![]() |
ในบรรดาหนังสือธุรกิจทั้งหลาย มีน้อยเล่มที่จะสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนทำงานที่กำลังสงสัยว่า “ชีวิตมีเท่านี้เองหรือ?” ได้ดีเท่ากับเรื่องราวของนักธุรกิจที่ตัดสินใจทิ้งอาชีพการงานไว้เบื้องหลังเพื่ออุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการช่วยผู้ด้อยโอกาสในสังคม
หนังสือแนวนี้ที่ประทับใจผู้เขียนที่สุดคือ Leaving Microsoft to Change the World โดย John Wood นักการตลาดผู้ทิ้งตำแหน่ง
ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจในไมโครซอฟท์ในวัยเพียง 35 ปี เพื่อไปก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนชื่อ Room to Read (http://www.roomtoread.org/) จัดส่งหนังสือเด็กและสร้างโรงเรียนให้กับเด็กยากจนในประเทศกำลังพัฒนา เว็บไซต์ Room to Read ระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2000 องค์กรนี้ได้มีส่วนช่วยเหลือเด็กไปแล้วกว่า 1.7 ล้านคนทั่วโลก ด้วยการสร้างโรงเรียน 442 แห่งและห้องสมุด 5,160 แห่ง จัดพิมพ์หนังสือเด็ก 226 เล่มในภาษาท้องถิ่น รวบรวมและจัดสรรหนังสือเด็กภาษาอังกฤษที่ได้รับบริจาคกว่า 2.2 ล้านเล่ม มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงยากจนจำนวน 4,036 ทุน (ผู้หญิงในประเทศยากจนมักถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงการศึกษา ทั้งๆ ที่ระดับการศึกษาของมารดา เป็นดัชนีที่ใช้พยากรณ์อัตราการเข้าถึงการศึกษาของลูกๆ ได้ดีที่สุด เพราะแม่ที่มีการศึกษาก็ย่อมอยากให้ลูกได้รับการศึกษาด้วย) ตลอดจนก่อตั้งห้องแล็บสอนภาษาและห้องแล็บคอมพิวเตอร์จำนวน 155 แห่ง ปัจจุบัน Room to Read ทำงานในประเทศเนปาล เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย ศรีลังกา ลาว และแอฟริกาใต้
เป้าหมายระยะยาวของ Room to Read คือ สร้างโรงเรียนและห้องสมุดรวม 20,000 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยให้เด็กจำนวน 10 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาได้รับการศึกษา
เมื่อคำนึงว่า Room to Read เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับรางวัลและเงินบริจาคมากมายในแต่ละปี ถ้า Wood เพียงแต่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาในการก่อตั้งองค์กร ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Leaving Microsoft to Change the World เป็นหนังสือที่นักธุรกิจ นักพัฒนาเอกชน และคนทั่วไปจะสนใจอ่าน แต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ “ยอดเยี่ยม” และเป็นประโยชน์กว่านั้นมาก คือความที่ Wood ไม่ได้เขียนเล่าเฉพาะตอนที่เขาหรือองค์กรประสบความสำเร็จเป็นขั้นๆ หากรวมถึงตอนที่เผชิญกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ด้วย เช่น ตอนที่เขาบอกเลิกแฟนที่คบกันมานาน ตอนที่ต้องปรับวิถีการดำรงชีวิตเสียใหม่ให้เข้ากับการเปลี่ยนสถานภาพจาก “ผู้บริหาร” มาเป็น “เอ็นจีโอ” ปัญหาในการหว่านล้อมผู้มีจิตศรัทธาให้เชื่อมั่นในตัวเขา (Room to Read เป็นองค์กรการกุศล อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคล้วนๆ) และหลายต่อหลายตอนที่เขาพบกับคนฐานะดีที่เชิญเขาไปพูดในงานหาเงิน แต่ไม่มีความตั้งใจจะช่วยเขาจริงๆ เพียงแต่ต้องการอวดให้ใครต่อใครเห็นว่า เห็นไหม ฉันก็มีจิตสำนึกสาธารณะเหมือนกันนะ !
Wood ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกของเขาเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตหนึ่งทศวรรษแรกหลังออกจาก Microsoft อย่างตรงไปตรงมา จริงใจ และไร้การคุยโวโอ้อวด ทำให้หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การบริหารจัดการเอ็นจีโอให้อยู่ได้และขยายกิจการได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องอาศัยความสามารถในการหว่านล้อมผู้คน ทักษะในการคิดโมเดลองค์กรที่ “วัดผล” ได้จริง และขนาดของหัวใจที่ใหญ่กว่านักธุรกิจทั่วไป เป็นโชคดีของโลกและเด็กๆ ในประเทศยากจน ที่ Wood มีคุณสมบัติทั้งหมดนี้พร้อมมูล
สิ่งที่ทำให้ Leaving Microsoft to Change the World เข้าข่าย “หนังสือธุรกิจ” ได้อย่างไม่ขัดเขิน คือการที่ Wood แจกแจงอย่างชัดเจนว่า เขาใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการทำงานใน Microsoft กว่า 8 ปี มาพัฒนา Room to Read อย่างไรบ้าง Wood ยกย่อง Steve Ballmer ซีอีโอของบริษัท ว่าเป็นเจ้านายที่ “โหด” มาก แต่มอบบทเรียนอันมีค่าต่อเขามากมาย Wood บอกว่า ความหมกมุ่นของ Ballmer ใน “ผลลัพธ์” (results, results, results) ทำให้เขารู้ดีว่า ความสำเร็จของ Room to Read จะต้องมาจากผลลัพธ์ที่วัดได้ ซึ่งในแง่นี้คือจำนวนเด็กยากจนที่ได้รับการศึกษา
Room to Read ประสบความสำเร็จในการหาสปอนเซอร์อย่างต่อเนื่องเพราะ Wood พัฒนาโมเดลการดำเนินงานที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพ คนที่บริจาคหนังสือเด็กให้กับองค์กรนี้ทุกคนจะได้รับทราบว่าหนังสือของพวกเขาได้ไปถึงมือเด็กๆ ที่ไหน และคนที่บริจาคเงินก็จะรู้อย่างแน่นอนว่า เงินจำนวน X จะช่วยสร้างโรงเรียนในประเทศ Y ได้หนึ่งหลัง ทำให้เด็ก Z คนได้รับการศึกษา Wood ให้ความสำคัญต่อการรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ ต่อผู้สนับสนุน Room to Read ไม่ต่างจากที่เขาเคยทำสมัยเป็นผู้บริหารบริษัท
ในโลกที่เอ็นจีโอจำนวนมากยังระแวงนักธุรกิจเกินกว่าที่จะพูดคุยด้วย Room to Read เป็นตัวอย่างเอ็นจีโอรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่เปิดกว้างต่อโลกธุรกิจ หากยังเชื่อมั่นว่า ความก้าวหน้าที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาสังคมนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ Wood นำทักษะการบริหารจัดการธุรกิจมาปรับใช้กับโลกเอ็นจีโออย่างได้ผล และถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาอย่างไม่ปิดบัง จากจุดเปลี่ยนชีวิตในปี 1998 ตอนที่เขาเห็นหนังสือเก่าๆ ไม่ถึง 20 เล่ม ถูกล็อกกุญแจอยู่ในตู้ในห้องเรียน ที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเทือกเขาหิมาลัย (ครูบอกว่าต้องปกป้องมันจากเงื้อมมือเด็กๆ ไม่อย่างนั้นหนังสือจะหาย !) หลังจากที่ Wood กลับบ้านของเขาในอเมริกา เขาส่งอีเมล์ถึงญาติๆ และเพื่อนๆ ขอหนังสือเด็กใช้แล้วไปบริจาค
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันมหัศจรรย์ที่นำ Wood ออกจากห้องประชุมติดแอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ สู่เสียงหัวเราะของเด็กๆ ในหมู่บ้านทุรกันดารทั่วโลก
ในโลกที่ยังต้องการคนแบบเขาอีกมาก หนังสือเล่มนี้จะจุดประกายการพูดคุยในหมู่คนอ่านไปอีกนาน โดยเฉพาะประโยคสั้นๆ ในหนังสือที่ถ้าใครได้อ่านแล้ว ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าจะไม่มีวันลืม :
“ไมโครซอฟท์ไม่ต้องการผม เด็กๆ ในเนปาลต้องการผม”
คอลัมน์ DOG EAR โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม