในราคา 10 บาท จากราคาตลาด 21 บาท เสียภาษี ส่วนกรณีครอบครัว ชินวัตร โอนหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น กลับไม่ต้องเสียภาษี
“คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลชี้ขาดข้อสงสัย ซึ่งเป็นข้อถกเถียงเรื่องการเก็บภาษีหุ้น ซึ่งต่อไปคำพิพากษาของศาลภาษีอากรนี้จะทำให้เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการประเมินภาษีรายได้ในการรับโอน ซื้อ-ขายหุ้น และคำชี้ขาดน่าจะนำไปเทียบเคียงได้กับการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตรได้”
“ที่ผ่านมาผมเป็นนักบัญชีคนหนึ่งซึ่งพยายามเสียภาษีอย่างถูกต้องมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะใช้ความรู้เรื่องบัญชีเป็นช่องทาง เอาเปรียบสังคมและประเทศชาติ” คือ คำประกาศเจตนารมณ์ของนักบัญชีอิสระ
หลังจากนั้น คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงให้ความสนใจและเชิญ เรืองไกร มาเป็นที่ปรึกษา
ใครบางคนบอกว่า เขาได้เป็น ส.ว. ในระบบสรรหา จากการผลักดันจากคุณหญิงจารุวรรณ
ชื่อของนายเรืองไกรกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในเดือน พ.ค.2551 เมื่อเขายื่นเอกสารต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ให้ตรวจสอบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป ถือเป็นลูกจ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ข้อกล่าวหาของเรืองไกรที่มีต่อนายกฯสมัคร ก็คือ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ไปรับงานพิธีกรรายการทีวีชื่อ ชิมไปบ่นไป ของบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญฉบับปี”50 มาตรา 267 หรือไม่ และจะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯด้วยหรือไม่
ในช่วงรัฐบาลขิงแก่ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายเรืองไกรได้ยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลสุรยุทธ์ ฐานเข้าข่ายกระทำความผิด เนื่องจากเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายโฆสิตเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของผาแดงฯ ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549
ในช่วงสภาสูงอภิปรายรัฐบาลสมัคร เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน เรืองไกรเปิดประเด็นว่า เงินที่พรรคการเมืองสนับสนุน ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง อาจต้องเสียภาษี ย้อนหลัง
ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองระบุว่า พรรคการเมืองสามารถหาเงินได้จากการขายสินค้า รับบริจาค รายได้ต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ละเว้นภาษี
แต่ประเด็นอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคราวที่เลือกตั้งเมื่อ ปี 2550 กกต.กับพรรคการเมือง ให้ค่าใช้จ่ายแก่บุคคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้งคนละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพวกรถเช่า หรืออย่างอื่น โดยเอามาคำนวณใน 1.5 ล้านบาท ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายแก่พรรคการเมือง 2 ส่วน คือ 1.ผู้ที่ลงสมัครแบบสัดส่วน ที่ต้องใช้ในการประกาศแคมเปญ ปราศรัยช่วยลูกพรรค และ 2.ผู้สมัครแบบเลือกตั้ง
เมื่อพิจารณาแล้วก็พบว่า ส.ส. กับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งต่างกัน เพราะ ส.ว.แบบเลือกตั้งไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่ใช่ตัวแทนพรรค ลงสมัครก็ไม่ได้รับเงินจากพรรค หมายความว่า ส.ส.แบบสัดส่วน กับ ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ได้ประโยชน์จากเงินสนับสนุนตรงนี้หรือไม่ ประโยชน์ที่สามารถเอาไปยื่นค่าใช้จ่ายต่อ กกต. เข้าลักษณะอย่างอื่นที่เป็นรายได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรหรือไม่
ล่าสุดวีรกรรมของนายเรืองไกร ก็คือ การพยายามสอยท่านประธานรัฐสภา “ชัย ชิดชอบ” พ่อของนายเนวิน ชิดชอบ
จากการตรวจสอบของเรืองไกรพบว่า นายชัย ชิดชอบ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน และประธานสภา ผู้แทนราษฎร อาจมีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265(2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐซึ่งทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 106(6) และยังต้องพ้นจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย
ตามบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายชัยที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 พบว่า นายชัยได้ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด จำนวน 75,000 หุ้น มูลค่า 7.5 ล้านบาท ขณะที่นางละออง ชิดชอบ ภรรยา มีหุ้นอยู่ในบริษัทเดียวกัน จำนวน 135,000 หุ้น เป็นมูลค่า 13.5 ล้านบาท จากหุ้นทั้งหมดของบริษัท 150,000 หุ้น มูลค่า 15 ล้านบาท ทั้งนี้นางละอองยังเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวอีกด้วย และเพิ่งลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551
ทั้งนี้ บริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ประกอบธุรกิจโม่ บด ย่อยหิน ได้รับสัมปทานเหมืองหินอุตสาหกรรมจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ประทานบัตรเลขที่ 27261/15163)
หากสมมติฐานของเรืองไกรถูกต้อง พรรคพลังประชาชนจะต้องหาประธานรัฐสภา คนที่ 3 เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ
ย้อนกลับมาดูสถานะของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ตามที่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 55,932,327 บาท หนี้สิน 9,451 บาท แบ่งเป็น
เงินสด 553,000 บาท เงินฝาก 7 บัญชี 41,306,522 บาท เงินลงทุน 2 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม 4.5 ล้านบาท ที่ดิน 10 แปลง 793,350 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีบ้าน 2 หลัง มูลค่า 6,429,500 บาท และรถยนต์ 1 คัน 350,000 บาท
ขณะที่คู่สมรส นางอโนทัย มีทรัพย์สิน 64,517,131 หนี้สิน 9,259 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 4 บัญชี 7,289,677 บาท เงินลงทุน 31,150,213 บาท เงินให้กู้ยืม 9,077,449 บาท ที่ดิน 3 แปลง 1,934,100 บาท บ้าน 1 หลัง 1.2 ล้านบาท และทรัพย์สินเครื่องประดับอื่นๆ 13,865,690 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินในส่วนของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 161,522 บาท
รวมแล้ว นายเรืองไกร คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 120,592,315 บาท
นี่คือ บทบาทและตัวตนของนักบัญชีมือพระกาฬ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม