![]() |
รณรงค์กันอย่างยกใหญ่กับโครงการต้าน “อ้วน” อ้วนที่ว่านี้ไม่ใช่อ้วนธรรมดา แต่ต้องเป็นอ้วนระดับที่พุงพลุ้ยออกมา
เจ้าพุงพลุ้ยที่ว่านี้แหละที่เขาว่าเป็นตัวอันตราย
เพราะทุกนิ้ว ทุกเซนต์ที่เส้นรอบเอวขยายขึ้นหมายถึงสภาวะร่างกายต้องเสี่ยงกับโรคต่างๆ เพราะในบริเวณหน้าท้องนั้นมีอวัยวะสำคัญมากมายโดยเฉพาะ “ตับ”
นั่นเป็นเพราะเมื่อไขมันมีจำนวนมากขึ้นจะแตกตัวเป็นกรด ไขมันอิสระเข้าสู่ตับ ทำให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน ผลก็คือ ตับอ่อนต้องสร้างอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเพื่อไปรักษาระดับน้ำตาลในเลือด จนถึงเวลาหนึ่งที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอระบบการเผาผลาญอาหารจะเกิดปัญหา ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เกิดการทำลายของเยื่อบุผิวหลอดเลือด โรคหัวใจ และลุกลามไปมีผลต่อไต
มีการพบว่า รอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน 3-5 เท่า
ฉะนั้น ยิ่งพุงใหญ่เท่าใด ยิ่งอายุสั้นเท่านั้น
ข้อมูลจากงานสัมมนาในหัวข้อ “อ้วนนัก ชักไม่ปลอดภัย” ที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน ร่วมกับบริษัท แอบบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด พบว่าการสะสมของ ไขมันนั้นหญิง-ชายก็มีลักษณะแตกต่างกัน ผู้ชายจะเป็นพุงกลมแข็ง เพราะไขมันเข้าไปสะสมในช่องท้อง ส่วนผู้หญิงไขมันจะวิ่งไปสะสมที่ต้นขา สะโพก รวมไปถึงรวมตัวกันเป็นห่วงยาวขึ้นที่รอบๆ เอว
ผลจากการสำรวจสภาวะอ้วนลงพุงในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปของกรมอนามัยเมื่อ ปี 2550 พบว่าผู้ชายอยู่ในภาวะนี้ร้อยละ 24 และผู้หญิงมีมากถึงร้อยละ 60
ส่วนการที่จะหนีหรือสลัดไขมันพวกนี้ไปให้ไกลได้นั้น จตุพร มีสมศักดิ์ นักกายภาพบำบัดประจำโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน แนะนำว่า ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร และควรจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจะได้ผลดีกว่าอดอาหารเพียงอย่างเดียว
เพราะการอดอาหารเพียงอย่างเดียว น้ำหนักลดได้จริง ไม่ใช่เพราะไขมันหายไป แต่เป็นเพราะร่างกายจะสูญเสียโปรตีนและกล้ามเนื้อแทน
ส่วนวิธีการลดน้ำหนักนั้น นักกำหนดอาหารประจำโรงพยาบาลเปาโลฯแนะนำว่า ห้ามลดด้วยการทานผลไม้เด็ดขาด เพราะผลไม้ให้จำนวนแคลอรีที่สูงมาก ทางที่ดีควรทานให้ครบ 5 หมู่ บางมื้ออาจสลับข้าวกับแป้ง เน้นปลาและเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัยเพื่อเพิ่มแคลเซียม
นอกจากจะเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการกินแล้ว ยังควรออกกำลังกายเสริมด้วย โดยในแต่ละวันควรออกกำลังติดต่อกันให้ได้ 30 นาที จะเป็นซิตอัพ ปั่นจักยาน วิ่ง โยคะ หรือว่ายน้ำก็ได้ แต่อย่าลืมวอร์มอัพก่อนการออกกำลังกายทุกครั้งเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ เพิ่มความยืดหยุ่น ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
ส่วนเคล็ดลับในการออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรหายใจเข้า-ออกทางจมูกมากกว่าใช้ปากช่วยหายใจ เป็นการฝึกความอดทนไปในตัว และที่สำคัญไม่ควรหยุดออกกำลังกายเกิน 2 วัน
เอาเป็นว่ามาวัดห่วงยางกันได้แล้ว ถ้าชายใครเอวหนาเกิน 90 เซนติเมตร และหญิงใดเกิน 80 เซนติเมตร…
รีบลดหุ่นโดยด่วน ก่อนจะสายเกินไป !!
คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








November 17th, 2009 at 5:08 pm
ใช่ครับ อะไรที่ทำให้ร่างกายเราเสียสมดุลย์นี่ อันตรายหมด