Performancing Metrics

Custom Search
Page Ranking Tool

 Donate

ความรู้ล่าสุด

ตลาดหุ้น…สัญญาณอันตราย หวั่นดัชนีสิ้นปีรูดต่ำกว่า 700 จุด



ในครึ่งปีแรก 2551 ตลาดหุ้นเจอมรสุมลูกใหญ่ทั้งปัจจัย ต่างประเทศและในประเทศ กระหน่ำจนนักลงทุนต่างชาติเทขายต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี-10 กรกฎาคม 2551 ขายสุทธิ 69,144.82 ล้านบาท เฉพาะเดือนมิถุนายน 2551 เดือนเดียวตลาดหุ้นไทยเจอแรงขายต่างชาติหนักสุดถึง 36,500 ล้านบาท กดดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าระดับ 800 จุดจากพิษความวุ่นวายทางการเมือง มาถึงเดือนกรกฎาคมเพิ่งย่างเข้าสู่ครึ่งปีหลังเพียงเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น ต่างชาติขายสุทธิอีก 18,800 ล้านบาท ดัชนีไหลรูดมาอยู่ที่ 721.86 จุด (ณ 10 กรกฎาคม) เพียงแค่ช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมามูลค่าราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เหลือเพียง 5.686 ล้านล้านบาท จากสิ้นเดือนพฤษภาคมที่อยู่ 6.562 ล้านล้านบาท หายไป 876,000 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่กระหน่ำตลาดหุ้นไทยในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มีทั้งม็อบ และบรรยากาศการเมืองในคดีฟ้องร้องต่างๆ มีคำ พิพากษาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน ความเชื่อมั่นวูบ บวกกับปัจจัยนอกประเทศที่เกิดขึ้นทั้งจากเงินเฟ้อสูงทั่วโลกจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉพาะในเวียดนามและจีนที่น่าวิตก ความเสียหายซับไพรมในสหรัฐที่ยังไม่จบ ขณะที่ดัชนี MSCI ก็ปรับสูตรการคำนวณน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อีก ทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกลดน้ำหนักลงอีกจนกลายเป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจลงทุน

นับเป็นครึ่งปีแรกที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากสุด โดยดัชนีขึ้นไปสูงสุดที่ 884.19 จุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อม็อบพันธมิตร และดัชนีต่ำสุดที่ 721.13 จุด เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม และลดลงกว่า 136.04 จุด หรือราว 18% จากสิ้นปี 2550 ที่ระดับ 858.10 จุด มาร์เก็ตแคปหายไปในช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 9.5 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 2550 ที่อยู่ 6.636 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นและอัตราส่วนกำไรต่อราคาปิดต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 12 เท่าจากต้นปีอยู่ที่ 16.35 เท่า (ค่า P/E มีการปรับด้วยการนับรวมบริษัทที่มีผลกำไรขาดทุนเข้ามาร่วมอยู่ด้วย)

ปัญหาการเมืองขาดเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ต่างต้องคดีฟ้องร้องต่างๆ (อ่านในล้อมกรอบ) นักลงทุนต่างชาติต่างเบื่อการเมืองไทยเทขายหุ้นเป็นแถว ขณะที่นักลงทุนรายย่อยถูกตัดวงเงินกู้ซื้อหุ้น ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) ที่ให้บริการกู้ยืมเงินก็ขาดสภาพคล่องเช่นกัน ทำให้ตลาดหุ้นไทยเวลานี้มีกำลังซื้อที่ลดลงมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 12,455.47 ล้านบาท

หวั่นต่างชาติทิ้งหุ้นไม่ยั้ง

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีขึ้นแน่นอนไม่ว่าจะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือการยุบพรรค ซึ่งทั้ง 2 ทางตลาดหุ้นได้รับรู้ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้ามีการเลือกประกาศยุบพรรคเกิดขึ้น การเมืองไทยก็เปรียบเสมือนไปเริ่มต้นใหม่ และตลาดหุ้นก็จะรับข่าวในเชิงลบเพียงระยะสั้น หลังจากนั้นเมื่อภาพชัดเจน มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น การลงทุนก็จะกลับมาอีกครั้ง

ส่วนทางเลือกปรับ ครม.ต้องดูภาพลักษณ์ของผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งคนใหม่มีความเหมาะสมที่จะบริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามทิศทางการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติก็ถือว่าสำคัญ เพราะปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิออกไปแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท เทียบกับเม็ดเงินที่เข้ามาซื้อสุทธิในปี 2550 ประมาณ 200,000 ล้านบาท แม้ว่ายังมีเงินลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นแสนกว่าล้านบาท แต่เมื่อหักการเข้ามาซื้อหุ้น SHIN และการเข้ามาเทกโอเวอร์หุ้นกลุ่มธนาคารแล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท ก็เท่ากับเหลือเงินต่างชาติไม่ถึง 50,000 ล้านบาทที่จะขายสุทธิออกมาอีก

นอกจากปัญหาทางการเมืองไทยแล้ว ต่างชาติยังห่วงเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงในประเทศเอเชีย รวมทั้งไทยจะมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และจะส่งผลไปยังการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง จึงทำให้มีการขายสุทธิออกมาในทุกตลาดหุ้นของเอเชียรวมอยู่ด้วย ซึ่งถ้าหากดูพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนของไทยในปีนี้พบว่าอัตราการเติบโตของกำไรยังคงมีอยู่ โดยคาดการณ์อยู่ที่ 32% แต่เป็นผลมาจากกลุ่มธนาคารเป็นหลักที่ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้เหมือนปี 2550 ที่ผ่านมา เลยทำให้กำไรกระโดดขึ้นมาเป็นเท่าตัว จากปี 2550 กำไรกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

“เอเซีย พลัสยังไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์ โดยเป้าดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 900 จุด แต่ในระยะสั้นการเมืองอาจจะส่งผลทำให้ดัชนีหลุดระดับที่ 700 จุดได้ ซึ่งก็คงต้องมาดูการตัดสินของศาลในคดีที่เหลืออยู่ แต่หลังจากนั้นจะลดแรงกดดันไปได้มาก ถ้าการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ตลาดหุ้นกลับมา ดีขึ้นอีกครั้ง” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ดัชนีตลาดหุ้นโอกาสหลุด 700 จุด

นางสาวจิตติมา อังสุวรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายที่ปรึกษาการลงทุน บล.ฟาร์อีส กล่าวว่า ไม่ว่าประเด็นทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไหน แต่ปีนี้การชะงักงันของเศรษฐกิจมีผลต่ออัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบีบนแน่นอน ยิ่งมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ก็เท่ากับกลับมานับหนึ่งกันใหม่ ทำให้โครงการที่ภาครัฐเคยประกาศว่าจะทำก็จะถูกเลื่อนออกไป และกว่าจะรอเลือกตั้งเสร็จมาสานงานต่อคงจะไปเห็นผลกันในปีหน้าแทน ซึ่งจะกระทบต่อภาคการลงทุนของเอกชน บวกกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นก็มีผลต่อการบริโภคของประชาชนอยู่แล้ว จึงทำให้ปีนี้บริษัทจดทะเบียนไม่ค่อยเติบโตมาก โดยคาดการณ์อยู่ที่ 10-15%

ทั้งนี้ แม้จะมีกลุ่มธนาคารที่ปีนี้จะมีกำไรโดดเด่น แต่เมื่อไปดูงบการเงินจริงๆ แล้ว เป็นกำไรที่กระโดดขึ้นมาไม่ได้เกิดจากธุรกิจที่เติบโต แต่เป็นผลมาจากการไม่ต้องตั้งสำรองตามกฎแบงก์ชาติมากกว่า ขณะที่เป้าดัชนีปีนี้จากที่เคยมองว่าจะไปแตะที่ระดับ 890-880 จุด ในปลายปีนี้ได้มีการปรับลดลงเหลือ 710 จุดแทน จากทิศทางการเมือง และอาจจะมีสิทธิหลุดที่ระดับ 700 จุดได้ถ้าต่างชาติยังขายสุทธิอย่างต่อเนื่องอย่างนี้อีก

นายวรุฒม์ ศิวะศริยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองไทยหลังจากนี้หากมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือยุบสภา มองว่าไม่น่ามีผลดีกับหุ้นกลุ่มใดๆ ในทางตรงกันข้ามน่าจะเป็นผลเชิงลบต่อหุ้นทุกกลุ่มโดยเฉพาะหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ และผลกระทบหนักที่สุดคงเป็นหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะการเมืองในช่วงสุญญากาศย่อมทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และทำให้ความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการตกต่ำ กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อ ดังนั้นภาพใหญ่ในการลงทุนจึงน่าจะเป็นการชะลอตัวทั้งระบบ โดยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานนั้นอาจต้องล่าช้าออกไป ซึ่งกระทบกับธุรกิจก่อสร้างโดยตรง

ตลาดฟันธงรัฐบาลอายุสั้น

การปรับคณะรัฐมนตรีนั้นอาจต้องพิจารณาว่าในส่วนงานที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างกระทรวงการคลังจะมีใครเข้ามา บริหารงาน ถ้าหากเป็นบุคคลที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของวงการเศรษฐกิจก็อาจเป็นผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุนในช่วงสั้น แต่ทั้งนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐบาลไม่น่าจะบริหารบ้านเมืองได้ในระยะยาว การยุบสภาจึงเป็นทางออกที่อาจเป็นไปได้มากกว่า โดยหากมีการเลือกตั้งใหม่ผลบวกอาจตกแก่หุ้นที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง หรือกลุ่มสื่อโทรทัศน์ที่เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งของพรรคการเมือง อย่างไรก็ดีการเกิดช่องว่างทางการเมืองแม้ชั่วขณะก็ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยไปมาก และทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นจนกว่าจะได้ความแน่นอนทางการเมือง

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล.นครหลวงไทยประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการยุบสภาจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น

ประเทศไทยในช่วงต่อจากนี้จะยังคงถูกกดดันจากปัจจัยทาง การเมืองที่ยังคงหาความแน่นอนไม่ได้ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะทำให้เกิดการชะงักงันทางนโยบายต่างๆ ของอุตสาหกรรม






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>