Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


Blog Rating

Average blog rating:

9.2

โมบายเพย์เมนต์ สะดวกกว่านี้มีอีกไหม?

       *โมบายเพย์เมนต์ไทยนับวันยิ่งง่ายและครบวงจร ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่
       
        *ผู้ให้บริการแข่งกันออกนวัตกรรมทางการเงินบนมือถือ ดึงผู้บริโภคจากรูปแบบเดิมๆ
       
        *เอ็มเปย์เพิ่มฟังก์ชั่นสุดว้าว “โอน-ถอน เงินสด” แบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก
       
        *ทรู มันนี่สร้างทางเลือกใหม่การจองจ่ายหลากหลายสินค้าบริการ สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
       
        *ประสบการณ์ที่รอวันเทคโนโลยีพร้อมแบบสุดๆ พกมือถือเครื่องเดียวใช้จ่ายได้ทุกสิ่ง

       
        การให้บริการโมบายเพย์เมนต์หรือการทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ กำลังเติบโตขึ้นจากการสร้างประสบการณ์ของผู้ให้บริการที่นำเสนอรูปแบบการใช้กระเป๋าเงินบนโทรศัพท์มือถือให้เกิดการแพร่หลายที่สุด ด้วยการสรรหาบริการรูปแบบใหม่ๆ และง่ายขึ้นทุกวัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้มากที่สุด
       
        ผู้เล่นในตลาดโมบายเพย์เมนต์หลักๆ สองค่าย คือ เอ็มเปย์ ที่เป็นบริษัทลูกของเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์อันดับหนึ่งของเมืองไทย และทรูมันนี่ จากค่ายทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ต้องการสร้างธุรกรรมทางการเงินให้เป็นเรื่องง่ายที่พร้อมตอบสนองชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มทรู
       
        “วันนี้ผู้ให้บริการทุกรายต้องพยายามหาเซอร์วิสใหม่เข้ามาให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ เพื่อรอวันที่เทคโนโลยีพร้อม ทุกอย่างที่เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย สะดวก มีผู้ใช้งานอย่างแพร่หลายเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น”
       
        เป็นคำกล่าวของ วรุณเทพ วัชราภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และว่าหากประเทศไทยมีการให้บริการ 3G และเทคโนโลยีบนมือถือมีความพร้อมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจบัน ภาพที่จะเกิดขึ้น คือ การที่คนใช้โทรศัพท์มือถือจะใช้มือถือเป็นเครื่องมือในการใช้จ่ายด้านต่างๆ แทนการใช้จ่ายในรูปแบบอื่นๆ
       
        ปัจจุบันจึงเป็นการสร้างประสบการณ์การใช้งานให้เกิดขึ้นในตลาด และสร้างการรับรู้ให้มากที่สุดเพื่อรอวันที่ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือจะเปลี่ยนมาใช้มือถือแทนกระเป๋าเงิน
       
        ที่ผ่านมาเอ็มเปย์ได้มีการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเอไอเอส พร้อมทั้งสร้างรูปแบบใหม่ๆ ของโอกาสทางธุรกิจด้วย เอไอเอสมองว่าในชีวิตประจำวันผู้บริโภคต้องมีภาระการชำระค่าบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าสาธารณูปโภค รวมไปถึงค่ายบริการอื่นๆ จึงได้มีการพัฒนาให้สำนักงานบริการและร้านเทเลวิซ สามารถรับชำระค่าบริการต่างๆ โดยปัจจุบันสามารถชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ได้ถึง 70 บริการ
       
        ล่าสุดเอไอเอสได้นำนวัตกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือมาผสมผสานพัฒนาให้จุดชำระที่มีอยู่เพิ่มขีดความสามารถ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น จึงมีการเปิดตัว “เอ็มเปย์สเตชั่น จุดจ่ายบิล โอน-ถอนเงิน” ที่เป็นทั้งรูปแบบเคาน์เตอร์และตัวแทนชำระผ่านมือถือ
       
        “ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในโลกก็ได้กับบริการรูปแบบใหม่ของเอ็มเปย์”
       
        รูปแบบการให้บริการแบบใหม่ของเอ็มเปย์สเตชั่นในครั้งนี้นั้น ทำให้ผู้ใช้บริการโมบายเพย์เมนต์ สามารถใช้บริการใน 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.การชำระค่าบริการ ทั้งลูกค้าเอไอเอสและคนทั่วไป สามารถชำระค่าบริการต่างๆ รวมถึงการเติมเงินโทรศัพท์วัน-ทู-คอล! ได้กว่า 70 รายการ 2.การโอนเงินผ่านเอ็มเปย์สเตชั่น ทั้งนี้ลูกค้าเอไอเอส สามารถโอนเงินสดผ่านตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นไปยังผู้รับเงินปลายทางที่เป็นลูกค้าเอไอเอสได้ง่ายๆ โดยผู้รับปลายทางจะได้รับ SMS แจ้งว่ามีการโอนเงินเข้ามายังกระเป๋าเงิน mCash ซึ่งหากผู้ใช้มือถือนั้นยังไม่ได้ใช้บริการเอ็มเปย์ ใน SMS จะมีวิธีกดเพื่อให้เปิดบริการเอ็มเปย์ หลังจากนั้นจำนวนเงินที่ได้รับมาจะถูกโอนเข้ากระเป๋าเงิน mCash ทันที
       
        และ 3.การถอนเงินสดผ่านเอ็มเปย์สเตชั่น โดยลูกค้าเอไอเอส สามารถถอนเงินสดที่มีอยู่ในกระเป๋าเงิน mCash ได้โดยผ่านตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่น เพียงกดตามวิธีการและนำรหัสอนุมัติที่ได้แจ้งแก่ตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่น เพียงเท่านี้ผู้ใช้บริการจะได้รับเงินสดตามจำนวนที่ต้องการถอนทันที
       
        “ในอนาคตจะมีเซอร์วิสใหม่ๆ เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ก้าวต่อไปที่เอ็มเปย์จะเปิดให้บริการคือการโอนเงินระหว่างประเทศด้วย”
       
        การเปิดตัวเอ็มเปย์สเตชั่นนี้นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการแล้ว อีกด้านหนึ่งเอไอเอสได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจที่จะให้บริการเอ็มเปย์สเตชั่นเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ได้ เพียงมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบของเอไอเอสก็สามารถสมัครเป็นตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นได้ทันที
       
       WeBooking
       จองจ่ายแบบใหม่

       
        ทรูมันนี่เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการที่ผลักดันบริการใหม่ทางการเงินบนโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของกลุ่มทรูที่ต้องการสร้างชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ให้กับผู้บริโภคยุคใหม่
       
        บริการล่าสุด “WeBooking by TrueMoney” กำลังถูกวางตัวให้เป็นบริการจองจ่ายครบวงจร สามารถสั่งจองได้ทุกความต้องการแบบง่ายๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีการประเดิมให้ลูกค้าได้สัมผัสความสะดวกสบายจากการจองจ่ายผ่าน WeBooking เป็นครั้งแรกกับทัวร์คอนเสิร์ต True AF5 The Journey of Love Concert
       
        ทั้งนี้บริการ WeBooking มีบริการครอบคลุม 8 หมวด ประกอบด้วย หนึ่ง หมวด ความบันเทิง ได้แก่ คอนเสิร์ต และการแสดง สอง หมวดอินดี้ ได้แก่ ละครเวทีของนักเรียนนักศึกษา คอนเสิร์ตของค่ายเพลงเล็ก สาม หมวดการท่องเที่ยวและที่พัก เช่น ทัวร์ โรงแรม และบัตรโดยสาร สี่ หมวดการศึกษา เช่น งานสัมมนา โรงเรียนกวดวิชา และคอร์สอบรม ห้า หมวดกีฬา เช่น บัตรเข้าชมการแข่งขันกีฬาทั้งในและต่างประเทศ หก หมวดสุขภาพ อาทิ การจองโปรแกรมตรวจสุขภาพ และคอร์สเพื่อสุขภาพ เจ็ด หมวดคอลเลกชั่นสะสม เช่น หนัง ดีวีดี และหมวด Gadget อุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้สัมผัสกับรูปแบบการจองจ่ายที่สะดวกกว่าเดิม เพื่อตอบรับการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบ
       
        ผู้ที่ต้องการใช้งานบริการนี้ สามารถใช้บริการจองจ่ายได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทรูมันนี่บนมือถือทรูมูฟ เว็บไซต์ weloveshopping.com ทรูช้อป ทรูมูฟช้อป ทรูไลฟ์ ทรูคอฟฟี่ รวมถึงคอลเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ สามารถเปิดรับจองผ่าน WeBooking by TrueMoney ได้ด้วย
       
        ปิยชาติ รัตน์ประสาทพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวเสริมว่า บริการยอดฮิตที่คนไทยจะใช้ WeBooking น่าจะเป็นเรื่องการจองบัตรคอนเสิร์ตที่เชื่อว่าจะมีถึง 80-90%

[...]

มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ UPS เองกันเถอะ

 

UPS หรือ Uninterruptible Power Supply คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่สำรองไฟให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเวลาที่ไฟดับ และยังช่วยป้องกันความเสียหาย เนื่องจากปัญหาไฟตก ไฟเกินอีกด้วย
       
       ในสำนักงานหลายๆแห่งมักจะมีการติดตั้ง UPS ไว้ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญมากเช่นพวก server แต่เครื่องทั่วไปก็ใช้ได้ครับ
       
       เช่นเดียวกับอุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้แบตเตอรี่ UPS นั้นเมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่ง แบตเตอรี่มันก็จะเสื่อมได้ โดยทั่วไปมักจะอยู่ราวๆไม่เกินสองปี แต่บางคนบอกว่า ใช้ได้ถึง3-4 ปีก็มีครับ อาการก็คือ พอไฟดับมันก็ไม่สามารถสำรองไฟให้กับคอมพิวเตอร์ได้อีกต่อไป ดังนั้นเพื่อความแน่ใจว่า UPS ของคุณยังทำงานเป็นปกติดี จึงควรตรวจสอบการทำงานโดยดึงปลั๊กออกเพื่อทดสอบ ทุกๆ 6 เดือนด้วยนะครับ
       
       เชื่อหรือไม่ ผมเคยเจอบริษัทของเพื่อนผม พอ UPS ใช้ไม่ได้แล้ว เขาทิ้งแล้วซื้อใหม่เลย ทั้งๆที่จริงๆมันแค่แบตเตอรี่เสื่อม เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้น วันนี้เรามีลองเปลี่ยนแบตเตอรี่ UPS เองกันดูครับ ทำเองก็ได้ง่ายนิดเดียว!
       
       1) ก่อนอื่นก็ปิดสวิทช์ แล้วถอดปลั๊ก UPS
       
       2) ใช้ไขควงถอดน๊อตออก ปกติจะมีอยู่ไม่เกินสี่ตัว
       
       3) เปิดฝาออก
       
       4) คุณจะเห็นแบตเตอรี่รูปร่างคล้ายๆในรูปนี้ ก็ให้จดจำหรือทำเครื่องหมายเอาไว้ว่า มีสายไฟที่ต่อเข้าแบตเตอรี่อย่างไร ปกติแล้ว สายไฟสีแดง จะต่อเข้าขั้วบวก สีดำ ต่อเข้าขั้วลบครับ
       
       5) ถอดสายไฟออกจากขั้วแบตเตอรี่ แล้วจึงถอดแบตเตอรี่ออกมาจาก UPS
       
       6) ถือแบตเตอรี่ไปหาซื้อก้อนใหม่ ที่มีขนาดเท่าเดิม ซึ่งจะมีขายตามห้างที่ขายคอมพิวเตอร์เช่น พันทิพย์ ฯ หรือ ตามสาขาของร้านอมรก็มักจะมีเช่นกัน
       
       7) นำแบตเตอรี่ก้อนใหม่กลับมาประกอบกลับเข้า UPS ให้เรียบร้อย
       
       8) ชาร์จแบตเตอรี่ครั้งแรกตามคู่มือของ UPS เหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ โดยมากผมจะแนะนำให้เสียบชาร์จเอาไว้เลย 1 วันเต็มๆ
       
       เพียงเท่านี้เองครับ UPS ของคุณก็จะกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิม
       
       อ้อ แนะนำอีกนิด แบตเตอรี่ที่เสื่อมแล้ว เอาไปขายต่อให้กับร้านแบตเตอรี่รถยนต์ได้นะครับ เพราะมีคนมารับซื้อตะกั่วเพื่อไปรีไซเคิลต่อไปครับ

[...]

จัดอันดับเมืองค่าครองชีพแพงสุดในโลกปี 2008

       ตลาดที่มีระดับค่าครองชีพแตกต่างกันย่อมจะมีผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของนักการตลาดแตกต่างกันออกไปด้วย  เพราะพฤติกรรมลูกค้าที่ถูกกระทบ ด้วยเหตุนี้นักการตลาดจึงสนใจติดตามผลการจัดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก  และค่าครองชีพต่ำที่สุดในโลก  และพบว่ากรุงมอสโคว์ยังคงติดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกติดต่อกันปีที่ 3 ตามการสำรวจของเมอร์เซอร์จาก 143 เมืองทั่วโลก  จากรายการสินค้ากว่า 200 รายการ
       
                 อันดับสองคือ โตเกียว ที่แซงหน้าขึ้นมาจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว  ขณะที่ลอนดอนตกลงไปจากอันดับ 2 เป็นอันดับ 3 ติดตามด้วยกรุงออสโลที่ขึ้นจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 4 และกรุงโซลอยู่ในอันดับ 5 ตามลำดับ
       
                 ในการจัดอันดับดังกล่าวใช้ฐานการพิจารณาค่าครองชีพที่นครนิวยอร์กให้มีคะแนนเท่ากับ 100 คะแนน  กรุงมอสโคว์ซึ่งได้คะแนน 142.4 จึงสูงสุดเทียบกับเมืองอื่นๆ และเมื่อเทียบกับเมืองที่มีค่าครองชีพต่ำสุดในโลกที่มีคะแนนเพียง 52.5 ช่องว่างระหว่างเมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดกับสูงสุดดูเหมือนว่าจะกว้างมากขึ้น
       
                 รายการหลักๆ ที่ใช้ในการประเมินคะแนนเพื่อเปรียบค่าครองชีพระหว่างเมืองต่างๆ กว่า 140 แห่งทั่วโลก  ประกอบด้วยราคาบ้านที่อยู่อาศัย ค่าขนส่งคมนาคม อาหาร เสื้อผ้า สินค้าครัวเรือน และบริการด้านเอ็นเตอร์เทนเมนท์ รวมแล้ว 200 รายการ
       
                 นอกเหนือจากราคาของสินค้าหลักๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว  การที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง  ขณะที่ค่าเงินทางยุโรปมั่นคงขึ้น  ได้ทำให้อันดับเมืองที่จัดตามระดับค่าครองชีพมีการปรับเปลี่ยนไปจากปีก่อนหน้าด้วย
       
                 การจัดอันดับดังกล่าวมีมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจคือ ประการแรก แม้ว่าเมืองที่มีค่าครองชีพแพงในยุโรปตะวันตกและเอเชียที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกจะยังคงติด 20 อันดับแรก  แต่หลายเมืองในยุโรปตะวันออก บราซิล และอินเดีย ได้รุกคืนเข้ามาครองอันดับต้นๆ มากขึ้น  ในขณะที่เมืองอย่าง สต๊อกโฮมและนิวยอร์กกลายเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพถูกลงโดยเปรียบเทียบ
       
                 ประการที่สอง มีแนวโน้มชัดเจนว่าระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นจนทำให้ค่าครองชีพของเมืองต่างๆ แพงขึ้น  มีสาเหตุหลักมาจากระดับราคาของสินค้ากลุ่มอาหารและเชื้อเพลิง  ซึ่งสูงขึ้นมากน้อยแตกต่างกัน  ขณะที่ระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่างกลับลดลง อย่างสินค้าเครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  จากการที่มีการผลิตสินค้าราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนาออกไปป้อนตลาดโลกมากขึ้น  โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีน
       
                 ประการที่สาม กรณีมอสโคว์ครองตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในยุโรปและในโลกติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน  และคะแนนที่ได้ก็เพิ่มขึ้นมาทุกปี  ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าที่อยู่อาศัยและการที่ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียเพิ่มค่าขึ้นเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
       
                 ส่วนลอนดอนเป็นนครที่ค่าครองชีพแพงสุดอันดับ 2 ในยุโรปและอันดับ 5 ของโลกลดลง 1 อันดับจากปีก่อนหน้า  ขณะที่ออสโลว์แซงขึ้น 6 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 4 จากการสูงขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์
       
                 เมืองอื่นในยุโรปที่ติดอันดับต้นๆ คือโคเปนเฮเกน อันดับ 7 เจนีวาอยู่ในอันดับ 8 ขณะที่ซูริค อยู่อันดับ 9 และมิลานอยู่ในอันดับ 10 ขณะที่โซเฟียของมัลกาเรียมีระดับค่าครองชีพถูกที่สุดในยุโรปในอันดับ 97
       
                 ประการที่สี่ ในภาคพื้นตะวันออกกลาง เทลาวีฟ เป็นเมืองที่มีระดับค่าครองชีพแพงสุด ติดอันดับ 14 ของโลกสูงขึ้น 3 อันดับ  ส่วนดูไบและอาบูดาบีมีอันดับลดลงไปอยู่ที่อันดับ 52 และ 65 ตามลำดับ
       
                 ในแอฟริกาเมืองที่พุ่งแรงคือ ลาโกสไนจีเรียที่ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 30 ขณะที่เมืองอื่นๆ มีอันดับลดลงเป็นส่วนใหญ่
       
                 ประการที่ห้า ในทวีปอเมริกาเหนือยังคงเป็นนครนิวยอร์กที่ครองอันดับ 22 ลดลง 7 อันดับเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ที่มีอันดับตกลงอย่างลอสแอนเจลิส ตกจากอันดับ 42 เป็น 55 หรือไมอามี่จากอันดับ 51 เหลืออันดับ 75 และวอชิงตัน ดีซี จาก 85 เป็นอันดับ 107
       
                 ส่วนในอเมริกาใต้  เมืองเซาท์เปาโลมีค่าครองชีพแพงสุดในอันดับ 25 และริโอเดอจาเนโรอยู่อันดับ 31 สูงขึ้นจากเดิมที่มีอันดับ 37 และ 33 ตามลำดับ
       
                 ประการที่หก ในย่านเอเชีย โตเกียวยังคงแชมป์เมืองค่าครองชีพแพงสุดในเอเชีย และที่ 2 ของโลกสูงขึ้น 2 อันดับจากปีที่แล้ว  ส่วนกรุงโซลของเกาหลีใต้อยู่อันดับ 5 ตามติดมาด้วยฮ่องกงอยู่ในอันดับ 6 ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับ 13 กรุงการาจีอยู่ในตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพถูกสุดในเอเชียที่อันดับ 141
       
                 จะเห็นว่าเมืองที่ครองตำแหน่งต้นๆ 5 อันดับแรกของเอเชียไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลำดับก่อนหลังจากเดิมมากนัก  ยกเว้นบางเมืองอย่างมุมไบของอินเดียพุ่งขึ้น 4 อันดับเป็นอันดับ 48 ขณะที่นิวเดลลี สูงขึ้น 13 อันดับเป็นอันดับ 55 และกรุงมนิลาแซงหน้ามา 27 อันดับอยู่ที่อันดับ 110   
       
                 ส่วนเมืองที่อันดับตกลงก็มีเหมือนกันอย่างจาการ์ตาจาก 55 เป็นอันดับ 82 กรุงเทพจากอันดับ 95 เป็น 105 ฮานอยตกลงไป 35 อันดับเป็น 91 และโฮจิมินห์ตกลง 40 อันดับเป็น 100
       
                 ประการที่หก ท้ายที่สุดในทวีปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ยังคงยกตำแหน่งให้กับนครซิดนีย์ที่แซงขึ้นมา 6 อันดับเป็นอันดับ 15 ขณะที่เมลเบิร์นอยู่ในอันดับ 36 และเพิร์ธอยู่ในอันดับ 53        
       
                 การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในฐานะเมืองที่มีค่าครองชีพสูงในอันดับต้นๆ ของโลกดังกล่าวอาจมีส่วนในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด และการปรับเพิ่มการลงทุนทางธุรกิจของบรรดาบริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลก  เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกิจการไม่มากก็น้อย

[...]

แต่งและเลือกชั้นคอนโดฯ ตามหลักฮวงจุ้ย



นอกจากของตกแต่งห้องจะบอกถึงบุคลิกของผู้เป็นเจ้าของแล้ว น่าจะดีกว่าหากได้เลือกสิ่งที่ชอบ แถมยังเป็นมงคลต่อชีวิตและที่พักอาศัยด้วย โดยเฉพาะคนขี้เหงาในเมือง ที่มักจะเลือกพักที่คอนโดฯ เสียส่วนใหญ่ หนึ่งในวิธีคลายเหงาของพวกเขาคือ การหมดเวลาไปกับการเลือกของมาตกแต่งห้อง ซึ่งนับเป็นอีกวิธีที่สร้างความสุขได้ไม่น้อย

แต่ก่อนที่จะเลือกของตกแต่งเพื่อเสริมมงคลให้ห้องนั้น มีคนสงสัยกันมากว่าฮวงจุ้ยระหว่างคอนโดฯ กับบ้านต่างกันหรือไม่ ขอบอกตรงนี้เลยว่าต่างกัน โดยจุดแตกต่างจะมีอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ ชัยภูมิที่ตั้งคอนโดฯ จะมีการแยกระดับชั้นอย่างเด่นชัด และมีการแบ่งแยกห้องเป็นส่วนตัวค่อนข้างเด็ดขาด ซึ่งคำถามที่ฮอตฮิตที่สุดก่อนซื้อคอนโดฯ ก็คือ อยู่ชั้นไหนจึงจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย และเป็นมงคลต่อชีวิตมากที่สุด

ในการเลือกชั้นคอนโดฯ นั้น มีอยู่หลายแบบ ขึ้นกับการเลือกใช้ “ระบบฮวงจุ้ย” ว่าจะเลือกระบบใด ซึ่งสามารถมองในภาพรวมได้ 2 แบบ ใหญ่ๆ คือเลือกโดยการดูพลังของธรรมชาติภายนอกแบบโดยรวม หรือที่เรียกว่า ยุค เป็นหลัก และการเลือกโดยดูจากตัวบุคคล เช่นการใช้ ปีเกิด เป็นหลัก

สำหรับหลักการเลือกชั้นคอนโดฯ ตามยุค ในหลักการของยุค ทั้ง 5 จะมีการแบ่งรอบปี 60 ปี หรือ 60 กะจื้อ ออกเป็น 5 กลุ่มธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟ โดยช่วงปี พ.ศ. 2539-2550 จะจัดอยู่ในยุคธาตุไฟ ส่วนช่วงปี พ.ศ. 2551-2562 จะจัดอยู่ในยุคธาตุไม้ ซึ่งชั้นของอาคารที่รุ่งเรืองในช่วง พ.ศ. 2539-2550 ได้แก่ ชั้นที่ลงท้ายด้วยเลข 0, 2, 5, 7 เช่น ชั้นที่ 2, 5, 7, 10, 12, 15, 17 เป็นต้น ส่วนชั้นของอาคารที่รุ่งเรืองในช่วง พ.ศ. 2551-2562 ได้แก่ ชั้นที่ลงท้ายด้วยเลข 2, 3, 7, 8 เช่น ชั้นที่ 2, 3, 7, 8, 12, 13, 17, 18 เป็นต้น

ส่วนหลักการเลือกชั้นคอนโดฯ ตามปีเกิดนั้น สามารถสังเกตได้ ดังนี้ ปีชวดคือธาตุน้ำ ปีฉลูคือธาตุดิน ปีขาลคือธาตุไม้ ปีเถาะคือธาตุไม้ ปีมะโรงคือธาตุดิน ปีมะเส็งคือธาตุไฟ ปีมะเมียคือธาตุไฟ ปีมะแมคือธาตุดิน ปีวอกคือธาตุทอง ปีระกาคือธาตุทอง ปีจอคือธาตุดิน ปีกุนคือธาตุน้ำ โดยเลือกชั้นที่พลังธาตุเป็นธาตุเดียวกัน หรือมาช่วยส่งเสริมกัน โดยใช้หลักแห่งธาตุทั้งห้า หรือเบญจธาตุ

โดยสามารถแบ่งได้เป็น ปีชวด ควรอยู่ชั้นที่ 1, 6, 4, 9 ปีฉลู ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีขาล ควรอยู่ชั้นที่ 3, 8, 1, 6 ปีเถาะ ควรอยู่ชั้นที่ 3, 8, 1, 6 ปีมะโรงควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีมะเส็ง ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 3, 8 ปีมะเมีย ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 3, 8 ปีมะแม ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีวอก ควรอยู่ชั้นที่ 5, 10, 4, 9 ปีระกา ควรอยู่ชั้นที่ 5, 10, 4, 9 ปีจอ ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีกุน ควรอยู่ชั้นที่ 4, 9, 1, 6 ทั้งนี้ เลขชั้นดังกล่าว หมายถึงเลขลงท้ายของแต่ละชั้น อาทิ เลข 1 หมายถึง ชั้นที่ 1, 21, 31, 41

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของการเลือกของมาตกแต่งห้องให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยกันบ้าง โดยลองหาภาพวาด หรือลวดลายพื้นกระเบื้อง หรือผ้าม่านที่เป็นรูป “ดอกไม้” เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งจะส่งผลให้ชีวิตเบ่งบาน สำราญใจ ด้วยมีสีสันเข้ามาประดับเส้นทางชีวิตให้สดใสนั่นเอง

รูป “ระลอกน้ำ” จะนำพามาซึ่งความสบายใจ ส่งผลให้ไม่ว่าเจ้าของห้องจะเจอะเจอเรื่องใดมาก็ตาม หากได้เห็น ภาพนี้แล้วจะรู้สึกใจเย็นขึ้น มีสติ คิดรอบคอบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชีวิตในระยะยาว

ส่วนรูป “เหรียญทอง” จะนำพามาซึ่งชัยชนะ การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ หรืออาจหา “ปลาทอง” มาเลี้ยงในตู้กระจก หรือโถแก้ว เพื่อเรียกโชคลาภ เงินทอง เพื่อความร่ำรวย มีกินมีใช้ตลอดไป ไม่ตกอับยากจน รวมทั้ง “ฮก ลก ซิ่ว” อันเป็นมงคลยิ่ง ควรตั้งไว้บนชั้นในห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น เพื่อเสริมบารมีชีวิต

พูดถึงห้องนั่งเล่นก็อดจะกล่าวถึงลักษณะทางฮวงจุ้ยที่ดีของการตกแต่งห้องนั่งเล่นไม่ได้ โดยหลักคร่าวๆ ก็คือ ควรเลือกโทนสีการตกแต่งให้เป็นโทนสีที่สมาชิกภายในครอบครัวชอบ เพราะสีสันถือเป็นพลังงานที่มีผลกระทบกับผู้อยู่อาศัยน้อยกว่ากระแสอากาศมาก หากเลือกสีสันที่ชอบจะเป็นผลดีในเชิงจิตใจมากกว่า ทั้งนี้ ยังสามารถตกแต่งห้องนั่งเล่นให้เน้นความสัมพันธ์ประจำปีได้ โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ อยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ควรนำต้นไม้ที่มีใบชนิดแช่น้ำไปตั้งอยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

เมื่อทราบถึงของแต่งห้องอันเป็นมงคลต่อชีวิตแล้ว ก็อยากให้ทราบถึงของที่ไม่ควรนำมาแต่งห้อง ได้แก่ ภาพวาด หรือลวดลายพื้นกระเบื้อง ผ้าม่านหรือพรมที่เป็นรูป “งู” เพราะงูเป็นสัญลักษณ์ของความอาฆาต ซึ่งส่งผลให้หมกมุ่นอยู่กับอารมณ์โกรธ และยังเป็นเครื่องหมายของตัณหาราคะ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นฝักใฝ่แต่เรื่องโลกีย์

ส่วนคนที่ชื่นชอบ “นาฬิกาทราย” ชอบได้ แต่อย่านำมาไว้ที่ห้องจะดีกว่า เพราะนาฬิกาทรายจะมีลักษณะของการไหลเวียนอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นต้องเผชิญกับการงาน หน้าที่ต่างๆ รวมทั้งภารกิจอันหนักอึ้ง ทำให้เหนื่อยและต้องทำอย่างรีบเร่งจนไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างสุขสบายเลย

หากใครชอบแก้บนด้วย “ม้าลาย” ก็ให้ใช้เฉพาะกับการแก้บน หรือทำอย่างอื่น แต่ไม่ควรนำมาแต่งห้อง เพราะจะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยและคนร่วมห้องมีแต่เรื่องแตกแยกกัน และจะไม่มีโชคลาภเข้ามาหาเลย

ของตกแต่งห้องที่เป็นรูป “จระเข้” ก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ซึ่งจะทำให้อับโชค และมีคนคอยคิดมุ่งร้ายต่อคุณและคนในครอบครัว

สุดท้ายคือของแต่งห้องรูป “หนู” ไม่ควรนำมาแต่งห้อง เพราะมีความหมายไม่เป็นมงคลเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้ถูกหักหลัง หรือถูกหลอกลวงจากคนนอกที่อาจมาฉกฉวยโอกาสหาผลประโยชน์เอาเปรียบได้ง่าย

แนะนำกันพอสังเขป สำหรับในชีวิตจริงไม่ว่าจะอาศัยอยู่ชั้นใดของคอนโดฯ ก็ตาม หากปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว สิ่งไม่ดีทั้งหลายจะแพ้ไปเอง พึงระวังการนำของตกแต่งที่ไม่ดีออกไป เพื่อมงคลแก่ชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการทำความดีคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะต่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแค่ไหน แต่ถ้าในแต่ละวันปล่อยจิต ละเลยใจ ชีวิตก็จะพบแต่ความยุ่งเหยิง

คอลัมน์ ฮวงจุ้ย
เรื่อง บรรเจิด

[...]

รถไฟฟ้า”แอร์พอร์ตเรลลิงก์” 15 นาที จาก”พญาไท”ถึง”สุวรรณภูมิ”



วินาทีนี้สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องไปที่โครงการ “แอร์พอร์ตเรลลิงก์” รถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง ติดตามอย่างใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง วันที่ได้สัมผัสและใช้บริการของจริง หลังลุ้น จนเหนื่อย กับโครงการที่ดีเลย์มาแรมปี

ได้รับการยืนยันจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เจ้าของโปรเจกต์ สรุปได้ว่ารถไฟฟ้าสายใหม่เอี่ยมอ่องนี้จะได้ฤกษ์ เปิดหวูดให้บริการได้ภายในปี 2552 อย่างแน่นอน ขอให้อดใจรออีกสักนิด

หากหลับตาแล้วลบภาพฉาวโฉ่และปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าจนเป็นเหตุให้โครงการล่าช้า นับว่ารถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตเรลลิงก์เป็นรถไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ด้วยคุณสมบัติที่เป็นโครงข่ายเชื่อมการเดินทางระหว่างในเมือง และนอกเมืองเข้าด้วยกันได้ง่ายและรวดเร็วทันใจ เปิดมิติใหม่การเดินทางให้หลากหลายสไตล์

โดยเฉพาะการบริการที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ไปใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ที่สามารถเชื่อมโยง กับใจกลางเมืองได้โดยง่ายและตรงต่อเวลา เป็นตัวช่วยหนึ่งในการล้างภาพรถติดบนท้องถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติสุวรรรณภูมิ ที่หนาแน่นทุกพื้นที่ให้บรรเทาทุเลาลงได้บ้าง

โครงการนี้ ร.ฟ.ท. ทุ่มงบประมาณก่อสร้าง 2.6 หมื่นล้านบาท เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2548 สมัยรัฐบาลไทยรักไทย

ปัจจุบัน ร.ฟ.ท.ใช้เวลาก่อสร้างเข้าสู่ปีที่ 4 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะมีการขยายเวลาให้ผู้รับเหมากลุ่มกิจการร่วมค้าซิโน-ไทยฯ ออกไปอีกถึงสองครั้งสองครา กำหนดเดิมต้องเสร็จและเปิดให้บริการปี 2550 ที่ผ่านมา

ตามตารางงานที่ปรับใหม่ เดตไลน์งานก่อสร้างจะเสร็จวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 ล่าสุดงานก่อสร้างคืบหน้า 86% ยังเหลือเก็บตกงานตกแต่งเล็กๆ น้อยๆภายในสถานีและติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ

จากนั้นจะใช้เวลาทดสอบระบบอีก 90 วัน แต่ ร.ฟ.ท.กระซิบว่า ถ้าจะให้พร้อมสมบูรณ์แบบของจริงและให้มั่นใจสุดๆ ต้องปลายปี 2552

เพราะเป็นครั้งแรกของคน ร.ฟ.ท.กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำไปจากรถไฟไทยปัจจุบัน อะไรๆ จึงยังไม่ค่อยลงตัว ทั้งเรื่องการเดินรถไฟฟ้าจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารเอง หรือคน ร.ฟ.ท.จะทำหน้าที่เป็นพลขับเอง

ตลอดระยะทาง 28 กิโลเมตร รูปแบบโครงสร้างของ “แอร์พอร์ตเรลลิงก์” ถูกออกแบบเป็นทางคู่ยกระดับสูง 22 เมตร แนวเส้นทางจะขนานไปตามแนวเส้นทางรถไฟสายตะวันออก จากนั้นมาลดระดับลงก่อนเข้าสู่สถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นทางวิ่งระดับพื้นดิน และลดระดับลงสู่ใต้ดินที่สถานีสุวรรณภูมิใต้อาคาร ผู้โดยสาร

ส่วนระบบรถไฟฟ้าที่นำมาวิ่ง ผลิตโดย “ซีเมนส์” ที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกไปจากรถไฟฟ้าบีทีเอสเล็กน้อย วิ่งด้วยอัตราความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนรางระบบ Standard Gauge ขนาด 1.435 เมตร

แต่ที่แตกต่างไปกว่านั้น “แอร์พอร์ตเรลลิงก์” เป็นโครงการแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนรถไฟฟ้าเป็นแบบรับกระแสไฟฟ้าสลับแรงดันสูง ขนาด 25 KV จากสายส่งด้านบน ต่างจากโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนรถไฟฟ้าแบบกระแสไฟตรงแรงดันขนาด 750 V จากรางจ่ายไฟฟ้าด้านล่าง

มีระบบการเดินรถ 2 ระบบให้เลือก แยกสีชัดเจน คือ ระบบรถไฟด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ SA-Express ตัวรถไฟฟ้าจะเป็นสีแดง เป็นระบบรถไฟฟ้าด่วนเชื่อมระหว่างสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยาน ในเมือง หรือชื่อทางการที่เรียกว่า “City Air Terminal” หรือ CAT ที่สถานีมักกะสัน ซึ่งเป็นสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง สถานีแห่งเดียวที่ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระ Check-in เข้าสู่บริการขนถ่ายสัมภาระไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้โดยสะดวก ไม่ต้องหอบหิ้วไปถึง สนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการหลังจาก Check-in แล้ว กระเป๋าเดินทางจะถูกส่งเข้าระบบขนส่งกระเป๋าเดินทางไปกับตู้รถขนกระเป๋าเดินทาง ของขบวนรถไฟฟ้าด่านท่าอากาศยาน เพื่อส่งต่อไปยังระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าเดินทางหลักภายในท่าอากาศยาน ซึ่งจะแยกบรรจุ ขึ้นเครื่องบินต่อไป

รถด่วนขบวนนี้ให้บริการผู้โดยสารด้วยรถไฟฟ้าปรับอากาศความเร็วสูง วิ่งตรงจากสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทางที่สุวรรณภูมิ โดยไม่จอดแวะรายทาง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที มีรถไฟฟ้าให้บริการ จำนวน 4 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้โดยสาร อัตราค่าโดยสาร 100 บาท/เที่ยว เปิดให้บริการทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. ผู้ใช้บริการ 13,000 คนต่อวัน

อีกระบบเป็นรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ SA-City Line ตัวรถไฟฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม เป็นระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการควบคู่ ไปกับรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นทางเลือกหนึ่งไว้บริการสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายแพงและอาศัยอยู่ตามรายทางของแต่ละสถานี

ให้บริการระหว่างสถานีพญาไท ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสและสถานีปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะจอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานี 6 สถานี คือ ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง ก่อนสู่ปลายทางที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที

มีรถไฟให้บริการทั้งสิ้น 5 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท บวกเพิ่มอีก 1 บาทต่อกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลของสถานีปลายทางที่ต้องการจะไป เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความถี่จะลดลงในช่วงเวลา 01.00-05.00 น. เพราะคนใช้น้อย จาก 15 นาที เป็นให้บริการทุก 30 นาที ยอดผู้ใช้บริการ 1.13 แสนคนต่อวัน

ทุกวันนี้แม้รถไฟฟ้าสายนี้ยังไม่เปิดให้บริการ แต่คนไปตั้งหลักปักฐานรอล่วงหน้าแล้วอย่างหนาแน่นทุกจุดของสถานีที่รถไฟฟ้าสายนี้ แวะจอด

คอลัมน์ Update Project

[...]

ศักยภาพ “ตระกูลถั่ว”



ถ้าให้เลือกของว่างยามเหงาปากอย่างหนึ่ง เชื่อเลยว่า อาหารจำพวก “ถั่ว” ต้องติดอยู่ในสารบบด้วย

ปัจจุบันถั่วมีให้เลือกกินหลากหลายประเภทที่ มีทั้งกินทั้งฝักทั้งเปลือก (beans) และถั่วเปลือกแข็ง (nuts) ล้วนแต่เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยประโยชน์ ทั้งลดคอเลสเตอรอล ป้องกันมะเร็ง ลดความอ้วน หนีเบาหวาน และที่ดีที่สุดคือที่ “หัวใจ”

ไม่ใช่เพราะถั่วช่วยบรรเทาอาการอกหัก แต่ถั่วเม็ดเล็กๆ นี้จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้

ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันมาจากหลายสำนักวิจัยและ สถานศึกษาจากทั่วโลกที่มีความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถั่วและพืชตระกูลถั่วจะมีใยอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล หรือไขมันชนิดเลวได้ รวมทั้งยังมีแร่ธาตุสำคัญอีกนานาชนิดที่จะเป็นตัวป้องกันไม่ให้โรคหัวใจเข้ามากล้ำกราย แค่กินถั่วกันวันละ 1 กำมือเท่านั้น

มาดูกันว่า แต่ละถั่วมีความสามารถอะไรบ้าง

เริ่มจาก “อัลมอนด์” ถั่วระดับหัวแถวที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ และยังได้รับการยกย่องให้เป็น “องครักษ์พิทักษ์หัวใจ” อีกด้วย

ผลการวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั้งในยุโรปและอเมริกายัง พบว่า กินอัลมอนด์เพียงวันละ 1-2 หยิบมือ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเบาหวานได้ถึง 30-50%

นั่นเป็นเพราะถั่วสัญชาติฝรั่งชนิดนี้อุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สามารถไปเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ลดระดับไขมันเลว (LDL) ได้ ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเป็น โรคหัวใจได้

อีกทั้งยังมีโปรตีน ซีลีเนียม วิตามินอี และโอเมก้า 3 ช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่สึกหรอ ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย ทั้งยังมีแคลเซียมสูงทัดเทียมกับนม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และมีไฟเบอร์ป้องกันมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ที่สำคัญไม่ทำให้อ้วนด้วย

“ถั่วลิสง” ของคุ้นเคยในบ้านเราที่มีคุณสมบัติดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าถั่วจากประเทศนอก ด้วยมีการพบว่า หากกินถั่วลิสงเป็นประจำจะช่วยลดไขมันเลวได้มากถึงเกือบ 24% ช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจได้ อีกทั้งยังมีโปรตีน โพแทสเซียมช่วยควบคุมระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวแข็งแรง ช่วยระบบเผาผลาญอาหาร

“เม็ดมะม่วงหิมพานต์” มีแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งแมกนีเซียม ทองแดง ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก

“เกาลัด” หรือ “เชสนัต” ถั่วชนิดนี้เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต มีวิตามินซี บี 6 กรด โฟเลต โพแทสเซียม เกาลัดดิบมีกรดแทนนิกสูง ทำให้อาหารไม่ย่อย จึงควรทำให้สุกก่อน รับประทาน

“พิสตาชิโอ” มีวิตามินเอ ไฟเบอร์ ทองแดง แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินบี ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และมีไขมันดีป้องกันการเป็นโรคหัวใจ

“ฮาเซลนัต” ถั่วหวานที่มีวิตามินอี ซีลีเนียม ป้องกันการแก่ก่อนวัย ช่วยควบคุมการผลิต เม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงได้

“วอลนัต” ถั่วกลิ่นแรงที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และไขมันดีป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และโรคหัวใจ

นักโภชนาการแนะว่า กินวอลนัตสักหนึ่งหยิบมือได้คุณค่าเท่ากับกินปลาแซลมอนถึง 3 ออนซ์

“ไพน์นัต” มีวิตามินเอและซี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และที่ขาดไม่ได้คือ ไขมันดีป้องกันโรคหัวใจ

นี่แหละ ศักยภาพของพี่น้องตระกูลถั่ว เม็ดเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว อย่าบอกใคร !!

คราวหน้าลองเปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวแสนโปรด มาเป็นถั่วซัก 1 กำมือ รับรองว่าได้ประโยชน์เหลือเฟือ

คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์

[...]

เร่งผลักดันกฎหมาย เพื่อยกระดับ “ร้านอาหารไทย”


ประมาณการเบื้องต้นว่า ในปี 2551 ธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดรวมภายในประเทศถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงมากและมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ หากผู้ประกอบการร้านไทยมีการพัฒนา ทั้งในเรื่อง ระบบการบริหารจัดการ และระบบมาตรฐาน

ปวรวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงสถานการณ์ร้านอาหารไทยปัจจุบันว่า กิจการร้านอาหารในประเทศไทยปัจจุบันนั้นยังขาดกฎหมายที่เข้มแข็งชัดเจนในการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานด้านคุณสมบัติของร้านอาหารที่อนุญาตให้เปิดได้ กระบวนการเตรียมอาหาร การปรุง การจัดการธุรกิจร้านอาหารอย่างเป็นระบบ สมาคมและชมรมร้านอาหารต่างๆ ซึ่งมีเครือข่ายทั่วประเทศเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จึงเร่งผลักดันให้เกิดกฎหมายภายในปี 2553 ตามมาตรฐานสากล ได้แก่ 1.food safety ความปลอดภัยของอาหารที่ลูกค้ารับประทานจากร้านนั้น 2.quality คุณภาพในที่นี้กินความถึงการบริหารจัดการรวมทั้งความอร่อย 3.service การให้บริการที่ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจ ประทับใจ โดยจะทำมาตรฐานในร้านอาหารทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 50 ตารางเมตร ระดับพื้นที่ 50-200 ตารางเมตร และระดับพื้นที่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งในประเทศไทยมีถึง 200,000 ผู้ประกอบการ แต่มีเพียงไม่ถึง 10,000 ผู้ประกอบการที่มีความรู้ ไม่ว่าจะด้านการเลือกวัตถุดิบ การปรุง ซึ่งคุณภาพของอาหารที่ได้มาตรฐานจะอยู่ในร้านสำหรับลูกค้าระดับสูง”

