การสร้างสมดุลระหว่าง ชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)

Pinterest




  • ปัจจุบันองค์กรต่างๆเริ่มให้ความสำคัญกับการ สร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (work-life balance) มากขึ้น โดยสนับสนุนให้พนักงานสามารถ ร่วมกำหนดและบริหารตารางเวลาในการดำเนินชีวิตของตนเองให้มีสัดส่วน ที่เหมาะสมกับงาน ครอบครัว และการดำเนินชีวิตในสังคม ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น

    การทำธุรกรรมและการติดต่อประสานงานในหลายองค์กรดำเนินไปตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีสาขาหรือดำเนินธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ พนักงานจะได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา การประสานงานทางธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในและนอกเวลาทำงาน
    ความก้าวหน้าของระบบสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน

    ค่านิยมในการทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่นคงในงานหรือได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น รวมทั้งความต้องการก้าวหน้า ในอาชีพการงาน เป็นแรงผลักดันที่ทำให้พนักงานทำงานนานกว่าเวลาที่กำหนดจนกลายเป็นเรื่องปกติ

    สภาพการจราจรที่หนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วน ทำให้พนักงานบางส่วนเลือกที่จะมาทำงานให้เร็วขึ้น หรือเลิกงานให้ช้าลง ปัญหาที่ตามมาจากการขาดสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน คือ ความล้าและความเครียด ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพ การทำงานลดลง มีความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุในงานเพิ่มขึ้น การใช้เวลากับครอบครัวหรือเวลาส่วนตัว มีน้อยลง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเอาใจใส่สมาชิก ในครอบครัวไม่เพียงพอ โอกาสในการ เข้าสังคมลดลง รวมทั้งปัญหาสุขภาพเนื่องจากขาดการพักผ่อน การแก้ปัญหาโดยแยกชีวิตที่ทำงานไม่ให้ปะปนกับชีวิตส่วนตัวโดยเด็ดขาด เช่น ไม่นำงานมาทำต่อที่บ้าน ไม่รับติดต่อธุรกิจนอกเวลาทำงาน อาจทำได้ยากโดยเฉพาะกับผู้บริหารระดับสูงซึ่งไม่อาจละทิ้งกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ต้องปฏิบัติเป็นกิจวัตรนอกเวลาทำงานปกติ

    อย่างไรก็ตาม การช่วยพนักงานจัดระเบียบชีวิตให้สมดุลระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวเป็นสิ่งจำเป็น หากองค์กรต้องการที่จะรักษาบุคลากรที่มี ความสามารถให้อยู่กับองค์กรนานๆ และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาความเครียดและการลา อันเนื่องจากการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุ จากการทำงาน การเพิ่มจำนวนพนักงาน อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา ตราบใดที่พฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กรยังคงเหมือนเดิม อีกทั้งยังทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์กรเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริหารควรหาแนวทางอื่น เช่น ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและสิ่งแวดล้อมในองค์กร เสียใหม่ ดังนี้

    สร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน ให้กับพนักงาน เช่น ไม่ควบคุมเวลาในการเข้า-ออกงานเคร่งครัดเกินไป อนุโลมให้พนักงานสามารถสลับเวลา ทำงานได้ตามความเหมาะสม หรือการ เปิดโอกาสให้ทำงานที่บ้าน 1-2 วัน ในแต่ละสัปดาห์

    ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ให้น่าอยู่ เป็นระเบียบ มีสิ่งอำนวย ความสะดวกในการทำงานเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแต่งตัว ได้ตามโอกาส แต่เหมาะสมกับงาน ที่รับผิดชอบ บรรยากาศสถานที่ทำงานที่ดีและการแต่งกายแบบ casual จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลายและทำงาน ประสานกันดีขึ้น

    วางแผนการทำงานให้เป็นระบบ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่ม ความรวดเร็วและถูกต้อง ออกแบบ ขั้นตอนการทำงานให้สั้นลงและง่าย ต่อการปฏิบัติ

    ปรับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร ที่เน้นส่งเสริมการทำงานเป็นทีมมากกว่าการแข่งขันระหว่างบุคคล

    ผู้บริหารต้องกำหนดความเร่งด่วน ของงานและแจ้งให้พนักงานเข้าใจอย่างชัดเจนถึงกรอบเวลาที่ต้องการให้งานเสร็จ รวมทั้งต้องสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอ มีการแบ่งงานและเฉลี่ยความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคนอย่างเหมาะสม

    วางระบบการสอนงาน และถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ระหว่างพนักงาน จะช่วยให้พนักงานใหม่เรียนรู้งาน ลดแรงกดดันและปรับตัวได้เร็วขึ้น

    ไม่ให้พนักงานทำงานล่วงเวลา เกินความจำเป็น โดยจัดสวัสดิการที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ เช่น การช่วยค่ารักษาพยาบาลครอบครัว ทุนการศึกษาบุตร บริการรถรับ-ส่ง พนักงาน เป็นต้น

    จัดสันทนาการที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าร่วมได้ตามความสนใจ รวมทั้งกิจกรรมที่ช่วย เสริมสร้างด้านสุขภาพและจิตใจ

    ส่งเสริมกิจกรรมที่ครอบครัวพนักงานสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เช่น การแข่งขันกีฬาภายใน งานเลี้ยงปีใหม่ งานเลี้ยงครบรอบการทำงานของพนักงาน เป็นต้น

    จัดหาหน่วยงานภายนอก หรือนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาพนักงาน ในลักษณะของ hot line เมื่อพนักงาน มีปัญหาเกี่ยวกับงาน ครอบครัว หรือเรื่องส่วนตัว สามารถโทร.ไปขอ คำปรึกษาได้ตลอดเวลา

    องค์กรต้องมุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนประสบผลสำเร็จทั้งในอาชีพ ชีวิตที่บ้าน และชีวิตส่วนตัว ในเวลาเดียวกัน

    ในการจะทำเช่นนี้ได้พนักงานต้องรู้สึกว่าตนมีอำนาจที่จะจัดการ ภาระงาน ตารางกิจกรรมการปฏิบัติงานต่างๆ และบริหารเวลาที่จะใช้ในการ ปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความต้องการและบทบาทที่แตกต่างกันไปตามแต่สภาพชีวิตของแต่ละคนถ้าสามารถสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นได้ พนักงานก็จะรู้สึกว่าชีวิตดำเนินไป อย่างมีความสุข และก็สนุกกับการทำงานด้วยในเวลาเดียวกัน

    คอลัมน์ HR CORNER
    โดย ดร.ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ nutavootp@chevron.com บริษัท Chevron Thailand Exploration and Production




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply