![]() |
ใครที่เดินเข้าร้านกาแฟในอังกฤษตอนนี้อย่าแปลกใจ หากแทนที่พนักงานจะถามว่า “คุณต้องการกาแฟที่มีคาเฟอีนหรือไม่มี (Caf or Decaf) ?” แต่เขากลับถามว่า “คุณต้องการกาแฟแบบแฟร์เทรด (fairtrade) หรือธรรมดา ?”
ไม่เพียงแต่ชากาแฟเท่านั้น ดอกไม้ ไอศกรีม ขนมเค้ก เสื้อผ้า ลูกบอล และสินค้าอีกมากมายที่อยู่ในรายการของมูลนิธิแฟร์เทรด (Fairtrade Foundation) หน่วยงานที่ผลักดันการส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างจริงจังจนสามารถสร้างปรากฏการณ์จากการผลักดันสินค้ากว่า 2,000 รายการเข้าสู่แนวคิดดังกล่าว
ในปี ค.ศ.2007 สินค้าที่ติดเครื่องหมายแฟร์เทรดในอังกฤษสร้างมูลค่าถึง 493 ล้านปอนด์ (เพิ่มขึ้นจาก 273 ล้านปอนด์ในปี ค.ศ.2006) โดยมีสินค้าหลัก คือ “กล้วย” ที่มีมูลค่าถึง 150 ล้านปอนด์ หรือ 25% ของสินค้าแฟร์เทรดที่จำหน่ายในอังกฤษทั้งหมด โดยมีการประมาณการกันว่าภายในปี ค.ศ.2008 คนอังกฤษจำนวนมากถึง 2 ใน 3 จะซื้อสินค้าที่ติดเครื่องหมายแฟร์เทรดอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้นจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่อย่าง Asda, Budgens, Booths, Co-op,
Londis, Marks & Spencer, Morrisons & Safeway, Sainsbury”s, Somerfield, Spar, Tesco และ Waitrose รวมทั้งร้านค้าขนาดเล็ก ร้านกาแฟ และร้านค้าออนไลน์อีกหลายร้อยแห่ง
สงครามกล้วย หรือ Banana Wars เคยถูกใช้เป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการของการแทรกแซงทางทหารของอเมริกาต่อประเทศในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรชนิดต่างๆ ในภูมิภาคดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกล้วย ยาสูบ หรืออ้อย
แต่ในวันนี้ “สงครามกล้วย” คือสิ่งที่เราพูดถึงการต่อสู้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรที่ปลูกสินค้าดังกล่าว
“Fighting the Banana Wars and other Fairtrade Battles” เป็นหนังสือที่แฮร์เรียต แลมป์ ผู้อำนวยการอาวุโสของมูลนิธิแฟร์เทรดในอังกฤษบอกเล่าถึงการเดินทางไปพบกับผู้ผลิตและเกษตรกรในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อผลักดันแนวคิดแฟร์เทรด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคที่เจอ และแบ่งปันในสิ่งที่เราทุกคนสามารถช่วยผลักกันดันได้ โดยแนวคิดหลักๆ ของแฟร์เทรดก็คือ การสร้างความเป็นธรรมและวิถีชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรในโลกที่ 3 ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการกดขี่ด้วยระบบทุนนิยมจากผู้ค้าในประเทศพัฒนาแล้ว แนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับซัพพลายเออร์ ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ตลอดจนเปลี่ยนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก
แนวคิดเรื่องแฟร์เทรดนั้นมีมากว่า 40 ปีแล้ว แต่เริ่มมีการดำเนินงานอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 ที่ได้มีการออกเครื่องหมายแฟร์เทรดเป็นครั้งแรก โดยการผลักดันของหน่วยงานเพื่อการพัฒนาของเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ Solidaridad โดยสินค้าแฟร์เทรดชิ้นแรกก็คือกาแฟจากเม็กซิโกที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในเนเธอร์แลนด์ภายใต้ชื่อ “Max Havelaar” ต่อมาแนวคิดดังกล่าวจึงได้รับการเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น
มูลนิธิแฟร์เทรดของอังกฤษตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1992 และถือเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้ FLO International องค์กรเพื่อการสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมในประเทศกำลังพัฒนา เจ้าของเครื่องหมายแฟร์เทรดในปัจจุบันที่สร้างมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรมผ่านเงื่อนไขหลักๆ คือ 1) fair price การรับซื้อในราคาที่ยุติธรรม 2) long-term relationship การรับรองการซื้อขายระยะยาว เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างยั่งยืน และ 3) advance payment การจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้าบางส่วน เพื่อให้เกษตรกรพ้นจากภาระทางการเงิน
(ข้อมูลจาก : www.fairtrade.org.uk และ www.lannacafe.org )
คอลัมน์ Creative Space
BY TCDC
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม