![]() |
เมื่อเร็วๆ นี้มีโฆษณาชิ้นหนึ่ง แม้จะไม่โดดเด่นเตะตาแต่ได้เชิญชวนผู้มีไอเดียเจ๋งๆ เข้าประกวดแผนธุรกิจโครงการ “Innovation World Care Award” หรือ ICARE Award ของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือบริษัทดีทีกรุ๊ป ถ้าโครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างในอีก 1 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นนวัตกรรม “การให้” ที่ก้าวกระโดดสำหรับ CSR : corporate social responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคม ในเมืองไทย
และนับเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ลูกสาวคนสุดท้องของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะบริหารบริษัท เครือ เจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของไอเดียโครงการ ICARE บ้านพักคนชราและเด็กกำพร้ามาอยู่ด้วยกัน โดยการนำ business model มาจับเพื่อให้โครงการการให้แก่สังคมสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง หรือที่เรียกกันว่า social enterprise ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย
คุณบีหรือคุณทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทดีที เล่าให้ฟังถึงกรอบแนวความคิด “การให้” ที่ทำ ต่อเนื่องมากว่า 16 ปีในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธาน (คุณธนินท์) ให้มารับผิดชอบโครงการช่วยเหลือเด็กกำพร้า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่มาของ ICare ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรอบแนวคิดในการทำองค์กรให้ยั่งยืนของกลุ่มดีที
ชื่อบริษัท DT มาจากชื่อคุณพ่อ “ธนินท์” และ T คือคุณแม่ “เทวี” เพราะตอนที่เรียนจบกลับมาใหม่ๆ คุณพ่ออยากให้กลับมาดูแลธุรกิจเรียลเอสเตตของครอบครัว ก็คิดว่าชื่อคุณพ่อคุณแม่เป็น สิริมงคล กลุ่มบริษัทดีที (DT Group of Companies) ได้เริ่มต้น ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยเริ่มต้นดำเนินธุรกิจด้านพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 10 บริษัท แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ของคุณบี หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ด้วยวัย 28 ปีต้องแบกภาระบริษัทที่โดนมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน แต่ ทุกคนช่วยกันเต็มที่ ตั้งแต่ ปลูกต้นไม้ขายในไซต์งาน เกณฑ์พนักงานไปรับจ้างทำความสะอาดอาคาร เลหลังสต๊อกตุ๊กตาซิลวาเนียนที่นำเข้าจากญี่ปุ่นในราคาต่ำกว่าทุน เพื่อให้บริษัทอยู่รอดและพลิกฟื้นกลับมา
word of wisdom
“หลายปีก่อนได้รับคำแนะนำจากท่านประธานว่า ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีค่า เวลาในชีวิตเราเอาคืนไม่ได้ การทำงานเล็กงานใหญ่ก็เหนื่อยเหมือนกัน งานทุกอย่างที่เราทำ ที่สละกำลังกาย กำลังสมองและเวลา ท่านเลยบอกว่าเวลาจะทำอะไรก็คิดเผื่อคนอื่นด้วย ไหนๆ จะต้องเหนื่อย ไหนๆ จะต้องทำอยู่แล้ว จะต้องทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนหมู่มากด้วยจึงมาเป็น word of wisdom ปรัชญาในการทำธุรกิจของบริษัท”
ด้วยปรัชญาความคิดนี้ อย่างบีจะทำธุรกิจขายบ้าน ทำง่ายๆ เอากำไรก็ได้ แต่ถ้าหากเราคิดเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ทำเพิ่มอีกหน่อย ว่าทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับลูกค้า กับชุมชนรอบข้าง ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับพนักงานและบริษัท จริงๆ งานเหมือนเดิมแต่เราทำมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง ไหนๆ ก็ต้องเสียเวลาไปทำ เสียสมองไปทำ ก็ต้องเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อลูกค้า ต่อสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ
“ท่านย้ำว่า ถ้าทำตามขอบข่ายตามปรัชญานี้ ความสำเร็จจะตามมา ท่านบอกว่าเวลาที่เราคิดอะไรสักอย่าง เป็นประโยชน์กับคนอื่น มันจะเกิดการตอบรับ ต่อให้เราไม่อยากทำคนก็จะขอให้เราทำ ต่อให้เราอยากทำเล็กๆ คนก็จะขอให้ทำใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำงานใหญ่ก็ต้องเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย”
โจทย์…ต้องช่วยถึงที่สุด
โจทย์ที่พ่อให้ลูกทำให้กลายมาเป็นพันธกิจองค์กร คุณบีเล่าว่า ตอนที่กลับมาทำงานใหม่ๆ คุณพ่ออยากให้ไปช่วยเด็กกำพร้า ท่านเอาเงินส่วนตัวของท่านไปช่วย แต่คุณพ่อไม่ง่าย ไม่ใช่ท่านให้เงิน
มาแล้ว เอาไปแจกนะ เงินที่ให้มาต้องไปทำให้งอกเงย ทุกวันนี้บีพยายามทำให้เด็กกำพร้าเป็นเหมือนลูกหลานเรา ช่วยถึงที่สุดไม่ใช่แค่เอาเงินไปให้เขา บีถูกมอบหมายให้ทำเรื่องนี้มาเกือบ 16 ปีแล้ว ถูกฝึกให้ทำเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ตอนหลังจึงใส่เป็น mission หนึ่งของบริษัทไปเลย เวลา พนักงานเข้ามาจะบอกพนักงานเลยว่าเราทำเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นกำไรส่วนหนึ่งจะถูกนำไปทำเรื่องนี้ และกิจกรรมบริษัทก็จะสะท้อนเรื่องพวกนี้อยู่ ดังนั้น DT mission ข้อที่ 1 คือช่วยเหลือเด็กยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากที่เคยสัมภาษณ์พนักงาน หลายคนเขารู้ว่างานที่เขาทำทุกอย่างส่วนหนึ่งได้ไปช่วยเด็กหลายๆ คน เขารู้ว่าไม่ใช่แค่การทำกำไรไปถึงผู้ถือหุ้น (ซึ่งผู้ถือหุ้นก็ยังไม่เคยได้รับเงินปันผล) แต่กำไรส่วนหนึ่งถูกจัดสรรไปช่วยเด็กจริงๆ
ข้อที่ 2 นอกจากช่วยเด็กแล้ว เราเน้นว่าเราต้องทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารใหม่ๆ เข้ามาก็มีการถกกัน เขาจะบอกว่าหากเราไม่หนีภาษีเราสู้คู่แข่งไม่ได้ หรือว่าเราต้องลดคุณภาพลงหน่อยไม่งั้นแข่งไม่ได้ ก็ต้องมาอธิบาย ตอนหลังก็ใส่เข้ามาใน mission จะได้ไม่ต้องถาม
“บีเชื่อว่าอะไรที่หลบๆ ซ่อนๆ ทำใหญ่ไม่ได้ ธุรกิจที่หนีภาษี ธุรกิจที่ต้องลดคุณภาพ โกงลูกค้ามัน ไม่ยั่งยืน ก็อย่าไปทำมันปิดกิจการดีกว่า เราทำใหญ่ไม่ได้ อย่าเสียเวลาไปทำมัน เราตั้งไมนด์เซตว่าไม่ทำเรื่องใต้โต๊ะ ทำให้คนของเราต้องทำงานละเอียดขึ้น งานของเราไม่ผิดกฎหมาย ต้องดีกว่ามาตรฐาน เรายอมให้งานดีเลย์ไม่ยอมทำร้ายประเทศชาติ”
คุณพ่อสอนว่า เวลาเราอยู่บ้าน เรากลับบ้าน เราเอาเงินวางบนโต๊ะทุกวันๆ เรากำลังทำร้ายคนในบ้านอยู่ ถ้าแม่บ้านเขาเห็น วันแรกเขาเห็นเขาไม่หยิบ วันที่สองไม่หยิบ อยู่ไปอยู่มาวันหนึ่งเกิดลูกเขาป่วยเขาไม่กล้าขอเรา เขาคิดว่าเขาหยิบไปเดี๋ยวเอามาคืน แต่เขายังคืนไม่ได้ เท่ากับเราไปเปิดโอกาสทำให้คนเสีย หรือว่าไปยั่วยวนเขา การที่เราไปจ่ายใต้โต๊ะไม่ใช่แค่ทำร้ายประเทศ ทำร้ายคนด้วย
ข้อที่ 3 เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น และความสุข เราเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ต้องเป็นสังคมที่อบอุ่น มีความสุข ไม่งั้นอยู่ไม่ไหว เพราะทุกคนทำงานหนัก ทุ่มเท ถ้าทุกวันตื่นมาไม่อยากเจอหัวหน้า ไม่อยากมาทำงาน จะเอาพลังที่ไหนมาทำงาน การสร้างสังคมให้อบอุ่นและมีความสุขต้องมาจากคน ไม่ใช่ซีอีโอสั่งแล้วมันจะเกิด ต้องมาจากพนักงานทุกคน เราอยากให้เป็นอย่างไรเราก็ต้องช่วยกันทำ ดังนั้นเราจึงเน้นเรื่องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คนอยากทำความดี ก็จะมีสิ่งที่ดีตามมา พอเราสร้างวัฒนธรรมให้ดีก็จะเกิดพลัง มันจะเปลี่ยน หรือถ้าเราอยากให้ พนักงานพัฒนาตัวเองก็ต้องสร้างบรรยากาศให้ทุกคนต้องเรียนรู้ ใฝ่รู้ หาเคสต่างๆ มาให้เขาดู
อย่างเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ชม คือ ให้พนักงานยกมือไหว้สวัสดีกัน ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตอนนั้นเหนื่อยมากๆ และทุกคนแบ่งทีมไปหาเงินสร้างงาน พอถึงวันหนึ่งที่เราแข็งแรง ทุกคนมีอีโก้หมด วันที่จะกลับมารวมทีมกันทุกคนแข็งหมด คือเข้ากันยาก แข็งกับแข็งคุยกันก็โกรธกัน หลังจากนั้นเราก็แก้ มีน้องคนหนึ่งบอกว่าสังคมไทยยกมือไหว้กัน บีก็เอาความคิดนี้มาใช้ ก็ลองดู
“3 เดือนแรกบียืนอยู่หน้าออฟฟิศเลย ดักพนักงานทุกวัน ไหว้ทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา คนไหนที่ไม่แน่ใจว่าเป็นพนักงานหรือเปล่า ก็ไหว้ก่อน คนมาสมัครงานก็ไหว้เขา บังคับทุกคนหมด หลังจากนั้นสัก 4 เดือนก็เห็นอะไรชัดเจนขึ้น เพราะคนไหว้กันทุกวันไม่โกรธกัน จริงๆ อาจจะโกรธกัน แรกๆ ก็ไหว้อย่างนี้ (ทำท่ารับไหว้อย่างไม่เต็มใจ…หัวเราะ)
แรกๆ รับไหว้อย่างนั้นจริงๆ แต่ 4 เดือนก็เห็นการเปลี่ยนแปลง เหมือนเราต้องยิ้มทักทายกันทุกวันมันก็หายโกรธ หรือว่าพนักงานใหม่ๆ เข้ามา ไม่รู้จักกันไหว้กันทุกวัน วันหนึ่งมาทำงานด้วยกันก็กลายเป็นการบิลด์ความรู้สึกดีๆ มาแล้ว เป็นวัฒนธรรมที่ได้ประโยชน์มาก”
ข้อที่ 4 เป็นที่พึ่งพิงของทุกๆ คน ทุกวันนี้เราช่วยเด็กยากจน คนเจ็บป่วย แต่ก่อนที่จะไปช่วยคนอื่นเราก็กลับมาดูว่าเราได้ช่วยพนักงานเราหรือเปล่า เราก็มีข้อตกลงว่าเราจะดูแลพนักงาน ถ้าพนักงานรายใด คนในครอบครัวเจ็บป่วย ต้องใช้เงินเกินกว่าที่เขารับผิดชอบได้ บริษัทต้องสามารถช่วยได้ และเรามีคอมมิตเมนต์กับพนักงานว่าเราจะสร้างบ้านพักคนชรา ตกลงว่าเราจะสร้างวัฒนธรรมดูแลคนแก่ขององค์กร เราจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลคนแก่ขององค์กร ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหาร ตั้งแต่แม่บ้าน ลุงยาม ก็มาอยู่ด้วยกัน เพราะทำงานด้วยกันมานานเหมือนคนในครอบครัว ทำให้เป็นวัฒนธรรม หากคนรุ่นแรกๆ สร้างองค์กรให้แข็งแรง อยู่อย่างดีกินดี ส่งมอบสิ่งดีๆ ให้รุ่นน้องที่จะสร้างองค์กรที่ดีต่อไป
ข้อที่ 5 ส่งเสริมให้ทุกคนดำเนินชีวิต อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม คนที่มาทำงานกับเรา ต้องไม่ทำเรื่องไม่ดี ไม่ต้องคิด เรื่องไม่ดี ให้สามารถทำอย่างมีคุณธรรม ต้องทำงานอย่างมีความสุข หากไม่มี ความสุขก็ยากที่จะทำให้สำเร็จ
เจ้าสัวหักดิบ
กรอบความคิดทั้ง 5 ข้อนี้ เราไม่จำเป็นต้องได้อย่างเสียอย่าง เช่นถ้ามีกรอบความคิดว่าเราประสบความสำเร็จ ครอบครัวต้องเสียสละ คิดอย่างนี้ปุ๊บ ทุกครั้งที่มีงานด่วน กรอบความคิดมันเซตไว้แล้วว่านี่คือคำตอบ ครอบครัวต้องเสียสละ แต่ในความเป็นจริงเขาไม่มีความสุข เราบอกว่าความสำเร็จ ครอบครัวต้องมีความสุขด้วย วิธีทำก็เปลี่ยนทันที เวลามีงานด่วนมาเราอยู่กับครอบครัว เราก็คิดมากขึ้นแล้วว่าจะทำอย่างไรดีว่าไม่ต้องทิ้งครอบครัวไป
“อันนี้เรียนรู้จากท่านประธาน ท่านใช้วิธีหักเอา ตอนนั้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เหนื่อยๆ มากที่ต้องหาเงิน และต้องไปบุกเบิกที่เมืองจีน พูดภาษาจีนไม่ค่อยเป็น งานก็หนัก แถมลูกน้องเป็นคนจีนส่วนใหญ่ อยู่ที่นั่น 3 ปีแทบไม่ค่อยได้กลับเมืองไทย อยู่ๆ ท่านประธานโทร.ไปหาบีบอกว่าให้พรุ่งนี้บินกลับมาเลย แต่พรุ่งนี้บีมีนัดโรงงาน มีนัดลูกค้าเต็มหมด ท่านประธานบอกว่า พรุ่งนี้ให้บินกลับเมืองไทย บีถามท่านว่ามีอะไรด่วนไหม ท่านบอกว่าคิดถึงไม่เห็นหน้า พออธิบายว่ากลับไม่ได้เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านถามว่ามีลูกน้อง กี่คน ถ้าต้องทำทุกเรื่องเอง แล้วลูกน้องทำไม่ได้เลย ให้บีปิดบริษัทดีกว่า เพราะบริษัทไม่มีโอกาสโต อย่าเสียเวลาไปทำเลย (หัวเราะ) และบอกให้บีบินกลับ ตอนนั้นอัดอั้นตันใจมาก เหมือนถูกบังคับ ไม่มีทางออกเพราะท่านประธานเป็นนาย นายสั่งต้องมา พอไม่มีทางออกก็พยายามคิดว่าเรื่องนี้จะให้ใครไปทำ เรื่องนั้นจะให้ใครไปทำ พอคิดเสร็จสั่งงาน ก็บินกลับ แล้วค่อยติดตามงาน ปรากฏว่าสิ่งที่บีเรียนรู้ ลูกน้องทำงานเก่งกว่าเรา ดีลที่ได้มาดีกว่าที่เราดีลเอง อันนั้นทำให้บีเรียนรู้เลยว่า มันอยู่ที่ไมนด์เซตเรา ทำให้เปลี่ยนวิธีทำ”
ทั้ง 5 ข้อให้ความสำคัญเท่ากัน แต่ว่าต้องบอกว่าการช่วยเหลือเด็กยากจนเราทำสม่ำเสมอ สิ่งอื่นเป็นเรื่องที่เราต้องสร้าง ในวันที่เราไม่มีเงินแต่เด็กยากจนยังมีเงินอยู่ เพราะได้เงินจากท่านประธาน หรือในวันที่เราไม่มีเงินเลยลูกพนักงานป่วยเรายังเอาเงินบริษัทช่วยเหลือได้ มันเป็นชีวิตคน ไม่มีเงินก็ต้องไปหามา
ทำไมต้อง “เด็กกำพร้า”
ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นเด็กกำพร้า เพราะเรามีรีซอร์ซจำกัด เราเลือกช่วยเด็กเพราะเราคิดว่าถ้าเราสามารถทำให้เด็กเป็นคนดีเป็นคนเก่งได้ สมมติถ้าเราช่วยเด็ก 2,000 กว่าคน ถ้าเด็กในจำนวนนี้มีสัก 200 คนที่โตขึ้นมาเป็นคนเก่งเป็นคนดี
ด้วยงานที่รับผิดชอบทั้งธุรกิจและงานเพื่อสังคม ทั้ง 2 อย่างได้ทำอย่างลงลึกและจริงจัง มีทีมรีเสิร์ชศึกษาในแต่ละด้านเพื่อมาสนับสนุนงานเหล่านั้น คุณบีเล่าว่า “เราทำรีเสิร์ชเกี่ยวกับมนุษย์มากๆ เราไม่นึกแค่ว่าสามารถช่วยให้เขาเติบโตได้ อยู่ได้ แต่เรายังสามารถทำให้เขาเป็นเด็กที่ฉลาด สอนให้เขาเป็นคนดี งานรีเสิร์ชอย่างการกอดเด็ก ร่างกายจะมีฮอร์โมนตัวหนึ่ง พวกอาชญากรจะมีฮอร์โมนตัวนี้ต่ำมาก และฮอร์โมนตัวอ่อนโยนจะสร้างได้ใน วัยเด็กเท่านั้นด้วยการกอดเขา มากอดตอนโตไม่ได้ผลแล้ว ใครก็ได้กอดเขา ร่างกายจะหลั่งสารตัวนี้ออกมา หรือการฝึกเด็กให้ทำบุญ ให้ขอทาน ให้…ก็จะหลั่งสารตัวหนึ่งที่มีความสุขออกมา เมื่อไรที่เขาให้ เขาจะมีความสุข เขาก็จะติดความสุขตัวนี้ ดังนั้นหากเราให้ตั้งแต่เด็ก ให้ขอทาน ให้พี้เลี้ยง ให้เพื่อน เขาจะติด มีนิสัยแบบนั้น”
ต้องสร้างเด็กฉลาด-เป็นคนดี
ดังนั้น วันนี้งานรีเสิร์ชและความรู้ในโลกมากมายนี้ เรารู้ว่าเราจะเลี้ยงเด็กอย่างไรให้ฉลาดและเป็นคนดี สอนให้เขาอยากช่วยคนอื่น หากเด็ก 200 คนที่ฉลาด มีจิตใจอยากช่วยเหลือคนอื่น เด็ก 200 คนนี้โตขึ้นมาเป็นซีอีโอ ข้าราชการ นักการเมือง นึกไม่ออกว่ามันจะมีอิมแพ็กต์อย่างไร และใน 200 คนนี้คงไม่มีมาช่วยเด็กกำพร้าทั้งหมด อาจจะไปช่วยสัตว์ ช่วยโลกร้อน คนยากจน ฯลฯ หรือถ้าวันนี้เราเอาเงินไปช่วยสัตว์ ถามว่าอยากช่วยไหม อยากช่วย แต่เรามีรีซอร์ซแค่นี้เราอยากช่วยเด็กก่อน
เรามีมูลนิธิพุทธรักษาเป็นมูลนิธิของครอบครัวที่ท่านประธานให้การสนับสนุนทางการเงิน กรณีเด็กกำพร้าที่เราไปสนับ สนุนที่อื่นทำ เช่น โรงเรียนวัดสระแก้ว เราจะไปดูเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ก่อนว่าหอพัก ที่นอน เพียงพอไหม สะอาดไหม ยาเพียงพอไหม การรักษาพยาบาลมีพร้อมไหม การศึกษาเป็นอย่างไร มีพิเศษไหม อาทิ ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต เราพยายามไล่ทำให้ครบ ส่วนเรื่องของจิตใจ เด็กได้รับการสอนศาสนาหรือไม่
จากนั้นเราจะเข้าไปทำเรื่อง profit making ที่วัดสระแก้วค่อนข้างครบ ท่านประธานให้โจทย์ว่า นอกเหนือจากช่วยเด็กแล้วต้องให้ครูอยู่ดีกินดีขึ้นด้วย เพราะเขาอุตส่าห์เสียสละมาดูแลเด็ก จะมีวิธีเพิ่มรายได้เขาอย่างไร ตรงนั้นเริ่มจากการเข้าไปทำฟาร์มไก่ไข่ ขณะนี้เด็กที่นั่นกินไข่วันละ 6,000 ฟอง และไข่ที่เหลือขายให้ ซี.พี. กำไรจากการขายไข่นำมาเพิ่มรายได้ให้ครู พอไก่มีอายุก็ขายให้ ซี.พี. รายได้นำไปซื้อไก่ลอตใหม่ และกำไรยกให้ทางวัดไป ตอนนี้ก็เริ่มขยายฟาร์มหมู ชาวบ้านก็บ่นเรื่องกลิ่น เราก็มาทำไบโอก๊าซ และเริ่มทำอื่นๆ เข้ามา เช่น เลี้ยงปลา โดยทาง ซี.พี.ช่วยในเรื่องเทรนนิ่งให้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการช่วยเหลือ “เด็กทีวี” จากทีมงานที่คอยติดตามเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือหลังเขาออกทีวี เขาจะอยู่ได้ 2 ปี จะกลับไปยากจนเหมือนเดิม และเดี๋ยวนี้มีรายการพวกนี้เยอะ เด็กจะอยู่ได้ไม่ถึงปี เราจะไปดูเด็กกลุ่มนี้ เพราะมีพื้นฐานคือกตัญญู ขยัน เราจะจัดงบประมาณให้ปีละ 24 คน และจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยจะช่วยจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเงื่อนไข เช่น ต้องหลังจากออกที่ทีวี 1 ปี ไม่ได้รับเงินจากการช่วยเหลือทางทีวีอีกแล้ว ไม่มีครอบครัวหรือผู้ปกครองที่ดูแลเขาได้ และต้องมีพระ ครูหรือแม่ชีดูแล
I Care ชีวิตคน on on-off off ไม่ได้
ส่วนโครงการ I Care โครงการนี้กำลังประกวดอยู่ ไอเดียมาจากคุณพ่อที่บอกว่าหาเด็กกำพร้าส่งไปให้คนแก่เลี้ยง อย่างคนอีสานเลี้ยงลูกดี คนอีสานขยัน รักครอบครัว ท่านบอกว่าจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายให้ แต่ทำจริงๆ การขอเด็กกำพร้ายากมากก็เลยทำได้ไม่กี่เคส ก็ติดใจเรื่องนี้คนแก่กับเด็กๆ มาตลอด พอถึงจุดหนึ่งที่เราพอจะทำได้เราก็อยากทำโครงการนี้
ตอนนี้เราช่วยเด็กกำพร้าตามที่ต่างๆ เราเข้าไปบริหารจัดการทั้งหมดไม่ได้ เพราะแต่ละที่จะมีวัฒนธรรม ก็เสียดาย… พอเราศึกษาเรื่องมนุษย์มากๆ เรารู้ว่าช่วงที่สมองเด็กพัฒนาได้ดีมากๆ คือตั้งแต่อยู่ในท้องจนอายุ 2 ขวบ แต่เด็กกำพร้าเราไม่มีโอกาสไปทำอย่างนั้น บางทีผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคิดว่าเด็กยังพูดไม่ได้ไม่เข้าใจ ไม่พัฒนาเขา จริงๆ เป็นช่วงที่เซลล์สมองแตกตัวพัฒนาเร็วที่สุด ช่วงนี้อัดเขาไปกี่ภาษาเด็กรับได้ เด็กฉลาดได้ สอนเขาทำกิจกรรม ทั้งทางด้านจิตใจ ร่างกาย จาก 2-8 ขวบสมองจะเริ่มช้าลง แต่ยังเร็วกว่าผู้ใหญ่ จาก 8 ขวบขึ้นไปการพัฒนาสมองจะปกติ
เพราะฉะนั้น เวลาเราไปช่วยเด็กกำพร้าเราอยากช่วยให้ถึงแก่น ดังนั้นโครงการ I Care เราอยากรับตั้งแต่เด็กแรกเกิดเลย และพัฒนาเขาให้เป็นเด็กฉลาด และพัฒนาทางด้านจิตใจ ให้เขาช่วยสังคมด้วย ท่านประธานพูดเรื่องคนแก่กับเด็กมาตลอดว่าทำอย่างไรให้มาอยู่ด้วยกัน จึงเป็นที่มาของโครงการนี้
สิ่งที่คาดหวังจากโครงการนี้ คือ พยายามใช้ business model มาทำ แทนที่กำไรกลับคืนไปที่ผู้ถือหุ้น เอาเงินนี้กลับมาที่โครงการ มาเลี้ยงให้อยู่ได้ตลอด ไม่ต้องขอเงินจากคนอื่น เราดีลกับชีวิตคน จะ on on-off off ไม่ได้ ก็เลยคิดว่าจะเอาเทคนิค business model มารัน ทำให้เป็นอีกธุรกิจหนึ่ง และทีมงานที่มาทำโครงการนี้ต้องเป็นมืออาชีพ ต้องหาคนเก่ง และเขาต้องมีรายได้ที่ดี ที่มาเป็นคนดูแลคนแก่ เด็ก ต้องมีการเทรนนิ่งในการดูแล ต้องมาจัดโปรแกรมให้เด็ก-คนแก่มาอยู่กันอย่างเหมาะสม จัดกิจกรรมให้เหมาะ
เรากำลังทำรีเสิร์ชว่าครอบครัวที่อบอุ่นต้องทำอะไรบ้าง เช่น ตอนกินเช้าทำอะไรกัน ตื่นขึ้นมาคุณแม่กอดเขาหรือเปล่า คุณพ่อเป็นอย่างไร กำลังศึกษาเรื่องพวกนี้เพื่อเทรนคนดูแลว่าต้องทำอะไรกับเขาบ้าง อะไรที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน อะไรที่เป็นครอบครัวจริงๆ
นอกจากนี้ ให้อาหารสมอง ให้ชีวิตเขามีค่า สอนทางด้านจิตใจ ให้มีจิตวิญญาณที่ดี อยากให้เด็กเป็นคนดีด้วย ทั้งคนแก่และเด็ก สิ่งที่เราคาดหวังจากโครงการนี้คืออยากให้เด็กๆ ได้รับเท่าที่เราสามารถเข้าไปถึง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนที่เราเข้าไปทำธุรกิจเราจะทำเรื่องพวกนี้หมด คือในชีวิตเราอาจจะไม่ได้เห็นผล แต่ชีวิตพวกเขาอาจจะได้เห็น children all around the world with good heart and genius mind นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง และสิ่งที่อยากได้จากคนแก่ คือ happy living all people
ส่วนเรื่องที่มูลนิธิอยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ คือ การช่วยเด็กกำพร้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยากให้มีโครงการส่งคนของเรา (พนักงาน) ไปสอนตอนปิดเทอม แต่จะทำอย่างไรให้ต่อเนื่องในเรื่องการสอนและการส่งมอบงาน คือส่งพนักงาน 5 คนไปสอนเทอมหนึ่งตามโรงเรียนต่างจังหวัด ทางบริษัทต้องดูแลพนักงานให้เขาอยู่ อย่างปลอดภัย ครบเทอมกลับมาทำงานที่บริษัทพนักงานชุดต่อไปสอนต่อ เป็นการเทรนพนักงานแบบหนึ่งด้วย และพนักงานต้องมีความรู้ระดับหนึ่งด้วย เมื่อเขาไปสัมผัสเขาจะรู้ว่าเมื่อเขากลับมาทำงาน เขาจะรู้คุณค่าว่างานที่เขาทำจะกลับไปให้เด็กอย่างไร
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม