Performancing Metrics

Custom Search

กาแฟไทยทูเดอะเวิรลด์ …แบล็คแคนยอน แตกแล้วโต ที่อินโดนีเซีย



Donate



เป็นการเติบโตแบบช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง สำหรับ “แบล็คแคนยอน” แฟรนไชส์ร้านอาหารและกาแฟสัญชาติไทย ในการแตกกิ่งก้านสาขาในต่างประเทศในรูปแบบของการขายแฟรนไชส์ให้กับนักธุรกิจต่างชาติ โดยในช่วง 4-5 ปีจนถึงปัจจุบันมีการขายแฟรนไชส์ไปแล้วใน 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า กัมพูชา สหรัฐอาหรับเอเมิเรสต์ และอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศหลังสุดนั้น นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการเติบโตและขยายสาขาได้มากที่สุด ถึง 12 สาขา ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษ

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์แบล็คแคนยอน ที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และมีโอกาสได้พูดคุยกับ

Mrs.Dewi Yamayanti มาสเตอร์แฟรนไชส์ แบล็ค แคนยอน ประเทศอินโดนีเซีย ถึงสาเหตุ แรงบันดาลใจ ตลอดจนคีย์ซักเซสสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจแบล็คแคนยอนแฟรนไชส์สัญชาติไทยแท้ๆ ในประเทศอินโดนีเซีย

Mrs.Dewi Yamayanti มาสเตอร์แฟรนไชส์ แบล็คแคนยอน ประเทศอินโดนีเซีย ย้อนอดีตให้ฟังว่า มีโอกาสรู้จักแบล็ค แคนยอน ตอนมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“ครั้งแรกเลยนั้น ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า และได้กลิ่นกาแฟที่หอมมากๆ จนต้องเดินหาว่ากลิ่นกาแฟมาจากไหน พอเจอร้านก็สั่งมาดื่ม จิบแรกก็หลงรัก หลังจากนั้นอีก 5-6 วันที่อยู่เมืองไทย ก็ตระเวนเข้าร้านแบล็คแคนยอนสาขาต่างๆ ทุกวันทั้งมื้อกลางวัน มื้อเย็น พอกลับไปที่อินโดนีเซีย มีเพื่อนของลูกมาปรึกษาอยากจะทำธุรกิจร้านกาแฟ ก็แนะนำไปทันทีว่า ให้เลือกแบล็คแคนยอน…”

จากจุดเริ่มต้น ณ วันนั้น จนถึงเวลานี้ จากที่ลงทุนสาขาแรกที่บาหลี ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ ก็ปรากฏว่า ร้านแบล็คแคนยอน ได้รับความสนใจมากยอดขายในร้านได้รับการตอบรับ ขณะเดียวกันก็

มีนักลงทุนของอินโดนีเซียเอง สนใจติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์ ทำให้เราต้องปรับแผน ขอเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์เร็วกว่าที่กำหนด

“เดิมต้องเปิดให้ได้ 4 สาขา ภายใน 4 ปี ถึงจะได้เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ แต่พอเปิดได้ไม่ถึงปี ก็ฮอตสุด จนทางบริษัทแม่ต้องยอมเพราะเห็นความมุ่งมั่นของเรา ตลอดจนโอกาสที่วิ่งเข้ามา ซึ่งก็เห็นผลชัดเจน เพราะเพียง 2 ปีครึ่ง ก็สามารถขยายได้ถึง 12 สาขา และยังมีแผนขยายสาขาต่อเนื่องอีก โดยจากนี้ไปจนถึงปี 2552 จะเปิดอีก 12 สาขา เท่ากับว่า ระยะเวลา 1 ปี สามารถเปิดเพิ่มได้เท่าตัว”

ซึ่งสาเหตุที่แบล็คแคนยอนได้รับการตอบที่ดีนั้น Mrs.Dewi Yamayanti อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์และมุมมองในการเลือกโลเกชั่นในการเปิดสาขา ที่ไม่ได้เลือกเปิดในจาการ์ตา เป็นสาขาแรก แต่ว่าไปเลือกเปิดสาขาในเมืองเล็กๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว

“จาการ์ตา เป็นเมืองใหญ่ คนเยอะก็จริงๆ แต่ต้องยอมรับว่า คู่แข่งที่เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟที่เป็นทั้งอินเตอร์และโลคอลแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็เยอะเช่นกัน ถ้าเราตัดสินใจมาเปิด เราก็จม เพราะเป็นแบรนด์ใหม่ แบรนด์เล็ก ที่คนยังไม่รู้จัก ดังนั้นกลยุทธ์ของเราก็คือ ไปเปิดสาขาในเมืองเล็กๆ แต่เลือกเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งคนอินโดนีเซีย และคนต่างชาติไปเที่ยว พอเขาเห็นเรา เข้ามาทานข้าว ดื่มกาแฟ ฯลฯ และเห็นหลายสาขา มากๆเข้าพอมาเปิดในเมืองใหญ่อย่างจาการ์ตาก็ง่ายขึ้นเพราะเขารู้จักเรามาก่อนแล้ว”

ซึ่งกลยุทธ์นี้คล้ายๆ กับ กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เปิดในบาลหลีก่อน จากนั้นก็ไปเมืองสุราบายา บันดุง เซอมารัง ย็อกยาการ์ตา ก่อนถึงค่อยมาเปิดในเมืองใหญ่ ซึ่งพอคิดและทำแบบนี้ก็ประสบความสำเร็จ เพราะสาขาใหม่ในจาการ์ตา ตอนนี้คนแน่นทุกวันเพราะคนอินโดนีเซีย รู้จักแบล็คแคนยอนมาในระดับหนึ่ง และมีนักลงทุนสนใจที่จะขอซื้อแฟรนไชส์ขอเปิดเพิ่มอีก 2-3 สาขาด้วย

นอกจากนั้นการเลือกโลเกชั่นแล้ว คีย์สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวแบล็คแคนยอนเอง ซึ่ง Mrs.Dewi Yamayanti วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะแบล็คแคนยอนที่มีสินค้าให้บริการแบบทูอินวัน

แบรนด์เดียวแต่มีทั้งอาหารและกาแฟ ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบ !

“แบรนด์กาแฟยักษ์ใหญ่ข้ามโลก มาเปิดที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ปลูกกาแฟ ส่งออกเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่เขาขายกาแฟอย่างเดียว แต่แบล็คแคนยอนขายกาแฟเหมือนกัน เป็นอราบิก้าที่ปลูกในไทย ที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย ซึ่งแตกต่าง ขณะเดียวกันก็มีอาหารด้วย ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคค่อนข้างครบถ้วน…จุดนี้แหละที่เป็นคีย์ที่ทำให้แบล็คแคนยอน ประสบความสำเร็จในอินโดนีเซีย”

และสุดท้ายคือ ทีมเวิร์ก ….คนของเราที่อินโดนีเซียและคนของบริษัทแม่ ทำงานกันจริงจังเป็นทีมเวิร์ก

“ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศใหญ่ มีจำนวนประชากรสูง 200 กว่าล้านคน ในประเทศไทยมีประชากร 60 กว่าล้านคน มีร้านแบล็คแคนยอนเปิดให้บริการ 100 กว่าสาขา เพราะฉะนั้นประเทศอินโดนีเซียก็มีโอกาสที่จะขยายร้านแบล็คแคนยอนได้ไม่ต่ำกว่า 100 สาขาเช่นกัน แต่การที่จะทำได้ “ทีมเวิร์กสำคัญ” ซึ่งตอนนี้เรากำลังสร้างคนของเรา ควบคู่ไปกับการซัพพอร์ตจากบริษัทแม่ ….ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า แบล็คแคนยอน ทำได้” Mrs.Dewi Yamayanti กล่าว

คีย์ซักเซสอยู่ที่ …พันธมิตร

การลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ถ้านักลงทุนต่างชาติมาแบบเดี่ยวๆ นั้นต้องบอกว่า ไม่ง่าย ! เนื่องจากกฎระเบียบ ค่อนข้างเข้มงวด เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นธุรกิจร้านอาหารด้วยแล้ว ยิ่งมีขั้นตอนการของอนุญาตที่ยุบยับซับซ้อนมาก

ร้านแบล็คแคนยอนก็เช่นกัน ถ้าเป็นทุนไทยมาเองทำไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นความสำเร็จในครั้งนี้จึงต้องยกให้พันธมิตร หรือการได้แฟรนไชซีที่ดีจริงๆ

ประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของแบล็คแคนยอนในประเทศอินโดนีเซีย นอกเหนือจากการใช้ 4 P ได้แก่ product price place และ promotion ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

“P อีก 2 ตัวที่สำคัญมาก คือ P-partner หรือพันธมิตร กับ P-people ซึ่งที่อินโดนีเซียแฟรนไชซีของเรามีทั้ง 2 P และเมื่อบวกความมุ่งมั่นตั้งใจทั้งของเขาและของเราที่พร้อมซัพพอร์ตในทุกด้าน ทำให้ “แบล็คแคนยอน” ซึ่งเป็น

แบรนด์เล็กๆ ของคนไทยสามารถเติบโตในประเทศที่ใหญ่ได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของผมมาก”

และต้องบอกว่า นอกจากอินโดนีเซียที่เราได้พาร์ตเนอร์ที่ดีแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่ให้ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์คนไทย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ยูเออี สิงคโปร์ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ทุกประเทศที่ซื้อแฟรนไชส์ เราไป ต่างก็ให้ความสำคัญ และมองเห็นศักยภาพของแบรนด์นี้และพร้อมที่จะขยายสร้างให้เติบโตเพิ่มขึ้น

ซึ่งแผนในการขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะปัจจุบันยังมีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้วก็คือ อินเดีย ส่วนที่เวียดนาม จีน ที่อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด

ขณะที่ในประเทศก็ยังมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 187 สาขา ปีนี้มีแผนเปิดเพิ่มอีกประมาณ 11 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและเป็นการลงทุน ของแฟรนไชซี ซึ่งก็เป็นการสะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกันว่า นอกจากต่างประเทศที่เชื่อมั่นในแบรนด์ไทยแล้ว คนไทยก็ยังเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย

เพราะฉะนั้นโอกาสที่แบรนด์ไทย แบรนด์นี้จะเติบโตเป็นโกลบอลแบรนด์ก็มีความเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องก้าวเป็นสเต็ป

โอกาสและอุปสรรค ที่อินโดนีเซีย


สุภาวดี แย้มกมล อัครราชทูตที่ปรีกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวให้ข้อมูลว่า โอกาสหรือข้อได้เปรียบในการลงทุนประกอบธุรกิจในอินโดนีเซียมีหลายประการด้วยกัน เริ่มตั้งแต่รัฐบาลอินโดนีเซียมี นโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ โดยได้มีการออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่เมื่อปี 2550 ปรับปรุงบรรยากาศให้เอื้อต่อการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีจำนวนประชากรสูงถึงประมาณ 240 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียน

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และสามารถนำมาใช้เป็น

วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุต่างๆ ถ่านหิน ป่าไม้ ประมง และสินค้าเกษตรต่างๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ เป็นต้น

เป็นตลาดแรงงานขนาดใหญ่ ค่าจ้างแรงงานในประเทศจึงต่ำถือเป็นข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการประกอบธุรกิจใน อินโดนีเซีย

อัตราภาษีนำเข้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เป็นไปตามอัตราภาษีของกลุ่มประเทศอาเซียน (CEPT) ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำ อยู่ระหว่างประมาณร้อยละ 0-5 ซึ่งเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน

แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหา/อุปสรรคก็มี ได้แก่ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการลงทุน เช่น ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่เพียงพอในบางพื้นที่ หรือมีคุณภาพไม่ดีพอ

มีกฎระเบียบบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนประกอบธุรกิจ เช่น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งต้องมีการขออนุญาตหลายใบ มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนและใช้ระยะเวลานาน

3.มีกฎระเบียบที่มีลักษณะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า (nontariff barriers : NTB) ได้แก่ มาตรการห้ามนำเข้า (เช่น สินค้าข้าว) การขออนุญาตนำเข้า (ซึ่งในบางสินค้าต้องมี surveyor report จากต้นทางด้วย) การขออนุญาตขึ้นทะเบียน อย. และมาตรการทางด้านสุขอนามัย ซึ่งในทางปฏิบัติจะมีความยุ่งยากและใช้ระยะเวลานาน เป็นต้น

4.ยังมีการคอร์รัปชั่นในระบบราชการ ซึ่งยังมีอยู่ในหลายขั้นตอน ถือเป็นต้นทุนที่สูง

5.ธุรกิจในอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังเป็นระบบปิดและเน้นในเรื่องความสัมพันธ์ ซึ่งการประกอบธุรกิจการค้ากับนักธุรกิจอินโดนีเซียที่ไม่มีความสัมพันธ์กันมาก่อนอาจเข้าถึงได้ยาก ซึ่งในบางภาคธุรกิจจะมีลักษณะปิดและยังไม่ให้ความเชื่อถือแก่ผู้เข้ามาติดต่อธุรกิจซึ่งเป็นรายใหม่

ซึ่งคุณประวิทย์บอกว่า สเต็ปแรกจะขอเป็นแบรนด์ไทยที่เติบใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนนี้ให้ได้ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ !






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>