เพิ่มยอดขายด้วยการลงโฆษณากับบัมคิว คลิกที่นี่
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
![]() |
ในบรรดาหนังสืออัตชีวประวัติทั้งหมด (ซึ่งตามนิยามหมายถึงเรื่องราวที่เจ้าของชีวิตเป็น
ผู้ถ่ายทอดเอง แต่สมัยนี้ก็เห็นคนอื่นเขียนให้แบบไม่ออกนามกันเกร่อ) ผู้เขียนคิดว่าอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) เรื่องราวที่คนอ่านทั่วไปทำตามไม่ได้ และ 2) เรื่องราวที่คนอ่านทำตามได้ หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้พยายามเจริญรอยตาม
เหตุผลประการหนึ่งที่คนทั่วไปทำตามเจ้าของอัตชีวประวัติประเภทแรกไม่ได้ คือ ความที่มันมักจะเป็นอัตชีวประวัติของ “คนดัง” หรือ “คนสำคัญ” ผู้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิต ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่ที่ถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าที่น้อยคนนักจะพานพบ อัตชีวประวัติประเภทนี้ก็ทำได้อย่างมากเพียงสร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดต่อคนอ่านที่เป็นคนธรรมดาๆ ผู้มีพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ และไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐีพันล้านที่อาจจะใช้เงินซื้อความเด่นดังได้อย่างมักง่าย
อัตชีวประวัติประเภทที่ 2 ประเภทที่คนทั่วไปทำตามได้ มักจะเขียนโดยคนที่มีภูมิหลังไม่ต่างจากคนอ่านทั่วไปมากนัก เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรใหญ่โตในชีวิต หากเป็นคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างมีสติ อย่างมีศักดิ์ศรี และด้วยความรักในงานที่ทำ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ชีวิตที่อาจดูธรรมดาไม่น่าสนใจ แท้จริงแล้วเป็นชีวิตที่เปี่ยมคุณค่าและความหมายสำหรับเจ้าของ
อัตชีวประวัติประเภทที่ 2 อาจมีประโยชน์กับคนอ่านมากกว่าประเภทแรก เพราะถ้าผู้เขียนมีความสุขกับการใช้ชีวิต หนังสือของเขาก็อาจจะช่วยให้คนอ่านมองเห็นความสูงส่งในสิ่งสามัญ และเรียนรู้ที่จะรวมความฝันกับความจริงเข้าเป็นสิ่งเดียวกันให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยการลดทอนปรับแต่งความฝันให้เข้ากับโลกแห่งความจริง หรือด้วยการแสวงหาทางเลือกในโลกจริงที่สอดคล้องกับความฝันมากกว่าทางที่กำลังเดินอยู่
![]() |
ในบรรดาอัตชีวประวัติประเภทที่ 2 หนังสือเรื่อง The Last Lecture โดย Randy Pausch อาจารย์วิชาคอมพิวเตอร์ประจำมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เป็นอัตชีวประวัติอันยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งที่ทุกคนควรเสาะหามาตั้งไว้ใกล้มือ หรือซื้อแจกเพื่อนๆ ที่กำลังท้อแท้หมดหวังในชีวิต
หนังสือเล่มนี้ซึ่ง Pausch เขียนร่วมกับผู้สื่อข่าว Wall Street Journal ชื่อ Jeffrey Zaslow เป็นการถอดเทปและขยายความเล็กเชอร์ยาว 76 นาที ในหัวข้อ “Really Achieving Your Childhood Dreams” (ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงๆ) ที่ Pausch ไปบรรยายที่คาร์เนกี เมลลอน วันที่ 18 กันยายน 2007 (ดูวิดีโอเล็กเชอร์และติดตามข่าวคราวล่าสุดของ Pausch ได้จากเว็บไซต์ของเขา-http://download.srv.cs.cmu.edu/pausch)
Pausch ในวัยเพียง 47 ปี ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนขั้นสุดท้าย เขาเล็กเชอร์เพื่อลูกๆ 3 คนที่จะเติบโตขึ้นโดยไม่มีพ่อ แต่เนื้อหาในเล็กเชอร์รวมทั้งทัศนคติเชิงบวกของ Pausch ที่ไม่เคยสมเพชตัวเอง หากมองโรคร้ายอย่างเปี่ยมอารมณ์ขันและถึงพร้อมด้วยมรณานุสติ (ก่อนจะเล็กเชอร์ Pausch วิดพื้นหลายครั้งบนเวทีเพื่อโชว์คนดูว่าเขา “รู้สึกดี” ขนาดไหน) ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนนับล้านที่คลิกเข้าไปดูวิดีโอในยูทูบได้รับความนิยมจนเอามาต่อยอดทำหนังสือ
เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล็กเชอร์ของ Pausch และหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับความฝันในวัยเด็กของเขา และวิธีที่เขาพยายามบรรลุความฝันเหล่านั้นตอนโต บางคนอาจจะมองว่า Pausch โชคดีมากๆ ที่ความฝันของเขาหลายข้อกลายเป็นความจริง ตั้งแต่ประสบการณ์ลอยตัวในภาวะไร้
น้ำหนักในเครื่องฝึกสอนนักบินอวกาศของนาซ่า การได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม “Imagineer” ของดิสนีย์ และการได้เขียนบทความลง World Book Encyclopedia (Pausch เขียนเรื่อง Virtual Reality ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกสาขานี้) แต่ The Last Lecture แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โชคไม่ได้ช่วยให้ Pausch บรรลุความฝันวัยเด็กของเขา เท่ากับความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ความรักในความรู้ ความจริงใจ และการยึดมั่นในคุณธรรมเรียบง่ายที่หลายคนลืมไปนานแล้ว โดยเฉพาะความซื่อสัตย์และความโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์
ถึงแม้ว่าเนื้อหาในเล็กเชอร์และหนังสือเล่มนี้จะไม่มีอะไร “ใหม่” ทัศนคติเชิงบวกอันน่าทึ่งของ Pausch และความจริงใจของเขาในการถ่ายทอดแง่คิดและประสบการณ์ ทำให้ The Last Lecture เป็นมากกว่าอัตชีวประวัติธรรมดา ตอนหนึ่งในเล็กเชอร์ และหนังสือที่ผู้เขียนชอบมาก คือ ตอนที่ Pausch บอกว่า ให้มองกำแพงที่กั้นขวางระหว่างเรากับความฝันว่าเป็น “โอกาส” ที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราต้องการทำความฝันให้เป็นจริงเพียงใด เขาบอกว่า “เหตุผลที่มีกำแพงก็เพื่อจะแยกแยะคุณออกจากคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยากบรรลุความฝันนั้นเท่ากับคุณ” Pausch บอกด้วยความถ่อมตัวด้วยว่า หลังจากที่เขาทำความฝันให้เป็นความจริงได้แล้ว เขาก็อยากจะช่วยทำให้ความฝันของคนอื่นๆ เป็นจริงได้ด้วย ผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกเป็นอาจารย์ และแน่นอนว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่นักเรียนรักที่สุดในมหาวิทยาลัย
นอกจากจะให้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการมองโลก การบริหารจัดการเวลา และการล่าฝันแล้ว The Last Lecture ยังเป็นหนังสือที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรอ่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่จดจำความคาดหวังที่ตัวเองตั้งไว้กับลูกได้แม่นยำกว่าความฝันของลูกเอง ตอนหนึ่งในหนังสือ Pausch บอกว่าต้องขอบคุณพ่อแม่ของเขาที่ยอมให้ระบายสีผนังในห้องนอนของตัวเอง (เขาวาดจรวด ลิฟต์ สมการคณิตศาสตร์ และกล่องแพนโดรา ฉายแววเนิร์สตั้งแต่เด็ก) Pausch บอกคนดูอย่างกระตือรือร้นว่า “ใครก็ตามที่นี่ที่เป็นพ่อแม่นะครับ ถ้าลูกของคุณอยากระบายผนังห้องนอน ให้เขาทำเถอะครับ ถือว่าทำให้ผม มันไม่เป็นไรหรอก อย่าห่วงเรื่องราคาบ้านตอนเอาไปขายเลย”
The Last Lecture มีข้อความที่กินใจหลายตอน แต่ตอนที่ประทับใจผู้เขียนที่สุด คือ ตอนที่ Pausch บอกว่า “ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณได้เมื่อคุณไม่ได้สิ่งที่คุณอยากได้” และตอนที่เขาอธิบายความหมายที่แท้จริงของ The Last Lecture “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การบรรลุความฝันของคุณ
หากอยู่ที่การใช้ชีวิต ถ้าคุณใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง กรรมจะทำงานของมัน และความฝันก็จะมาหา
คุณเอง”
คอลัมน์ DOG EAR
โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org
Make Money With Adsense Without Your Website. Apply now!









