Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

10 วิธีทำดีเพื่อแม่



1.เลิกนิสัยแย่ๆ ที่แม่ไม่ชอบ อันนี้อยากทำเป็นข้อแรก ลองนึกดูว่าที่ผ่านมาแม่จะบ่น สอนอะไรเราบ้าง นิสัยแย่ๆ ที่เรามี เช่น ขี้เกียจ ชอบเถียง ใช้เงินฟุ่มเฟือย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เจ้าชู้ มีกิ๊กเยอะ พวกนี้เป็นบรรดาเรื่องนิสัยไม่ดีที่คนเป็นแม่ไม่ชอบหรอก ปีนี้ลองตั้งใจให้ของขวัญวันแม่ด้วยการจะเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกใช้เงินเปลือง หยุดโต้เถียงกับแม่สักที นิสัยเหล่านี้ถ้าเราทำให้แม่ได้รับรองได้ว่าแม่จะชื่นใจจนอาจกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เชียวล่ะ

2.พาแม่เข้าวัด ทำบุญ เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติที่สุดในยุคแห่งความวุ่นวาย ลองตื่นแต่เช้าแล้วพาคุณแม่ไปทำบุญถวายสังฆทาน พาไปฟังเทศน์ด้วยกัน หรือจะจูงมือกันไปปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ สัก 2-3 วัน ก็น่าทำอยู่ เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมความสัมพันธ์แม่ลูกแล้ว ยังเป็นการสะสมบุญร่วมกันอีกด้วย

3.จูงมือคุณแม่ไปตรวจสุขภาพกันเถอะ ร่างกายของแม่ เริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา ดังนั้นเราจึงควรที่จะพาท่านไปตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ถือฤกษ์ดีวันแม่ก็น่าจะได้ อย่าลืมว่าต้องไปด้วยกัน ไปนั่งฟังผลการตรวจ และฟังคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อเมื่อกลับมาบ้าน เราจะได้ดูแลให้ท่านอยู่กับเราได้นานที่สุดไงล่ะ

4.ซื้อแพ็กเกจสปาให้ เพื่อการผ่อนคลายหลังจากดูแลลูกและเลี้ยงหลานตัวเล็กๆ มาทั้งปี เดี๋ยวนี้ธุรกิจสปามีมากมายหลากหลาย ทั้งสปาเพื่อสุขภาพและความงามมีหมด นวดหน้า นวดศีรษะ นวดตัว นวดเท้า ทั้งแบบนวดไทยหรือนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยแบบฝรั่ง แถมสนนราคาในช่วงเทศกาลเช่นนี้หลายแห่งพากันลดราคาเพื่อคุณแม่กันเพียบ

5.ซื้อหนังสือดีๆ ให้แม่อ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิยายจากนักเขียนโปรดของแม่ หรือหนังสือธรรมะก็ดีนะ เดี๋ยวนี้ตลาดหนังสือในบ้านเราพัฒนาไปมากทั้งรูปเล่มและเนื้อหา มีหนังสือรูปเล่มสวยๆ เนื้อหาดีๆ ทั้งเรื่องแปล เรื่องแต่งของไทย แม้กระทั่งหนังสือภาพดีๆ ที่มีอยู่หรือหนังสือชุดที่มารวมเล่มใหม่ที่ทำรูปเล่มคลาสสิกน่าเก็บไว้สะสมมากมายเชียวล่ะ

6.ซื้อคอร์สออกกำลังกายให้แม่ เป็นธรรมดาของมนุษย์เมื่อเริ่มอายุมากมักจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มขึ้น ว่ากันว่าโดยธรรมชาติของคนนั้นน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน้อยปีละ 2 กิโลกรัม เมื่อน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือที่เรียกว่าอ้วนก็จะทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปวดขา ปวดเข่า ไขข้อไม่ดี เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก การออกกำลังกายจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพของพ่อแม่ รับรองว่าแม่อาจคาดไม่ถึงเชียวล่ะ กับการซื้อคอร์สแบบนี้ให้ !

7.รับประทานอาหารร่วมกับแม่ ในชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า การได้ทานอาหารกับแม่นี่เป็นเรื่องยากแสนยาก เพราะว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ วันแม่นี่แหละเป็นโอกาสดีที่จะเจียดเวลามาร่วมรับประทานอาหารกับแม่สักมื้อ จะเลือกทำอาหารทานกันที่บ้าน เลือกพาแม่ไปร้านอาหาร อร่อยๆ ก็ได้ ขอให้แม่ลูกได้นั่งทานอาหารร่วมกันเท่านั้น คุณแม่ก็ชื่นใจแล้วล่ะ

8.ชวนแม่ไปปลูกต้นไม้ช่วยโลก ไม่ต้องไปคณะใหญ่แบบที่บริษัทใหญ่ๆ เขาทำซีเอสอาร์กันหรอก เอาแค่เราพาแม่ไปเที่ยวป่าในช่วงต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มนี่แหละ แล้วก็ชวนแม่ปลูกต้นไม้ หรือไม่ถ้าจะไปทะเลก็แวะปลูกต้นไม้ในป่าชายเลนก็ได้ ทำให้เป็นกิจกรรมในครอบครัว ไม่ต้องป่าวประกาศแต่ทำด้วยใจเหมือนดาบวิชัยที่ปลูกต้นไม้วันละต้นไงล่ะ แต่อย่าเข้าไปปลูกในพื้นที่ทุรกันดารมากๆ นะ คุณแม่อาจจะไปไม่ไหว

9.ชวนแม่ไปดูหนัง อันนี้เป็นกิจกรรมที่ลูกๆ ไม่ค่อยทำร่วมกับแม่ ลองสักครั้งสิ พาแม่ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์กับเรื่องในสไตล์ที่แม่ชอบ อาจเป็นหนังตลก แต่ถ้าทำให้แม่ยิ้มได้เรา ก็ชื่นใจ หนังจบแล้วอย่าลืมพาแม่รับประทานอาหารเป็นการ ตบท้ายด้วยล่ะ

10.กลับไปกอดแม่พร้อมกับบอกรักแม่สักครั้ง ซึ่งถ้าจะให้อธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ Dolores Krieger R.N. Ph.D. ศาสตราจารย์ทางการพยาบาลที่ New York University และเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัส กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของ Hemoglobin ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ทำงานได้อย่างทั่วถึง ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา และมีงานวิจัยตามมาเกี่ยวกับการใช้วิธีกอดในผู้ป่วยสูงอายุ (อายุ 70 ปีขึ้นไป) พบว่าเมื่อใช้การกอดบำบัดทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพดีขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความต้องการที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้น

แต่ถ้าอธิบายเหตุผลทางความรู้สึก นี่คือความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ทั้งลูกผู้กอดและแม่ผู้ได้กอดกลับได้ ผลกำไรสูงเกินกว่าอะไรจะเทียบได้จริงๆ !

[...]

สิงหาฯพาแม่ช็อป กับ 10 แหล่งช็อปโดนใจ



รู้กันอยู่ว่าการช็อปปิ้งถือเป็นการบำบัดความเครียดอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมนำมาใช้กันมากที่สุด

ฉะนั้นในวันสำคัญเกี่ยวกับผู้หญิงอย่างวันแม่ มีหรือที่จะพลาดกิจกรรมบำบัดด้วยการช็อปปิ้งไปได้ แต่จะช็อปปิ้งที่ไหนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ ไม่ค่อยจะสู้ดี แต่จะไม่ให้มีการช็อปปิ้งนั้นก็เห็นจะยากสำหรับผู้หญิง

ตรงนี้จึงอยากแนะนำ เพราะจะว่าไปแล้วสถานที่ช็อปปิ้งน่ะมีอยู่ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันแห่ง แต่ขอเลือกที่โดนใจมาให้เหล่าแม่ลูกได้ช็อปกระจายสัก 10 แห่งก็แล้วกัน

1.ตลาดนัดจตุจักร ถูกใจคู่แม่ลูกที่ไม่กลัวร้อนแต่ชอบช็อปของหลากหลาย เนื่องจากตลาดนัดจตุจักรเป็นแหล่งรวมของสินค้านานาชนิด ทั้งของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ต้นไม้ คุณแม่คุณลูกเดินกันเพลินเชียวล่ะ อาจจะเดินไม่สบายเท่าห้างติดแอร์ แต่เชื่อแน่ว่าหลายคนที่พาคุณแม่ไปจะชื่นอกชื่นใจกับการเลือกซื้อสินค้าที่เข้าตาคุณแม่หลายชิ้น เดินทางก็ง่าย จะนั่งรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดิน หรือรถเมล์ก็สะดวก ไม่ต้องขับรถให้เหนื่อยและเปลืองน้ำมันด้วย เปิดทำการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์

2.ตลาดลุงเพิ่ม ตลาดป้าชู หลังอาคารสำนักงานใหญ่การบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต อันนี้ต้องเป็นขาช็อปที่ชื่นชอบเสื้อผ้าเป็นหลัก เพราะแหล่งนี้เขามีสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางเยอะ ไม่ติดแอร์แต่เดินเพลินเกินห้ามใจเชียวล่ะคุณขา เพราะขนาดไม่ใช่วันแม่ยังเห็นคู่แม่ลูกจูงมือกันไปช็อปกันเป็นที่สนุกสนาน แถมมีอาหารอร่อยๆ ให้รับประทานด้วย ทั้งส้มตำฝุ่นตลบ หรือจะเป็นโซนขายอาหารที่ตลาดลุงเพิ่มซึ่งมีของกินขึ้นชื่อ ทั้งก๋วยเตี๋ยวลุยสวน, ข้าวยำเพื่อสุขภาพ, ก๋วยเตี๋ยว สุโขทัย เปิดทำการจันทร์-เสาร์ (มีที่จอดรถน้อย ดังนั้นถ้าคิดจะนำรถไปต้องทำใจกับการวนหาที่จอดรถกันสักหน่อย)

3.ศูนย์การค้าย่านราชประสงค์ ช็อปปิ้งสตรีตของเมืองไทย ทั้งสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, เซ็นทรัลเวิลด์, ห้างเกษร, เซ็นทรัล ชิดลม, ศูนย์การค้าเอราวัณ ฯลฯ ที่ในยามนี้กำลังลดราคากันแบบถล่มทลายเช่นกันทั้งอินเตอร์แบรนด์และโลคอลแบรนด์ที่เป็นดีไซเนอร์ดังๆ ของเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ที่ลดราคากันในช่วงเทศกาลวันแม่อย่างน่าสนใจจริงๆ การเดินทางก็ง่าย มีที่จอดรถสะดวก ช็อปสบายเพราะเย็นฉ่ำไปด้วยแอร์ แถมมีร้านอาหารอร่อยๆ ให้นั่งรับประทานอย่างชิวๆ หลายร้านเชียวล่ะ เลือกได้เลย

4.พาหุรัด-บางลำพู-สำเพ็ง เป็นย่านที่คุณแม่หลายคนชื่นชอบ เพราะมีของหลากหลายให้เลือกตรงใจและตรงวัยกับคุณแม่ค่อนข้างเยอะ ทั้งผ้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยที่มีให้เลือกเยอะมากๆ ตลอดจนวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารอย่างเช่น เครื่องพะโล้ เครื่องยาจีน ผลไม้ทั้งหลายแหล่ หรือจะเป็นเครื่องประดับทั้งเพชร พลอย แถวบ้านหม้อก็ใช่ แถมสนนราคายังถูกแสนถูกเพราะเป็นแหล่งค้าส่งส่วนใหญ่ เอาเป็นว่าไปเดินที่นี่รับรองว่าคุณแม่ค่อนข้างชื่นใจเชียวล่ะ แต่ต้องฟิตร่างกายคุณแม่ดีๆ เพราะถ้าจะเดินครบย่านก็ค่อนข้างเหนื่อยเลยเชียว

5.ฮ่องกง ถือเป็นทริปต่างประเทศใกล้แค่เอื้อมอันเป็นสวรรค์ของนักช็อปที่เข้ากับช่วงเทศกาลวันแม่สุดๆ เนื่องจากตรงกันพอดิบพอดีกับเทศกาลลดทั้งเกาะ ที่ขาช็อปอย่างคนไทยไม่เคยพลาดสักปี แถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แทรกให้ด้วย แต่ถ้ามุ่งมั่นช็อปอย่างเดียว เดี๋ยวนี้สามารถนั่งเครื่องบินแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย โดยย่านที่ต้องไปก็จะอยู่แถวเกาลูน จิมซาจุ่ย มงก๊ก นาธาน ที่มีร้านเสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า ให้ช็อปกันกระจาย ทั้งแบรนด์เนมระดับอินเตอร์และโลคอล แบรนด์ที่ราคาซื้อได้สบาย ยิ่งในช่วงเทศกาลลดทั้งเกาะว่ากันว่าคนไทยตบเท้ากันไปเดินช็อปปิ้งกันกระจาย ! (ถ้าสนใจลองดูแพ็กเกจทัวร์ต่างๆ ดูสิ ยามนี้แข่งกันน่าดูชม ถ้าจะให้ดีไปสัก 4 วัน 3 คืน แล้วดูโปรแกรมที่แวะไปเที่ยวสถานที่อื่นๆ ด้วยก็จะดี) ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่หมื่นกว่าบาทไปจนถึงเกือบสามหมื่นบาท

6.เกาหลี เป็นอีกประเทศที่แม่ลูกคนไทยคอซีรีส์เกาหลีเขาวางแผนว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต ไม่ได้ไปแค่ตามรอยท่องเที่ยวตามซีรีส์ดังๆ ที่ติดตามดู แต่เป็นการไปแล้วพ่วงการ ช็อปปิ้งเข้าไปด้วย เนื่องจากประเทศนี้มีแหล่งช็อปปิ้งเยอะเชียว ร้านรวงและห้างสรรพสินค้าในเกาหลีมีมากมายและให้ความพึงพอใจแก่ทุกคน แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวที่มุ่งมั่นเจาะจงจะมาซื้อของจำเพาะบางอย่าง ซึ่งไม่มีขายทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุโบราณ งานฝีมือหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศก็มีให้เลือกเยอะ แต่ที่พลาดไม่ได้เขาว่าเป็นเครื่องจักสานที่ทำจากไม้ไผ่, เสื้อผ้าต่างๆ, เครื่องหนัง, ผลิตภัณฑ์ขนเฟอร์, เครื่องไฟฟ้า, โสม, วัตถุโบราณที่จำลองขึ้นมาใหม่ พลาดไม่ได้ก็คือกิมจิ

7.ฝรั่งเศส ต้องจัดให้เป็นประเทศผู้นำแฟชั่นของโลก เป็นแหล่งช็อปปิ้งติดอันดับโลก สำหรับผู้ที่อยากช็อปสินค้า แบรนด์เนมไม่ว่าจะเป็นรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหอม อยากได้ยี่ห้อวิลิศมาหราขนาดไหนต้องมาที่นี่ แหล่งช็อปปิ้งที่ทุกคนต้องรู้จักเป็นอย่างดี เช่น Gallery Lafayett หรือ Benlux Duty Free ที่จะมีพนักงานของประเทศต่างๆ ประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์เพื่อคอยบริการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาตินั้นๆ และถนนสายช็อปปิ้ง เช่น ชองเอลิเซ่, แซงออร์นอร์เร่ และบลูเรอวาร์ดฮัสมัน เรียกว่าเดินกันทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ

8.อังกฤษ เป็นประเทศที่ผู้คนหลงใหลในเสน่ห์ความคลาสสิก นอกจากจะได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่อันสวยงามแล้ว ขอบอกว่าใครมาเมืองนี้แล้วไม่ช็อปปิ้งก็ดูจะผิดไปล่ะ เพราะอังกฤษยังได้ชื่อว่ามีสินค้าหลากหลายให้เลือกสรร ไม่ว่ากำลังหาซื้อสินค้าประเภทใด ทั้งของที่ระลึก สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ มีร้านค้าให้คุณเลือกซื้อหาในเมืองต่างๆ ทั่วทั้งสหราชอาณาจักร มาแล้วต้องหอบพะรุงพะรังกลับไปทุกราย โดยเฉพาะถ้าหลงเข้าไปในศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่อย่าง Harrot แล้ว เขาว่าไม่มีวันจะได้เดินออกมาตัวเปล่าเลยสักคน

9.นิวยอร์ก อเมริกา เป็นเมืองทันสมัยสำหรับคนต้องการแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับตัวเอง ลำพังแค่เดินอยู่แถวย่านถนนฟิฟท์อเวนิว ก็ละลานตาไปด้วยสีสันของแฟชั่นจากฝีมือดีไซเนอร์เลื่องชื่อนับไม่ถ้วน ราวกับคุณและคุณแม่เป็นหนึ่งในสาวๆ ของ Sex and The City จะเป็นอีกแห่งที่คุณเลือกช็อปได้ทั้งถนน ซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศผู้นำแฟชั่นอื่นๆ เลย

10.อิตาลี นอกจากจะเป็นประเทศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความโรแมนติกบวกกับความคลาสสิกแล้ว หากพูดถึงอิตาลีกับการช็อปปิ้งในด้านแฟชั่น แน่นอนต้องที่มิลาน ที่นี่ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า ที่ทำจากหนังแท้ จากฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดัง หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ที่คนมีรสนิยมในการแต่งบ้านเห็นแล้วอดเผลอใจไม่ได้

วิธีเลือกของขวัญให้แม่

1.เลือกสิ่งที่คุณแม่ชอบใช้มากที่สุด

2.เลือกสิ่งที่คุณแม่อยากได้มากที่สุด

3.เลือกสิ่งที่คุณแม่ใช้แล้วนึกถึงลูกทุกครั้ง

4.อย่าลืมว่าต้องเลือกทุกอย่างด้วยหัวใจ รับรองถึงมือเมื่อไหร่ แม่ซาบซึ้งใจทุกราย

[...]

พลิกวิกฤต คิดนอกกรอบ ภารกิจ HR ยุคข้าวยากหมากแพง


เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคที่เรียกว่า “ข้าวยากหมากแพง” เพราะปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะเงินเฟ้อลุกลาม สินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตปรับราคาขึ้นกว่าเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำตาล หรือสินค้าอื่นๆ

สภาพการณ์เช่นนี้มีผลกระทบต่อการบริหารองค์การทั้งในแง่ของธุรกิจและบุคลากรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำอย่างไรให้ทุกชีวิตในองค์กรจะอยู่รอดปลอดภัยและใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

ในงานสัมมนาความลับสู่ความสำเร็จของ HR ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เมื่อเร็วๆ นี้ “รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” ในฐานะ นักเศรษฐศาสตร์มือฉมัง ได้ฉายภาพผลกระทบและแนะวิธีการปรับตัวของมนุษย์เงินเดือนที่ HR ต้องเข้าไปดูแลอย่างน่าฟังว่า การที่ HR จะพาองค์กรพาวิกฤตไปได้ ในเบื้องต้น HR ต้องเข้าใจบทบาทของ ตัวเองก่อนว่า เป็นหนึ่งในทีมงาน management เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ มีหน้าที่ดูแลพนักงาน (human capital) ให้เป็นพลัง ขับเคลื่อนองค์กรเพื่อก้าวสู่เป้าหมายที่วางไว้

“รศ.ดร.วรากรณ์” บอกว่า ตึกรามบ้านช่องต่างๆ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับมนุษย์ สิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรก็คือ “คน” บริษัทอยู่ในตึกโทรมๆ แค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้ามีคนมีความสามารถบริษัทรุ่งเรืองแน่นอน บริษัทใหญ่โตอยู่ตึก 10 ชั้น 20 ชั้น ถ้ามีคนที่ไม่มีความสามารถ ก็ใช่ว่าองค์กรจะไปได้ดี ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ HR ในฐานะ management ต้องแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นโอกาสที่เทรนนิ่งพนักงานให้มีศักยภาพมากขึ้น เป็นโอกาสของการเพิ่มประสิทธิภาพของคนและองค์กรไปพร้อมๆ กัน

โดยสิ่งที่จะต้องทำขั้นแรกคือ จะต้องปรับทัศนคติของพนักงาน ปรับการทำงาน ปรับการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ที่ขาดไม่ได้ทั้งคนทั้งองค์กรต้องลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ตัวของเราทุกคน เพราะสิ่งแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้ ต้องอยู่กินให้ต่ำกว่าฐานะ และรู้จักออมเงิน

“Man not wall makes city. เมืองเกิดขึ้นเพราะคน ทำไมต้องใช้กำแพงเป็นตัวกำหนด เรากำหนดเอง คิดนอกกรอบได้…”

นี่คือคมคิดที่ รศ.ดร.วรากรณ์อยากให้ทุกคนนำกลับไปปรับใช้กับตนเอง

ในขณะที่ “มาริสา เชาว์พฤฒิพงศ์” นายก PMAT นำเสนอว่า ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ปัญหาที่แก้ไม่ตกหนีไม่พ้นเรื่องความยากจน วิธีการแก้ปัญหาแบบบ้านๆคือต้องหาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย นั่นคือต้องทำตัวให้ติดดิน อยู่อย่างประหยัด

“มาริสา” บอกว่า ครอบครัวก็เหมือนกับองค์กร ทุกคนต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร สิ่งสำคัญ HR ต้องเป็นทั้งคู่หูและคู่ฮาให้กับ ซีอีโอ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และตีโจทย์ให้แตกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ องค์กรกระทบกับด้านใด อย่างไรบ้าง ฉะนั้นนอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว จะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

วันนี้สิ่งที่ HR ควรทำคือ ต้องออกมายืนนอกกล่อง คิดนอกกรอบ ตีโจทย์ปัญหา ให้แตก

นี่คือแนวทางการแก้ปัญหาของ HR ในภาวะวิกฤตเช่นนี้…

[...]

สร้างทีมงาน (อย่างไทยๆ) สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

จากการทำงานทางด้านวิชาการในเรื่องเกี่ยวกับองค์กรแห่งการ เรียนรู้ (learning organization) ทำให้รู้ว่าสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการที่จะทำให้บุคลากรในองค์กรเป็นผู้ที่ใฝ่รู้อย่างแท้จริงนั้นก็คือ การทำงานเป็นทีม ซึ่งจริงๆ แล้วการเป็นทีมงานที่ดีนั้นสามารถวัดได้จากความรู้สึกของคนที่อยู่ในทีมงาน ทีมงานที่ดีนั้นควรจะรู้สึกโดยคนที่ร่วมงานในทีมถึงความสามัคคี ความถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ความสนุกสนานที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน สิ่งนี้ช่วยก่อให้เกิดความสัมพันธ์ อันดีระหว่างคนในทีม และความไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน การที่มีทีมงานที่ดีช่วยอย่างยิ่งที่จะทำให้คนในทีมงานตื่นตัวในการทำงาน

จากประสบการณ์ในการทำงาน การสร้างทีมงานในองค์กรซึ่งเป็นสถานที่ทำงานนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเหมือนกับการสร้างกลุ่มเพื่อนสนิทในวัยเรียน สาเหตุให้การสร้างทีมงานในที่ทำงานนั้นมีความยากลำบากก็เพราะการทำงานมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม ส่วนตน

ด้วยความยากในการสร้างทีมงานใน ที่ทำงาน ทำให้ผมได้ยินความคิดเห็นในเชิงลบอย่างสม่ำเสมอ อาทิ บางท่านก็ว่าเพื่อนที่ทำงานอย่างไรก็ไม่สามารถสนิทใจได้เท่ากับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน บางท่าน ก็ว่าที่ทำงานนั้นบางที่สร้างความเป็นเพื่อนยาก เพราะมีเรื่องของการเขม่นกัน การหมั่นไส้ อิจฉา ริษยากัน และการทำงานในสังคมไทยไม่ค่อยจะสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ถ้าเกิดผู้ใดในองค์กรคิดจะเสนอความคิดใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ก็มักจะถือว่าเป็นความคิดของผู้นั้น และจะต้องรับผิดชอบดำเนินการทำงานต่อยอดจากความคิดนั้นเอง ไม่ควรจะมาหวังให้ ผู้อื่นช่วยเหลือโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนละพรรคพวกกันในองค์กร

จากความคิดเห็นต่างๆ ที่ได้ยินมา ผมเองก็ไม่อยากจะเขียนสรุปขึ้นมาว่านี่คือวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกันของคนไทยหรือนี่เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นในองค์กรไทย แต่ก็อดคิดไม่ได้เพราะเมื่อมีการอภิปรายถึงประเด็นนี้ทีไร มักจะมีความคิดเห็นแทรกขึ้นมาว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะเกิดขึ้นในทุกองค์กร จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะพบว่ามีบุคลากรในองค์กรจำนวนมากที่มีหลักการทำงานแบบ play safe ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอุดมคติในการทำงานอันขัดต่อหลักการในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้โดยสิ้นเชิง

ในการทำงานแบบ play safe นั้น กล่าวคือ เป็นการทำงานที่ไม่กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่อิงและเคร่งครัดไปกับกฎ ระเบียบ บุคลากรไม่คิดอยากจะทำอะไรที่เป็นนวัตกรรมสิ่งใหม่ๆ เพื่อมาปรับใช้ในการทำงาน สาเหตุเป็นเพราะไม่อยากให้เป็นที่สังเกตหรือเป็นเป้าหมายของเพื่อนร่วมงานให้จับผิดกันเอง ไม่อยากเป็น จุดเด่น อันจะนำมาซึ่งความเครียด ความทุกข์ใจ ซึ่งในความคิดเห็นผม จะว่าไปแล้วก็เข้าใจกลุ่มบุคลากรในองค์กรที่จำจะต้องทำงานแบบ play safe เพราะเหตุที่ว่าบรรยากาศในที่ทำงานไม่เอื้อให้เกิดความตื่นตัว หรือความใฝ่รู้ในเรื่องของงาน ไม่มีบรรยากาศของความเป็นทีมงาน แต่ผมก็ต้องขออนุญาตกล่าวแย้งว่า การจะเป็นคนทำงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นจะต้องขัดต่อกฎระเบียบเสมอไป ผมคิดว่าการมองกฎ ระเบียบ ควรจะมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้การทำงานในองค์กรราบรื่นเป็นไปตามความเหมาะสม แต่สำหรับในบางองค์กร กฎ ระเบียบ กลับกลายมาเป็นสิ่งที่บดบังความคิดสร้างสรรค์ดีๆ

ในหลายๆ องค์กรมีกระบวนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์มากที่สุด และ ไม่ประหยัดต้นทุน แต่บุคลากรในองค์กรก็ยังเพิกเฉยด้วยเพียงเหตุผลที่ว่า ทำไปตามกฎ ระเบียบ โดยไม่คิดอยากที่จะเปลี่ยนกฎ เพราะการทำงานแบบ play safe นี่เองทำให้คนในองค์กรไม่คิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น

ผมและนิสิตอภิปรายกันถึงประเด็นนี้ในห้องเรียนอย่างน่าสนใจและได้ข้อสรุปดีๆ ในเชิงที่จะเป็นข้อแนะนำในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ว่า บรรดาผู้บังคับบัญชา เจ้านาย หรือผู้นำ ทุกระดับในองค์กรเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องความยากในการสร้างทีมงานในที่ทำงาน ผมไม่อยากให้เจ้านายมองว่าการที่ลูกน้องไม่ถูกกันหรือมีปัญหากัน เป็นเรื่องที่ลูกน้องจะต้องแก้ปัญหากันเอง ด้วยเหตุที่ว่าการที่ ลูกน้องมีปัญหากันนั้นไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อความเป็นทีมงานในองค์กร อย่างไรก็ดี ในสังคมไทย ผมไม่คิดว่าจะเป็นการดี หรือสัมฤทธิผลนักถ้าอยู่ดีๆ เจ้านายจะเรียก ลูกน้องมานั่งเผชิญหน้ากันแล้วก็คุยกัน เพื่อหวังที่จะสานความสัมพันธ์อันดีหลังจากคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นคืออาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเรื่องส่วนตัว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้านายควรจะต้องมีหน้าที่หลักในการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ผู้ใต้บังคับเพื่อก่อให้เกิดความเป็นทีมงานที่ดี ซึ่งข้อแนะนำของผมก็คือ เจ้านายไม่ควรจะเน้นการสร้างสัมพันธ์โดยใช้ตัวบุคคลเป็นสื่อหลัก แต่ให้ใช้งานที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบเป็นสื่อหลักในการที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กัน หลักการที่เรียกว่า shared vision หรือวิสัยทัศน์ร่วมของท่าน Peter Senge ผู้เลื่องชื่อในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ สามารถถูกนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดี ซึ่งการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมในทีมงานถือเป็นภารกิจที่สำคัญของผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นเจ้านาย

เจ้านายสามารถชี้ให้ลูกน้องเห็นได้ว่า วิสัยทัศน์ของทีมงานคืออะไร อะไรคือ จุดมุ่งหมายร่วมของทีมงาน และบอก ลูกน้องแต่ละคนว่า งานของทุกๆ คนนั้นมีความสำคัญ ไม่มีงานของใครสำคัญน้อยไปกว่างานของใคร เจ้านายจะต้องสร้างความสัมพันธ์เชื่อมต่อให้ได้ว่างานแต่ละงานในทีมนั้นมีความสำคัญหรือความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร ให้ลูกน้องเห็นได้ว่าถ้าขาดผลลัพธ์หรือผลการดำเนินงานของใคร คนใดคนหนึ่งในทีมจะทำให้การทำงาน ของทีมโดยรวมได้รับผลกระทบหรือ เกิดการติดขัด

นอกจากการสร้างความสามัคคีในทีมโดยใช้งานเป็นสื่อหลักแล้ว เจ้านายจะต้องสร้างบรรยากาศของความเป็นทีมงานที่ใฝ่รู้ ตื่นตัว น่าสนใจ และสนุกในการที่จะมาทำงานร่วมกัน เจ้านายควรจะต้องเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้คิด ได้ร่วมกันแก้ปัญหา และการสั่งงาน สอนงาน ควรจะต้องตั้งออกมาเป็นโจทย์ โดยมีวิธีการคิด หรือวิธีการแก้ไขปัญหาตั้งไว้เป็นตุ๊กตาและให้ลูกน้องไปร่วมกันคิดต่อยอด และเจ้านายจะต้องใจกว้างเพียงพอในการรับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ และถ้าคิดว่าเหมาะสมต้องเปิดโอกาสให้ลองประยุกต์ใช้ความคิดใหม่ๆ บ้างเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เพราะจริงๆ แล้วการได้ลองถูกลองผิดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยลดความเครียดของคนที่เป็นเจ้านาย เพราะว่าเจ้านายไม่ต้องแบกรับทุกปัญหาไว้แก้ด้วยตนเอง แต่ให้ลูกน้องหรือทีมงานมาช่วยกันแบ่งเบาภารกิจในการคิดวางแผนหรือแก้ปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้