“ผู้ที่จะทำธุรกิจร้านอาหารควรมีความรู้ทั้งด้านการบริหารจัดการร้าน การบริหารทรัพยากรบุคคล และความรู้ด้านกระบวนการการทำอาหารตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุง การบริการ มิฉะนั้นก็ควรเลือกผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้านเพื่อทำหน้าที่แต่ละอย่างได้สมบูรณ์ เพราะการเปิดเสรีให้เปิดร้านอาหารในไทย ทำให้ธุรกิจนี้มีคู่แข่งจำนวนมาก หากไม่สร้างความแตกต่าง สร้างจุดขาย หรือมาตรฐานของร้านให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้

หากมองในแง่การสร้างจุดขายในระดับสากล อาหารไทยยังคงมี positioning ที่ความเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีส่วนประกอบที่เป็นสมุนไพรในอาหาร หากร้านอาหารไทยบริหารด้วยคนไทยอย่างแท้จริง ก็ควรสร้างเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทยให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไม่ว่าบุคลากรในร้านจะเป็นคนเชื้อชาติใดก็ตาม อาทิ การแต่งชุดไทย บรรยากาศ การตกแต่งร้าน” ปวรวรรณกล่าวและว่าประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำอาเซียนได้ และการดำเนินกิจการร้านอาหารจะต้องทำให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของ ผู้บริโภค ก่อให้เกิด know how เน้น การจัดการด้านภาครัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งในประเทศเสียก่อน ร้านอาหารไทยจึงจะสามารถแพร่ขยายและเป็นธุรกิจที่ เข้มแข็งได้ในต่างประเทศ

ทั้งนี้สมาคมภัตตาคารไทยเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนายกระดับร้านอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ในงาน Food & Hotel Thailand 2008 มีการจัดสัมมนา หัวข้อ “มาตรฐานร้านอาหารไทยสู่สากล” ณ ห้องประชุมฟังก์ชั่น รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ในวันศุกร์ที่ 19 และเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551 เวลา 09.00-18.00 น. ผู้ประกอบการ ร้านอาหารจะได้รับความรู้ทั้งในเรื่องของ วิธีสร้างมาตรฐานให้ก้าวสู่ตลาดสากล เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการ เพิ่มความสามารถในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อเตรียมสังคมไทยให้ก้าวงสู่สังคมแห่งการมีร้านอาหารมาตรฐานและปูพื้นฐานสู่การ ขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายระดับชาติ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tra-thailand.com

[...]

“ห้องแล็บ” ในร้านอาหาร จับการทดลองใส่จาน



คุณจะเชื่อและไว้ใจอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการเชื่อจากสิ่งที่เห็นผ่านภาพยนตร์โฆษณา กับการเชื่อในสิ่งที่สัมผัสจากการได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ วันนี้ ดูเหมือนว่าคนกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโต

ซึ่งนักการตลาดจัดประเภทผู้บริโภคกลุ่มนี้ว่า trysumer และให้คำจำกัดความว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ และต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากการใช้สินค้าและบริการ

ว่ากันว่า 2 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของ tryvertising โฆษณาที่ว่าด้วยการให้ทดลองใช้สินค้าและบริการ ซึ่งเติบโตขึ้นในระดับเท่าตัว ถือเป็นภาพสะท้อนของการเติบโตของผู้บริโภคกลุ่มที่ว่าได้เป็นอย่างดี

กระทั่ง “ไนกี้” ก็ยังกระโดดมาเล่นในตลาดนี้ โดยมี “ไนกี้ เทรล แวน” รถตู้ซึ่งบรรจุรองเท้ากว่า 1,000 คู่ ตระเวนไปในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ซึ่งพร้อมให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ โดยจะตระเวนไปในสถานที่ที่รวมเหล่านักวิ่ง รวมไปถึงสนามแข่งขันต่างๆ

ไม่เพียงการโฆษณาในลักษณะนี้ การเปิดโอกาสให้ลูกค้า เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้สินค้าและบริการยังเป็นอีกหัวใจสำคัญ ที่แบรนด์หรือสินค้านั้นๆ จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเยอรมนี ที่ชื่อว่า Geschmackslabor เป็นภาษาเยอรมันที่แปลเป็นไทยได้ว่า ห้องปฏิบัติการด้านรสชาติของเยอรมัน ก็เลือกการสร้างการมีส่วนร่วมจากลูกค้าเป็นกิมมิกในการขาย

แม้ในชื่อจะมีคำว่าห้องปฏิบัติการก็ไม่ได้ความว่าที่นี่จะเสิร์ฟอาหารในหลอดทดลอง แต่หมายถึงการให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการทดลองปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหาร ผ่านน้ำมันสกัดบริสุทธิ์ที่มีกลิ่นต่างๆ ตั้งแต่กลิ่นของกาแฟ

อราบิก้า โรสแมรี่ มะละกอ ไปจนกระทั่งกลิ่นมะพร้าว ที่บรรจุอยู่ในหลอดทดลอง โดยเมื่อได้รับอาหารจานที่สั่งแล้วลูกค้าสามารถปรุงแต่งกลิ่นรส ให้อร่อยในแบบฉบับของตัวเองได้

ไม่ต้องกลัวว่าอาหารที่ปรุงจะเละเทะและกินไม่ได้ เพราะทุกครั้งก่อนเสิร์ฟอาหาร ลูกค้าที่เข้ามานั่งที่โต๊ะจะได้รับขนมปังเปล่า หร้อมน้ำมันสกัดกลิ่น รส ต่างๆ ให้ลองชิมก่อนจะปรุงจริงโดยจะคิดค่าน้ำมันสกัดประมาณ 4.00-5.50 ยูโรต่อ 100 มิลลิลิตร ส่วนถ้าใครไม่ชอบและอยากกินอาหารรสชาติปกติตามที่เขาเสิร์ฟมาแล้ว เขาก็ไม่ว่าอะไร

ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจร้านอาหารคนหนึ่ง แสดงความคิดเห็นไว้ในบทความหลังจากไปทดลองชิมอาหารที่ร้านนี้ว่า “การเติมน้ำมันลงไปในอาหารอาจจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับลูกค้าทุกคน แต่มุมมองการเสิร์ฟแบบ DIY ของร้านนี้ คือการยกระดับประสบการณ์ในการกิน และเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจของลูกค้ามากไปกว่าการปรุงอาหารตามที่ตัวเองต้องการ โดยบนโต๊ะมีแต่ซอสมะเขือเทศและซอสพริก”

ในโลกยุคที่เต็มไปด้วยลูกค้านักทดลอง นี่เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ !!

คอลัมน์ Biz OOps !
โดย Why U Why

[...]

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ยิ่งเล็กยิ่งขายดี



ขนมไหว้พระจันทร์ สำหรับบางคนอาจจะมีโอกาสเพียงแค่ปีละครั้ง แล้วก็หายไปจากตลาด บางคนอาจจะมีชื่อเสียงมายาวนาน แต่หากกลยุทธ์การตลาดที่ไม่ทันกับสถานการณ์ก็มีสิทธิปิดตัวไปในที่สุด

วันนี้คนที่ชื่นชอบรสชาติของขนมไหว้พระจันทร์ เชื่อว่าจะต้องมีจำนวนหนึ่งที่รู้จักกับขนมไหว้พระจันทร์ของบ้านกอไผ่ เพราะอยู่ในแวดวงของตลาดขนมไหว้พระจันทร์เป็นปีที่ 10 แล้ว

ธรรมนูญ สุภานุรัตน์ หุ้นส่วน ร้านบ้านกอไผ่ บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ราว 2542 บ้านกอไผ่เป็นขนมไหว้พระจันทร์รายเดียวที่แหวกตลาดที่สุด โดยการฉีกกฎของความเชื่อในเรื่องขนมไหว้พระจันทร์ ที่ว่าต้องมีไส้เพียงแค่ 4 ไส้เท่านั้น คือ โหงวยิ้ง ทุเรียน เม็ดบัว และถั่วแดง

พอทำของใหม่ ไส้ใหม่ เช่น พุทราจีน ต้มยำกุ้ง ขิงหอมผสมน้ำผึ้ง ก็จะมีเสียงตอบรับจากผู้ทำดั้งเดิมและจากลูกค้าในหลายๆ แง่มุมด้วยกัน

เช่น “จะทำไปทำไม ไม่มีใครเขาทำกัน” หรือ “แปลกดี” หรือ “อร่อยดีนะ”

แต่จะเป็นแบบไหน ผู้ประกอบการต่างก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์คำพูดเหล่านั้น

เพราะองค์ประกอบของธุรกิจ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความแปลกใหม่แล้วเหมาว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ต้องรู้อย่างหนึ่งด้วยว่า ขนมไหว้พระจันทร์นั้น ขายได้ขายดีก็เฉพาะช่วงเทศกาล จึงทำให้มีคนทดลอง เข้ามาในตลาดเรื่อยๆ

และบ้านกอไผ่เองก็ต้องพิสูจน์ด้วยหลากหลายวิธี

นอกเหลือจากความแปลกใหม่ของไส้ แล้วมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

ประการแรก คือ เน้นไส้เพื่อสุขภาพ เช่น ไส้ลูกพรุนผสมบีทรูท ไส้ลูกบัวแดงแปะก๋วย ไส้เก๊กฮวยหล่อฮังก๋วย ซึ่งต้องมีความรู้ในเรื่องสมุนไพรและเข้าใจความนิยมของตลาด เช่น ตลาดคนรักสุขภาพกำลังมาแรงสินค้าแนวสุขภาพก็จะขายดี ประการต่อมาก็คือเมื่อมีของใหม่ของแปลกก็จะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก มีเชลล์ชวนชิม มีเปิบพิสดาร มีโอท็อป 5 ดาว มี หมึกแดง มาชิม

ประการต่อมา ก็คือ วัตถุดิบที่ได้จะต้องสดใหม่ ในขณะที่รายใหญ่อาจจะทำสินค้าสต๊อกไว้ค่อนข้างนานเพราะต้องกระจายทั่วประเทศ ในส่วนของรายเล็กก็คือเน้นเร็ว สดสะอาด วัตถุดิบมีคุณภาพ และรสชาติดี

ดังนั้นในปี 2542-2545 จึงนำไส้ใหม่กับความแปลกใหม่บวกกับกลยุทธ์ปากต่อปากฝ่าฟันตลาดไปได้ดี

จนในปี 2548 บ้านกอไผ่ ก็มีมูฟเมนต์ใหม่ๆ ออกมาอีก เช่น การมีแนวคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนเรื่องอาหาร และมีร้านอาหารที่ซอยประชาอุทิศ

ปีกว่าก็พบว่า ธุรกิจอาจจะไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ก็ดึงดูดความสนใจของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

จนในปี 2549 บ้านกอไผ่ ออกไส้ใหม่พร้อมกับย้ายร้านไปเปิดที่ถนนรามคำแหง ซอย 24/3 และออกโปรดักต์ใหม่ คือร้านบะหมี่ รับทำบะหมี่คุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นๆ พร้อมกับขายขนมไหว้พระจันทร์ไปในตัว

ในครั้งนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะนำเอาวิชาบะหมี่ ซึ่งเรียนรู้มาจากต้นตำหรับคือ จีน และญี่ปุ่นมาทำตลาดผ่านช่องทางซูเปอร์ มาร์เก็ตต่างๆ

แต่ก็พบว่า สำหรับเมืองไทย คนไทยไม่นิยมปรุงบะหมี่กินเองที่บ้าน แถมคนไทยยังมองหาบะหมี่ได้จากทุกๆ ที่

“พอเลี้ยงตัวได้ แต่ขยายไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ปรับเป็นลักษณะขายส่งให้กับร้านบะหมี่ที่มารับไปมากกว่า”

แต่ก็พอมีอะไรให้สื่อได้ประหลาดใจ แถมยังเป็นมูฟเมนต์ใหม่ๆ ของบ้านกอไผ่ ที่เตรียมจะขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ อีกด้วย

ในขณะที่มีรายใหม่เข้ามาทุกปี และก็มีรายเก่าล้มหายตายจากไปทุกปี

สำหรับวันนี้บ้านกอไผ่ ถ้าเทียบกับคู่แข่งในลักษณะของสินค้าประเภทเดียวกัน และชนกันในห้าง คือ เชียงการีลา กับบ้านกอไผ่ เขาบอกว่าเป็นเบอร์ 2 จากเมื่อก่อน อยู่อันดับ ติดโหล่คือสิบกว่าๆ

“เชียงการีลา มียอดขายที่นำโด่ง จากการคัดวัตถุดิบชั้นดี และจ้างเซลประจำตู้ ทำให้สินค้ามีการจำหน่ายโดยมีคนเชียร์อยู่ตลอด ลูกค้าที่เคยใช้บริการก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

เชียงการีลาติดอันดับหนี่งจากตู้ที่มีจำหน่ายในทุกที่ทั่วประเทศ

ส่วนบ้านกอไผ่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ใช้วิธีขายขาดเข้าโลตัส จัสโก้ คาร์ฟูร์ เอ็มโพเรียม

สิ่งที่ดิสเคานต์สโตร์ต้องการจากเจ้าของสินค้าก็คือ สินค้ามีคุณภาพ ราคาถูกและ สิ่งที่แถมมาก็คือ ถ้ามีการประชาสัมพันธ์ให้สินค้าของคุณเป็นที่รู้จัก ก็น่าจะดึงดูดลูกค้ามาได้ เป็นการพบกันครึ่งทาง

วันนี้บ้านกอไผ่ ออกสินค้าตัวใหม่ก็คือ ขนมไหว้พระจันทร์ ไซซ์มินิ ขายง่ายขึ้น ราคาชิ้นละ 15-55 บาท (รังนกแปะก๋วย) กินสะดวกสำหรับคนออฟฟิศ

“เพราะเศรษฐกิจไม่ดี การทำไซซ์เล็ก ราคาก็เล็กลง เหมาะกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่”

และได้ผลตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน

“เรามีออร์เดอร์ ตัวเล็ก 4-5 หมื่นแพ็กแล้ว”

นอกจากนี้ ขนมไซซ์เล็กยังมีอายุของการใช้ได้นานกว่า หลายโอกาสมากกว่า เช่นขายในช่องแคทอริ่ง รับจัดเลี้ยง เป็นขนมรับประทานกับกาแฟก็ได้ ยิ่งจะทำให้ขนมไหว้พระจันทร์ได้รับความนิยมนานขึ้น

ส่วนกลยุทธ์อื่นๆก็คือ การประชาสัมพันธ์โดยการลงพื้นที่ขายเอง

ถ้าวันไหนเจ้าของร้านลงขายเอง มีคนรู้จักจากทีวี คนจะมาอุดหนุนมากเป็นพิเศษ

“ถ้าขายเอง บางทีได้วันละแสนก็มี”

เพราะคนรู้สึกว่าได้รู้จักกับเจ้าของสินค้า ยิ่งได้รับการแนะนำก็จะยิ่งซื้อง่ายขึ้น ทุกวันนี้ เจ้าของร้านจะต้องไปเยี่ยมเยียนทุกสาขา ทุกวัน สาขาละสองชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าประจำเห็นหน้า ยิ่งบางคนเป็นแฟนประจำกันมานานก็จะถามเลยว่า เจ้าของร้านจะมาวันไหน เพราะจะมาอุดหนุนในวันนั้น

โดยเฉพาะสาขาที่เดอะมอลล์ท่าพระ เป็นสาขาที่ขายดี คนมีกำลังซื้อ และเป็นสาขาที่ขายได้มากในเทศกาลนี้

สำหรับธุรกิจล่าสุด บ้านกอไผ่ เตรียมออกสบู่แฮนด์เมดตามวันเกิดที่วางแผนจะเปิดตลาดในเร็วๆ นี้

ตลาดใหม่กับมูฟเมนต์ใหม่ ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะทำให้บ้านกอไผ่ ยังอยู่ในความสนใจของผู้คนต่อไป

[...]

ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ “ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเป็นผู้ให้”



อาจเป็นเพราะไม่ได้จบทางด้านบริการจัดการทรัพยากรมนุษย์โดยตรง จึงไม่ได้เดินตามตำราแต่พยายามศึกษาเรื่องต่างๆ เพื่อตอบคำถามตัวเอง มุมมองในการบริหารจัดการคนของ “ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงแตกต่างจากคนอื่นจนได้ชื่อว่าเป็นนักพัฒนากลยุทธ์ HR ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง

เส้นทางชีวิตของ “ดร.ทรรศนะ” มุ่งสู่ถนนสายการเงินตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงด็อกเตอร์ หลังจากนั้นก็ยังได้ไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกับบริษัทเอกชน ณ สิงคโปร์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประสบการณ์ทำให้เขาเรียนรู้ว่า “คน” สำคัญอย่างไร

โดยปกติ ดร.ทรรศนะเป็นคนที่ชอบคิด ชอบฝัน ชอบหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งในช่วงเรียนปริญญาเอกได้เน้นไปทางด้านการพัฒนากลยุทธ์ เพราะเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกบริษัทต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดเวลา

พอมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ได้รับเชิญไปพูดที่โน่นที่นี่ตลอดเวลาก็รู้สึกชอบ เพราะคำว่า “ครู” มันกว้างมาก ไม่ได้สอนแค่เด็กนักเรียนอย่างเดียว อาจจะสอนในบริษัทต่างๆ ด้วย ก็เลยคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเป็นผู้ให้ก็ดีเหมือนกัน

และความรู้สึกจะยิ่งดีมากขึ้น เมื่อเห็นลูกศิษย์ เห็นคนที่เข้าร่วมฟังสัมมนาประสบความสำเร็จ เพราะนั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้รู้ว่าเราเดินมาถูกทาง เป็นเสมือน KPI ชี้วัดความสำเร็จในการทำงานของเรา

“วันนี้บริษัทลงทุนซื้อเทคโนโลยีใหม่มา อีก 6 เดือนบริษัทคู่แข่งก็มีเท่าคุณ แต่สิ่งที่สามารถพัฒนาได้มากเกินกว่าความคาดหวัง แล้วไม่ได้ลงทุนมากมายคือทุนมนุษย์”

และนี่คือเหตุผลที่ “ดร.ทรรศนะ” หันมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนพบว่าสมองของคนจะจำตัวอย่างไม่จำทฤษฎี ฉะนั้นทุกครั้งที่เปิดเวทีถ่ายทอดความรู้ หรือสอนนักศึกษาในห้อง เขาจึงเลือกที่จะให้ทุกคนคิดตาม

“การยิงตัวอย่างเยอะๆ ผู้ฟังจะคิดตาม แล้วไม่เครียด พอไม่เครียดสมองก็เปิดรับได้เต็มที่ ทุกคนในห้องจะสนุกและพัฒนาไปพร้อมกัน”

แม้ชีวิตจะเจออะไรมามากมาย แต่ นักวิชาการหนุ่มคนนี้ก็เป็นอีกคนที่เชื่อทฤษฎีเรื่องการมองบวก เขามองว่าวิธีคิดเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องฝึกตั้งแต่วันนี้ ถ้าทุกคนลองมองโลกอีกแบบหนึ่ง โลกก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วทุกคนจะสามารถเดินต่อไปถึงเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงกลยุทธ์ คิดเป็นระบบได้ในที่สุด

แต่ถ้าเมื่อใดที่คิดแต่ลบจะเหมือนรถยนต์ที่ยูเทิร์นกลับตลอดเวลา ตรงนี้ก็ไม่ใช่ ตรงนั้นก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นของทุนมนุษย์หลายอย่างจึงเริ่มมาจากการคิดบวก เป็นการคิดเชิงสร้างสรรค์ เน้นที่ not thinking negative

การคิดลบเหมือนการเอาขยะมาใส่ในใจ แล้วคนที่ไม่ดีที่สุดคือตัวเราเอง พอคิดลบทุกอย่างก็ไม่ดีไปหมด การทำงานก็แย่ลง แรงต่อต้านก็มีมากขึ้น ถ้าในองค์กรมีคนลักษณะนี้อยู่เยอะองค์กรก็แย่

วิธีคิดอีกเรื่องหนึ่งที่ “ดร.ทรรศนะ” เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยน นั่นคือ การที่คนเราใช้เวลาทั้งชีวิตแก้จุดอ่อน แต่ใช้เวลาน้อยมากในการพัฒนาจุดแข็ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าการไล่ปิดจุดอ่อนทำดีแค่ไหนก็แค่เสมอตัว แต่เมื่อถามแต่ละคนว่ามีจุดแข็งอะไร ทุกคนตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร นั่นคือคุณลืมทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ดีที่สุด

ทุกคนมักเชื่อว่าทีมที่ดีคือการที่ทุกคนพยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งจริงๆ แล้วผิด ทีมที่ดีคือการหยิบข้อดีของแต่ละคนมาช่วยเหลือกัน เพราะฉะนั้นการหาจุดแข็งเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจของการพัฒนา HR ในยุคปัจจุบัน

แต่ทว่าองค์กรต่างๆ ก็ยังอยู่ในวังวนของการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้จุดอ่อนของพนักงาน แทนที่จะไปพัฒนาจุดแข็งของพนักงานแต่ละคน

ทุกองค์กรมักจะมองว่าวันนี้บุคลากรเขาขาดอะไร ขาดทักษะด้านไหนก็เติมเต็ม แต่ไม่ได้ดึงสิ่งที่เขาเก่งอยู่แล้วให้เก่งขึ้นไปอีก

และนี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเทิร์น โอเวอร์ในหลายองค์กรสูง เพราะเมื่อใดที่พนักงานไม่ได้ใช้จุดที่เขาเก่งที่สุดในองค์กร เขาก็ไป องค์กรจะสูญเสียคนเก่ง เพราะสิ่งที่จะดึงคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว แต่เป็นเรื่องของการได้ใช้ความสามารถที่เขามี ให้เขาได้มีความสุขกับการทำงาน

และนี่คือที่มาของคำว่า Put the right man on the right job.

สัญญาณอย่างหนึ่งที่จะบอกว่าคนคนนั้นมีจุดแข็งอะไร คือเวลาทำอะไรแล้วมี ความสุข ทำสิ่งนั้นแล้วสามารถทำได้ดี ยกตัวอย่างตัวเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วสามารถอธิบายให้คนอื่นเขาฟังได้ดี ก็มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้

มีเรื่องเล่าในหนังสือเล่มหนึ่ง ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มชอบวาดรูปมาก แม้จะไม่มีโอกาสได้เรียนวาดรูป แต่เขาก็ไม่เคยลืมความฝันของตัวเอง ในช่วงที่ทำงานในฟาร์มก็ใช้ใบไม้มาขยี้ให้เป็นสีแล้วระบาย เพราะสีหายากในสมัยนั้น องุ่นใช้แทนสีม่วง ใบไม้แทนสีเขียว

พอเขาอายุ 60 ปี กิจการต่างๆ ไปได้ดี มีลูกหลานเข้ามาดูแลต่อ เขาก็ไม่ลืมพรสวรรค์ที่เขามี กลับไปใช้ชีวิตเป็นศิลปิน แล้ววันนี้เขาได้โชว์ผลงานในนิวยอร์ก 10 กว่าครั้ง เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งของคนคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์เก็บอยู่ข้างในแต่เขาไม่ลืม แล้ววันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาสเขาก็หยิบออกมาใช้

วันนี้ฝ่าย HR ของหลายบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในองค์กร พวกเขาแตกต่างจากคนในเจเนอเรชั่นที่เคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง เด็กยุคใหม่บางคนหาตัวเองเยอะ วิ่งไปหางานที่ตัวเองต้องการ บางคนหาตัวเองยังไม่เจอก็เปลี่ยนงานกันทุกปี ฉะนั้นทางเดียวที่องค์กรจะดึงคนเหล่านี้ไว้ได้ คือจะต้องค้นหา จุดแข็งของเขาให้เจอ แล้วพัฒนาจุดแข็งนั้น

แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องเติมความรู้ให้กับพนักงาน ทักษะบางเรื่องที่จำเป็นก็ต้องมีการเทรนนิ่งหรือใส่เข้าไปตลอดเวลา เพราะความรู้ใหม่ออกมาทุกวัน

วันนี้แม้ “ดร.ทรรศนะ” เลือกที่จะเป็น “ผู้ให้” แต่สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแทบทุกครั้งที่เขาไปสอนหรือเป็นวิทยากรให้ความรู้ เขาก็อยู่ในสถานะของ “ผู้รับ” ในเวลาเดียวกัน

“เวลาที่เราพัฒนาคนอื่นกับเวลาที่พัฒนาตนเองอาจจะเป็นเวลาเดียวกัน เพราะการอ่านหนังสือคนเดียวก็สู้การอ่านหนังสือ แล้วถกเถียงกับเพื่อนไม่ได้ เพราะทุกคนจะมีแง่มุมที่แตกต่างกัน การเรียนยุคใหม่จึงต้องนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะให้นักเรียนไปอ่านหนังสือคนละบท แล้วมาคุยกันในห้อง แต่ละคนเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ร่วมกัน สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็จะเก่งเรื่อง the future of management เพราะมีทั้งเรื่องแนวคิด มุมมองที่สามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรยุคปัจจุบันได้”

นี่คือเหตุผลที่นักพัฒนากลยุทธ์คนนี้ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตนเอง

คอลัมน์ HR Young Blood
โดย เอื้อมพร สิงหกาญจน์ auem@matichon.co.th

[...]