ผมได้เรียนรู้จากความคิดเห็นต่างๆ ว่า ปัญหาในองค์กรไทยคือคนในองค์กรไม่ชอบที่จะแสดงความคิดเห็น หรือเสนอแนวคิดอะไรใหม่ๆ ด้วยไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นของตนเองจะดีพอหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกนินทา หรือไม่ก็เกรงว่าถ้าเสนออะไรใหม่ๆ ถ้าคิดว่าดี ก็รับเอาไปดำเนินการต่อเอง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ควรจะต้องถูกแก้ไขโดยเจ้านายอีกเช่นเคย เจ้านายต้องไม่แสดงตนเป็นคนที่ถือว่าเป็นผู้ที่เก่งที่สุด คนเดียวในทีม จนลูกน้องไม่กล้าเข้าใกล้หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ต้องยอมรับคนเราทุกคนมิใช่จะรู้ด้วยกันทุกเรื่อง ความแตกต่างในมุมมอง ย่อมเป็นที่มาขององค์ความรู้ใหม่ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่ต่างกัน การที่เจ้านายทำให้มีบรรยากาศในการเปิดใจมีมากขึ้น ลูกน้องจะรู้สึกสะดวกใจมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็น ฉะนั้นภาพลักษณ์หรือการปฏิบัติตนของเจ้านายต่อลูกน้องถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เจ้านายเป็นผู้สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นความคิดที่ว่า จะเป็นเจ้านายอย่างไรให้ลูกน้องมีความรู้สึกสบายใจในการที่จะกล่าวแสดงความคิดเห็น ในขณะเดียวกันก็ยังมีความเคารพนบนอบเจ้านายในฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชา

ศิลปะการเป็นเจ้านายยังรวมไปถึงความสามารถในการบูรณาการความคิดเห็นต่างๆ ของลูกน้อง ให้ทีมงานเห็นภาพรวมของแนวคิด และสามารถที่จะร่วมสานต่องานที่เกี่ยวกับแนวคิดใหม่นั้นๆ ได้ ถึงแม้จะมีแนวคิดใหม่ที่เด่นและน่าสนใจมากๆ จากลูกน้องคนใดคนหนึ่งหรือจากตัวของเจ้านายเอง และเป็นที่ยอมรับในที่ประชุมที่เห็นว่าเป็นความคิดที่ดี เจ้านายควรจะต้องสรุปภาพรวมแนวคิดใหม่ดังกล่าวออกมา โดยพยายามดึงทุกความคิดเห็นออกมาประกอบกันเป็นภาพรวมและบูรณาการกันเพื่อให้เห็นว่าแนวคิดนั้นเป็นสิ่งที่ทีมงานช่วยกันคิดขึ้นมา มิใช่มาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสิ่งนี้เองจะช่วยกระตุ้นให้บุคลากรในทีมงานเกิดความรู้สึกที่ว่า ทุกคนควรจะต้องร่วมกันสานต่อเพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ แทนที่จะโยนความรับผิดชอบไปให้คนใดคนหนึ่ง

สรุปสุดท้าย กล่าวคือ การมีทีมงานที่ดี ที่มีความสามัคคีกันอย่างแท้จริงเป็นสิ่ง ที่ช่วยให้คนในองค์กรมีความตื่นตัว ในการทำงานและใฝ่รู้ในเรื่องของงาน บทบาทของผู้นำหรือเจ้านายนั้นมีส่วนสำคัญยิ่งในการเสริมสร้างความสามัคคีในทีมงานโดยใช้ตัวงานเป็นตัวเชี่อมในการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากร ในทีมงาน และสิ่งนี้ถือเป็นศิลปะของการเป็นเจ้านายที่ดี

[...]

ความไม่พอตัวกับความเสื่อม

จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ถ้าคนไม่คิด ไม่กล้า และไม่ทำ

ที่ผ่านมาได้พบเจอคนหลายกลุ่มท่ามกลางวิกฤตประเทศไทย

บางกลุ่มรับอาสาที่จะเยียวยาประเทศ ทำโน่นทำนี่ มีโครงการเยอะแยะไปหมด แต่กลับยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น

บางกลุ่มอยู่เฉยๆ คอยวิพากษ์วิจารณ์ แต่ถ้าให้แสดงตัว…ไม่เอา

บางกลุ่มมีความรู้ มีความสามารถ แต่ขอให้มีบทบาทไม่ทางใดทางหนึ่ง ที่ตัวเองถนัด…ไม่เอา ยืนยันอย่างเดียวไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเปลืองตัว ขอดำเนินชีวิตอย่างปกติ ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าระบบยุติธรรมล้มเหลว พึ่งพิงไม่ได้ กฎหมายเปลี่ยนได้แล้วแต่จะตีความในมุมของใคร และบางคนในกลุ่มนี้บอกว่าอยากจะทำ แต่ไม่รู้จะเข้าไปช่องไหนที่จะพอช่วยเหลือประเทศชาติได้ เพราะช่องทางที่ว่าไม่มีเลย หรือถ้าจะพูดแรงๆ ช่องทางที่เปิดอยู่มีแต่คนที่ตายแล้ว เกรงว่าไปร่วมด้วยก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนชกลม ออกแรงเปล่า

บางกลุ่มให้ความคิดเห็น เสนอแนะมากมาย แต่พาเข้ารกเข้าพง หลงทางไปไหนไม่รู้

บางกลุ่มมีจุดยืนชัดเจน แสดงออกในที่สาธารณะ มั่นใจสุดชีวิต คนที่ไม่เห็นด้วยคือศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้ามทันที บางครั้งก้าวร้าว ถึงขั้นเป็นอันธพาลครองเมือง

บางกลุ่มพยายามสุดชีวิตที่ขอมีอำนาจ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพื่อปกป้องตัวเองและรักษาฐานอำนาจ

แต่ทุกๆ กลุ่มต่างเชื่อมั่นว่า ตัวเองเก่ง ตัวเองแน่ที่สุด ไม่มีใครยอมใคร จึงทำให้เส้นทางเดินของประเทศไทยจ่อปากเหวไปทุกขณะ และเชื่อว่าแม้จะจัดการกับอดีตผู้นำบางคนที่ถูกกล่าวหาว่าชักใยอยู่เบื้องหลังได้ก็ตาม ประเทศไทยก็ใช่ว่าจะรอดพ้นจากความเสื่อมและมีแนวโน้มจะพังในอีกไม่นานนัก

บางกลุ่มที่เอ่ยมา ฟันธงเลยว่าผู้ที่ทำให้สังคมเสื่อมและเน่าในวันนี้คือนักวิชาการและสื่อมวลชน ที่นำเสนอ “อวิชา” ด้วยความรู้ที่ไม่พอตัวและไม่ถ่อมตัว ทำให้สังคมเสื่อมหนักขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งชนชั้นนำของประเทศที่ถูกมองว่าได้แต่พูดและเขียนในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม คุณธรรม

กลายเป็นว่าทุกกลุ่มในสังคมไทยไม่มีใครที่พอตัว พอที่จะฉุดประเทศไทยให้กลับมามีสติ รู้จักตัวเอง รู้ปัญหา และแก้ไขเยียวยาได้

คนที่พอตัวก็ขออยู่เฉยๆ บอกว่าสังคมไทยเกินจะเยียวยาแล้ว

แค่ลำพังปัญหาตัวเองก็ยากลำบากพอแล้ว ส่วนปัญหาอื่นๆ ก็ให้คนอื่นแก้ไป

จึงกลายเป็นว่าสังคมไทยต่างขีดวงปัญหาและผลประโยชน์ของตัวเอง ปกติปัญหาของเรา เราย่อมรู้ดีกว่าคนอื่นๆ และรู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร เหมือนคนที่เป็นทุกข์ รู้ว่าทุกข์ของตัวเองมาจากอะไร ก็ต้องดับทุกข์ตรงนั้น ทุกข์ก็จะหายไป

การขจัดปัญหาคาใจให้หมด ให้เร็วเท่าใด พื้นที่ว่างในจิตใจจะมากขึ้นสำหรับสิ่งที่ดีๆ เมื่อมีความสุข คิดดี คิดบวก สิ่งดีๆ ก็จะตามมา เหมือนคนที่มีความสุข อยากทำโน่นอยากทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ออก มีมุมมองที่กว้างไกล ต่อยอดเรื่องที่จะทำได้มากมาย

แต่ปรากฏว่าคนที่ก่อปัญหายังไม่รู้ตัวอีกว่า สิ่งที่ตัวเองทำคือปัญหา แต่ไปโทษคนอื่นว่าเป็นคนทำ แถมเรียกร้องขอความเป็นธรรม จุดกระแสความเกลียดชัง กลายเป็นสังคมที่เคียดแค้น เอาชนะ และวันนี้เรายังไม่หยุด ยังคงทำแบบเดิมๆ จึงเชื่อว่าในที่สุด มันต้องมาถึงจุดจบ

สถานการณ์ปัจจุบันไม่มีใครอยากเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นคนใหม่ ทั้งวิธีคิดและวิธีทำ บางครั้งเหมือนคนตาบอดที่ถูกครอบงำด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อกดคนเอาไว้ใต้อำนาจ

เชื่อว่าถ้าปล่อยให้เขามีอิสระที่จะเรียนรู้ ย่อมเกิดการพัฒนา เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีวิวัฒนาการในทางสร้างสรรค์เสมอ แม้จะอยู่ในภาวะวิกฤต เพียงแต่ระบบเอื้อให้เขาหรือไม่ เพราะไม่ว่าเราจะอยู่กับใครก็สามารถเรียนรู้ได้ แม้จะอยู่กับธรรมชาติ เคารพธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติ เพราะต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ต่างให้ค่าที่ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ตรงกันข้าม…สังคมเราต่างให้ค่าตัวเองมากเกินไป จนเลยเถิด ตั้งแต่ผู้นำจนถึงฐานราก

ท่ามกลางวิบากกรรมของประเทศ ต้องทบทวนและสำรวจตัวเองอย่างจริงจังว่า มีความรู้ความสามารถพอตัวกันแค่ไหน ก่อนที่กล้าคิด กล้าทำ เพื่อพลังการ change ที่สังคมต้องการ

[...]

คมความคิดของ “คนดัง”


Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และซีอีโอบริษัทแอปเปิล

“…ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ผมใช้ในการตัดสินใจสำคัญๆ ของชีวิต เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความ คาดหวัง ความภูมิใจ ความกลัวการ หน้าแตกและความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ”

Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์

“…ถ้าเราสามารถค้นพบวิธีการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ยากไร้ ในทางทำให้ภาคธุรกิจมีกำไรและ นักการเมืองได้คะแนนนิยม ก็เท่ากับว่าเราได้ค้นพบวิถีอันยั่งยืนแห่งการลดระดับความไม่เท่าเทียมกันในโลกนี้ ภารกิจนี้ เป็นภารกิจเปิดซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย ในการรับมือกับความท้าทายครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลก

ผมมองโลกในแง่ดีว่าเราสามารถทำเรื่องนี้ได้ แต่ผมก็ได้คุยกับคนขี้สงสัยหลายคนที่อ้างว่าเราไม่มีความหวัง พวกเขา บอกว่า “ความไม่เท่าเทียมกันอยู่กับเรามาตั้งแต่แรก และจะอยู่กับเราไปจนถึงจุดจบของสังคมมนุษย์ เพราะคนทั่วไปไม่มีความห่วงใยในเรื่องนี้เลย” แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง”

Russell Baker นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์

“…ลองหยุดฟังเสียงตัวเองสักครู่หนึ่ง มันเป็นเรื่องดีสำหรับจิตวิญญาณที่จะได้ ยินเสียงของตัวคุณเอง แบบเดียวกันกับที่คนอื่นได้ยินเสียงคุณ”

Jerry Zucker ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์

“…จงเอาความรู้สึกดีๆ ที่คุณเก็บซ่อนเอาไว้ออกมากระจายไปรอบๆ และหลังจากนั้นอย่าวัดตัวเองด้วยความสำเร็จของคุณ แต่จงวัดมันด้วยความสุขของผู้คนรอบตัวคุณ ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ คุณจะทำอะไรก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ ล้มเหลวเรื่องอะไรก็ได้”

Marc Lewis อาจารย์มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน

“…ในชีวิตของคุณจะมีช่วงเวลาที่สำเร็จ จำเป็นต้องใช้ความเชื่อใจ ช่วงเวลาที่คุณต้องใช้ศรัทธาอันแรงกล้า เมื่อเวลานั้น มาถึง ผมหวังว่าคุณจะกลืนความกลัว เข้าไป และก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็น”

Martha Nussbaum นักปรัชญาผู้เชี่ยวชาญด้านกรีกและโรมัน

“…การศึกษาที่ประสบความสำเร็จจะต้องปลูกฝังนิสัยชอบคิดอย่างวิเคราะห์”

David Foster Wallace นักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ

“…คุณสามารถเลือกมองในมุมที่ต่างจากเดิม เมื่อเห็นผู้หญิงอ้วนแก่ๆ พอกหน้าหนาเตอะตะคอกใส่ลูกของเธอในระหว่างรอคิว บางทีปกติเธออาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ บางทีเธออาจอดหลับอดนอนมาสามคืนติดกัน กุมมือสามีที่ใกล้ตายจากมะเร็งกระดูก หรือบางทีเธออาจเป็นเสมียนเงินเดือนนิดเดียวที่กรมการขนส่งทางบก ที่เมื่อวานเพิ่งช่วยแฟนคุณให้ผ่านพ้นกระบวนการทางราชการที่น่าโมโหและยืดเยื้อ ด้วยการแสดงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ แน่นอนครับ ฟังดูอาจไม่น่าเชื่อ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

Bono นักร้องนำและนักแต่งเพลงวง U2

“…ผมไม่อยากให้พวกคุณยอมก้มหัวให้กับอุดมการณ์ โดยเฉพาะต่อหน้าพ่อแม่และพี่น้องของคุณ แต่ถ้าผมพูดถึงลัทธิอเมริกันนิยม (Americanism) ล่ะ ? อย่างน้อยคุณจะยอมก้มหัวให้กับความเชื่อนี้หรือเปล่า ? มันไม่ใช่ลัทธิที่อยู่ในกระแสแฟชั่นทั่วโลก ไม่ใช่สิ่งที่คนยุโรปชื่นชอบด้วยซ้ำไป ไม่เป็นที่นิยมในบริเวณโรงเรียนในไอวีลีกด้วย แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะให้คำนิยาม “อเมริกันนิยม” ว่าอะไร”

Michael Bloomberg นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

“…โลกภายนอกเป็นโลกแห่งการแข่งขัน ทุกคนล้วนคิดว่า เขามีไอเดียเจ๋งๆ ใหม่ๆ แต่คุณจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ นั้น คือคนที่เอาไอเดียเจ๋งๆ เหล่านั้นไปลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริง”

Robert B. Reich อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สหรัฐอเมริกา

“…ความรู้ในตัวตนเป็นสิ่งที่หลายคนขาด และมันก็เป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้ที่สุดในการทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่คำว่า “ความสำเร็จ” สำหรับผมไม่ได้หมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว และก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นส่วนประกอบด้วย เดี๋ยวนี้มีคนรวยมากเกินไปแล้ว ที่ไม่ชอบสิ่งที่พวกเขาทำระหว่างช่วงเวลา ที่ยังไม่นอน ไม่มีเวลาให้กับคู่ครอง ลูกๆ และเพื่อนๆ หรือไม่ก็ไม่มีพื้นที่และเวลา ให้กับตัวเอง”

[...]

โมโนฯเข้าตลาดMAIรับคอนเทนต์มือถือพุ่ง

“คอนเทนต์” มือถือโตไม่หยุด “โมโนกรุ๊ป” สุดปลื้มยอดขายเพิ่ม 20% ต่อเดือน เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ขยายธุรกิจไปญี่ปุ่น-เกาหลี หลังคอนเทนต์ “บันเทิง-ดารา” ไม่ระคายผิว ศก.ชะลอ ฟากยักษ์มือถือ “เอไอเอส” เดินหน้ากระตุ้นยอด “calling melody” เต็มสูบปั้น “CJ-พนักงานคอลเซ็นเตอร์” เทียบชั้น ดีเจ. คลื่นวิทยุ สร้างแขนขาการตลาดเพิ่มรายได้

ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา รองประธานกลุ่มบริษัทโมโนกรุ๊ป ผู้ให้บริการเว็บไซต์และคอนเทนต์บันเทิง กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจคอนเทนต์ว่า โดยภาพรวมยังเติบโตเพิ่มขึ้น พิจารณาจากรายได้ของโมโน เทคโนโลยี ซึ่งให้บริการดาวน์โหลดคอนเทนต์ผ่านมือถือ พบว่าครึ่งปีแรกเติบโตถึง 124% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเฉลี่ยเดือนละ 20% จากที่มีรายได้ 44.79 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100.34 ล้านบาท

“สาเหตุที่เติบโตน่าจะเป็นเพราะ คอนเทนต์ของเราเป็นข่าวสารบันเทิงของดาราทั้งข่าวและคลิปวิดีโอ รวมถึงคอนเทนต์ประเภทดูดวง ลักษณะคอนเทนต์ mass มาก ประชาชนทั่วไปต้องการข้อมูลประเภทนี้ ทั้งมีอายุการใช้งานสั้น เน้นความสดใหม่ต่างจากคอนเทนต์ประเภทเพลง ซึ่งมีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์จนต้องเน้นการสร้างรายได้จาก calling melody เพราะทำซ้ำไม่ได้”

แม้สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ธุรกิจคอนเทนต์ก็ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งบริษัท จะเน้นให้บริการในลักษณะ SMS (ข้อความสั้น) มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกรายเดือนก่อน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3 ล้านราย รวมทั้งสมาชิกที่รับคลิปวิดีโอดาราอีก 3.8 แสนราย ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมสำหรับการหลอมรวมเทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของ mobile internet ในอนาคต ซึ่งจะทำให้การนำเสนอคอนเทนต์ทำได้หลากหลายแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ โมโนกรุ๊ปมีแผนที่จะนำบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ mai ในปี 2552 เพื่อระดมทุนสำหรับขยายธุรกิจทั้งแนวตั้งและแนวขวาง โดยนำไปขยาย product line ให้มีความหลากหลายขึ้น อีกส่วนหนึ่งจะนำไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะมีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือต่อประชากรสูง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการและสำรวจพื้นที่เพื่อปรับคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

ด้านนายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักงานการตลาดบริการเสริม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวถึงภาพรวมของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ของบริษัทว่า calling melody มีการเติบโต ดีมาก ปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 5 ล้านราย มีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% โดยเฉลี่ยจะมียอดดาวน์โหลดต่อเดือนกว่า 1.2 ล้านครั้ง คิดเป็นสัดส่วนรายได้กว่า 22% ของรายได้รวมจาก nonvoice ทั้งหมด

“ลูกค้าขนาดนี้ถือว่าไม่น้อย มีสัดส่วน 20-25% ของฐานลูกค้าทั้งหมด calling melody จึงถือเป็นสินค้าหลักของเรา และถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำหรับค่ายเพลงด้วย เพราะไม่สามารถละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ส่วนคอนเทนต์ประเภทริงโทนและ full song ก็โตเช่นกัน แต่น้อยกว่า calling melody คาดว่าในครึ่งปีหลังจะเห็นค่ายเพลงรุกตลาดนี้มากขึ้น ขณะที่เอไอเอสก็ตั้งเป้าว่าจะพยายามเพิ่มลูกค้าให้เป็น 30-40% ของลูกค้าทั้งหมด”

ล่าสุดได้เปิดตัว CJ (call center jockey) ซึ่งจะเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันยอดขายดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะ calling melody จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ายอดการดาวน์โหลดเพลงกว่า 50% มาจากการสั่งซื้อ ผ่านคอลเซ็นเตอร์ แสดงว่าคนไทยไม่ถนัดดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต ดั้งนั้น CJ จึงจะทำหน้าที่เพิ่มยอดขาย calling melody ให้มากขึ้นได้

การใช้บริการ CJ ทำได้โดยโทร.เข้า คอลเซ็นเตอร์ 1175 แล้วกด 9 ผู้ให้บริการจะให้บริการในสไตล์เดียวกับ ดีเจ.คลื่นวิทยุ จึงต่างจากคอลเซ็นเตอร์ทั่วไปที่จะรับเรื่องแล้วดำเนินการตามที่ลูกค้าต้องการ แต่ CJ จะจับอารมณ์ลูกค้าและเสนอเพลงอื่นๆ เพิ่มเติมตามลักษณะของลูกค้าแต่ละคน จากการทดลองให้บริการในช่วงที่ผ่านมาพบว่า CJ ช่วยเพิ่มความถี่ในการดาวน์โหลดเพลงขึ้น 20% จากเฉลี่ย 150 เพลง/คน/วัน เป็น 180-200 เพลง/คน/วัน

นายสุรวัตร ชินวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ คอนแทค เซ็นเตอร์ จำกัด เพิ่มเติมว่า CJ เป็นการปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ จากเดิมวาง position เป็นเด็กเชียร์เพลงจัดเพลงตามที่ลูกค้าต้องการแล้วจบ มาเป็นการให้บริการแบบ preactive เน้นเป็นนักจัดเพลงดิจิทัลที่มีแคแร็กเตอร์เฉพาะตัว เป็น marketing arm เสนอขายเพลงให้มากกว่าที่ลูกค้าร้องขอ

[...]

“Studio Hybrid” คอมพ์ตั้งโต๊ะเล็กที่สุดที่เดลล์เคยผลิต

สังเวียนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจิ๋วแต่แจ๋วคึกคักขึ้นอีกครั้ง เมื่อเดลล์ส่ง Studio Hybrid มาประชันกับคอมพ์จิ๋วของแอปเปิล โซนี่ และเอชพี ซีอีโอเดลล์ระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดที่เดลล์เคยผลิตมา ใช้ขุมพลังจาก Core 2 Duo จากอินเทล ระบบปฏิบัติการวิสต้าของไมโครซอฟท์
       
       เดลล์ (Dell) ให้ข้อมูลว่า Studio Hybrid มีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานทาวเวอร์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นเล็กในท้องตลาดถึง 80% ใช้พลังงานน้อยกว่าราว 70% มีให้เลือก 6 สีแสบสวยดีไซน์กะทัดรัด รองรับแผ่นดีวีดี เอชดีเอ็มไอ และสามารถเพิ่มเงินเพื่อปรับให้รองรับบลูเรย์ได้
       
       ประชาสัมพันธ์ของเดลล์ Michael Scheschuk กล่าวว่าเป้าหมายของเดลล์คือออกแบบให้ Studio Hybrid สามารถใช้งานทั้งในสำนักงานหรือห้องนั่งเล่นได้ รวมประสิทธิภาพการทำงานสูงเข้ากับสไตล์ล้ำสมัย
       
       นี่เป็นการเปิดตัวที่เชื่อมกับคำกล่าวของประธานและซีอีโอเดลล์ Michael Dell ที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่ากำลังพัฒนาระบบเดสก์ทอปขนาดเล็กพิเศษ คำประกาศครั้งนั้นเกิดขึ้นในโอกาสวันรณรงค์เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยยืนยันว่า ผลจากการพัฒนาคือเดสก์ทอปที่เล็กและสามารถประหยัดพลังงานได้มากที่สุดของเดลล์
       
       ก่อนหน้านี้ เดลล์ซึ่งเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อันดับสองของโลกรองจากเอชพี ระบุว่ามีแผนจะเพิ่มยอดจัดส่งผลิตภัณฑ์ให้ได้ 50% ในปีนี้ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เดสก์ทอปและแลปทอป
       
       แม้นักวิเคราะห์จะมองว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเดลล์น่าสนใจมาก โดยเฉพาะราคา Studio Hybrid ที่กำหนดไว้อย่างยั่วใจเริ่มต้นที่ 499 เหรียญ ราว 16,500 บาท แต่การจะแข่งขันกับ Mac Mini หรือผู้เล่นรายอื่นในตลาดคอมพ์สวย จะต้องมีความจุหน่วยความจำที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ใช้เลือกเพื่อเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของตัวเอง
       
       รายละเอียด Studio Hybrid ต่อไปนี้ สามารถตอบคำถามนักวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน
       
       หน่วยประมวลผล : Intel® Pentium® Dual Core, Intel CoreTM 2 Duo
       ระบบปฏิบัติการ : Genuine Windows Vista® Home Basic, Genuine Windows Vista® Home Premium, Genuine Windows Vista® Ultimate
       หน่วยความจำ : 4GB 667MHz Dual Channel DDR2 SDRAM ขึ้นไป
       ฮาร์ดไดร์ฟ : 320GB Serial ATA Hard Drive (5400 RPM) ขึ้นไป
       เชื่อมต่อภายนอก : รองรับการเชื่อมต่อ IEEE1394 และ USB 2.0
       ออปติคอลไดร์ฟ : 8X Slot Load CD/DVD Writer (DVD+/-RW), 6X Slot Load Blu-ray/CD/DVD Combo Drive
       กราฟิกการ์ด : Intel® Integrated Graphics Media Accelerator X3100
       ระบบเสียง : Intel High Definition Audio 2.0
       เชื่อมต่อไร้สาย : 10/100/1000 (Gigabit) Ethernet LAN ออนบอร์ด สามารถอัปเกรดเป็น Built-in Draft-N Wireless Networking ได้
       พอร์ทเชื่อมต่อ : 5 พอร์ต USB 2.0, IEEE1394a (4-pin), HDMI video connector, DVI video connector, Integrated network connector 10/100/1000 LAN (RJ45), AC adapter connector
       ระบบเสียงดิจิตอล : S/P DIF Out
       ระบบเสียงอนาล็อค : Headphone (front); Line-in / Line-out (back)
       ขนาด : 196.5×71.5×211.5 มม.
       น้ำหนัก : 2.18 กก.
       
       Company Related Links :
       Dell Studio Hybrid

 

 

 

[...]

Honda OSM : ว่าที่ตัวแทน S2000 ?

2 เรื่องมาเจอกันแบบประจวบเหมาะ เมื่อ S2000 โรดสเตอร์ตัวแรงแบบขับเคลื่อนล้อหลังอยู่ในช่วงที่ (ควร) จะเปลี่ยนโฉม (ได้ตั้งนาน) แล้ว กับการเปิดตัวโรดสเตอร์ต้นแบบทรงสวยในชื่อ OSM ของฮอนด้าในงาน บริติช อินเตอร์เนชัน มอเตอร์โชว์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เลยเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะมีคำถามตามมาว่า ‘สรุปแล้วนี้คือต้นแบบที่จะเป็นโฉมใหม่ของ S2000 หรือเปล่า ?’

แน่นอนการตั้งคำถามในลักษณะนี้เวลาเห็นรถยนต์รุ่นใหม่ๆ บนเวทีมอเตอร์โชว์มักจะไม่ค่อยได้คำตอบที่แน่ชัดจากปากผู้บริหาร แต่ถ้าจะใช้หลักตรรกะโดยอาศัยจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ คือ ‘ก็พอจะมีทางเป็นไปได้’

เพราะว่าเมื่อปี 1995 กับงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ฮอนด้าเคยทำในลักษณะนี้กับ S2000 ด้วยการเปิดตัวต้นแบบรุ่น SSM ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายร่างมาเป็น S2000 ในปี 1999 ซึ่งเปิดตัวออกมาขายในวาระที่ฮอนด้าฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งบริษัท แล้วกับรุ่นเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ทำไมถึงจะทำอะไรซ้ำรอยเดิมไม่ได้ล่ะ ?

ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่นั้นพักกันเอาไว้ก่อน เพราะยังต้องคาดเดา (ใจของฮอนด้า) กันต่อไป แต่สำหรับรายละเอียดของต้นแบบรุ่นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ S2000 เลย เพราะตัวรถได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของความห่วงใยในสภาพแวดล้อมโดยอาศัยตัวถังในแบบสปอร์ตเปิดประทุนเข้ามาเรียกความสนใจ ส่วนชื่อรุ่นก็ย่อมาจาก Open Study Model

ตัวรถมาในแบบสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่งซึ่งเป็นผลผลิตที่ 2 ในด้านการพัฒนาขุมพลังที่มีมลพิษต่ำต่อจากรุ่น CR-Z ซึ่งเปิดตัวในปีที่แล้ว โดยแนวคิดของตัวรถอยู่ภายใต้กรอบ ‘Clean and Dynamic’ หรือ ปราดเปรียวอย่างสวยสะอาดตา

ซึ่งความสะอาดที่ว่าไม่ได้หมายถึงเฉพาะระดับมลพิษจากปลายท่อไอเสียซึ่งจะต้องมีตัวเลขที่ต่ำๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นสายและรายละเอียดบนตัวถังทั้งภายนอกและภายในที่ดูแล้วไม่รกหูรกตา ที่สำคัญจะเป็นแม่แบบสำหรับใช้ในการพัฒนาและออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของฮอนด้าที่เปิดตัวในอนาคต

‘เราพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงเรื่องที่ว่าการพัฒนารถยนต์ให้มีมลพิษต่ำก็สามารถทำให้เกิดสิ่งดึงดูดทุกสายตาได้เหมือนกัน คำว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถที่จะจับมือกับความสปอร์ตและความสนุกสนานในการขับขี่ได้’ Andreas Sittel ผู้ควบคุมโครงการพัฒนา OSM กล่าว

โครงการนี้เป็นหน้าที่ของศูนย์อาร์แอนด์ดีของฮอนด้า ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Offenbach ประเทศเยอรมนี ซึ่งศูนย์แห่งนี้รับหน้าที่ในการพัฒนารถยนต์สำหรับขายในตลาดยุโรป และผลงานที่เคยเปิดตัวออกมา คือ Small Hybrid Sports Concept และ Accord Tourer Concept ที่เปิดตัวในเจนีวา และแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2007

อย่างไรก็ตาม ฮอนด้าไม่ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของขุมพลังที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรงของ OSM ว่าเป็นแบบไหน และมีมลพิษต่ำขนาดไหน ส่วนเรื่องการผลิตออกขาย ฮอนด้าบอกว่า ยังเป็นต้นแบบสำหรับจัดแสดงในตอนนี้ และยังไม่มีแผนการผลิตออกสู่ตลาดในตอนนี้

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฮอนด้าจะปิดโอกาสในการขึ้นไลน์ผลิต เพราะในตอนที่เป็นต้นแบบ รถยนต์หลายต่อหลายรุ่นก็มักจะโดนกล่าวถึงในทำนองนี้อยู่เสมอ สุดท้ายก็กลายเป็นจริง

[...]