![]() |
ใครอยากลบหน้าเหลี่ยม (ที่ไม่ใช่หน้าเหลี่ยมคนนั้น)…Botox ช่วยคุณได้ !
Botox เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ ซึ่งสกัดได้จาก botulinum toxin type A ที่มีประสิทธิภาพคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพรรณ สามารถช่วยในการปรับแต่งแก้ไขข้อบกพร่องของใบหน้าส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ดูดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยย่นบริเวณดั้งจมูก ปลายจมูกบาน หรือยกปลายจมูกให้ตั้งขึ้น ร่องแก้มลึก ริ้วรอยรอบริมฝีปาก รอยหยักรอยบุ๋มบริเวณคาง รอยย่นบริเวณลำคอ รวมถึงการปรับความโค้งของคิ้วในรูปแบบต่างๆ และการทำให้ดวงตาดูกลมโต
จากการสำรวจพบว่า มีการฉีดโบทอกซ์เพื่อความงามรวมทั้งสิ้น 250,000 ครั้งในปี 2547 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 350,000 ครั้งในปี 2548 และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2549 ประเภทการใช้งานมากที่สุดคือ ลดรอยเหี่ยวย่น สำหรับผู้หญิงคือ รอยย่นตีนกา ส่วนผู้ชายรอยย่นที่หัวคิ้ว
“การฉีด Botox โปรตีนบริสุทธิ์ ทำให้ใบหน้าเหลี่ยมดูเรียวเล็กลงได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดกราม Botox จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ และออกฤทธิ์เต็มที่ช่วง 2-3 เดือนหลังการฉีด ซึ่งผลการรักษาแต่ละครั้งจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือนขึ้นอยู่กับแต่ละคน ทั้งนี้ก่อนที่จะตัดสินใจตอบสนองแรงขับภายในจิตใจของตนเอง ควรที่จะศึกษาและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด” พ.ท.น.พ.วิษณุ ประเสริฐสม ประธานกรรมการบริหารคลินิกเวชกรรม
เมดิแคร์กล่าว
ทั้งนี้ในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์หลังฉีดไปแล้ว คนไข้ต้องขยันใช้กล้ามเนื้อใน 2-3 ชั่วโมงแรก เช่น ยิ้ม ขมวดคิ้ว เลิกคิ้ว จะทำให้โบทอกซ์ออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น และไม่ควรใช้น้ำอุ่นล้างหน้า อบเซาน่า หรืออบไอน้ำ เพราะจะทำให้ความร้อนสัมผัสผิวโดยตรง Botox จะสลายเร็วกว่าที่ควร ควรหลีกการขยี้คลึงบริเวณที่ฉีดและงดนอนราบเป็นเวลา 3 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา เพราะจะทำให้โบทอกซ์ไหลกระจายไปนอกบริเวณที่ต้องการได้ โดยปกติการฉีด 1 ครั้งจะสดสวยอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ซึ่งจะออกฤทธิ์โดยการคลายกล้ามเนื้อและช่วยลดการทำงานกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร ความหนานูนของกล้ามเนื้อบริเวณมุมกรามจึงลดลง ทำให้รูปหน้าดูเรียวเล็กลงได้
![]() |
สำหรับผลข้างเคียงนั้นอาการที่อาจพบได้ เช่น การปวดศีรษะ หรือตึงบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองภายใน 3-4 วัน นอกจากนี้สตรีมีครรภ์และอยู่ในระหว่างการให้นมบุตร คนที่มีปัญหาเรื่องปวดข้อ หรือกำลังทานวิตามินอีอยู่ห้ามทำ Botox เป็นอันขาด จึงควรรับคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ภัยจากเครื่องประดับ
ผู้หญิงกับเครื่องประดับอาจเป็นของคู่กัน แต่บางครั้งเครื่องประดับสวยๆ งามๆ นั้นกลับมีอันตรายที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ !
การแพ้เครื่องประดับนั้น ส่วนใหญ่มาจากการแพ้นิกเกิลและโลหะเป็นหลัก เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ สายนาฬิกา หัวเข็มขัด กระดุม กิ๊บติดผม ตะขอเกี่ยวเสื้อ ซิป ฯลฯ โดยอาการของผู้แพ้จะมีอาการคันเกิดขึ้นในบริเวณที่สัมผัสกับเครื่องประดับ
ถ้าเป็นมากอาจมีผื่นขึ้นลามในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น บางคนแพ้หัวเข็มขัด แต่ผื่นขึ้นที่มือ แขน ขาได้เช่นกัน
![]() |
หากไม่แน่ใจว่าตัวเองแพ้นิกเกิลหรือไม่ ปรึกษาแพทย์ได้ไม่เสียหาย (ดีกว่าผิวสวยๆ ต้องเสียซะก่อน) อีกวิธีคือ เลือกใช้เครื่องประดับที่ทำจากสเตนเลสสตีล หรือไม่ก็ทองแท้ (รับรองว่าไม่แพ้…แต่ไม่รับรองเรื่องโจร…อิอิ)
ไม่อยากเป็นแพนด้า !
ปัญหารอยคล้ำใต้ตา บางคนเลือกใช้คอนซีลเลอร์หรือรองพื้นปกปิดรอยคล้ำเอาไว้ แต่นั่นก็เป็นวิธีชั่วคราวเท่านั้น เพราะทันทีที่เครื่องสำอางหลุด…ความจริงก็จะปรากฏ !
ความเป็นจริงนั้น รอยคล้ำมีสาเหตุจากการอดนอน กรรมพันธุ์ การแพ้เครื่องสำอาง การขยี้ตา หรือเกิดจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังบริเวณดวงตามีขนาดใหญ่ ในบางคนอาจเกิดรอยคล้ำเพราะเป็นโรคภูมิแพ้ที่เรียกว่า atopic dermatitis
การรักษารอยคล้ำใต้ตาค่อนข้างยาก เพราะเซลล์เม็ดสีทำให้เกิดรอยคล้ำมักอยู่ในชั้นลึกของผิวหนัง การใช้เลเซอร์กำจัดเม็ดสี อาจช่วยให้จางลง แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ต้องรักษามากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป อีกวิธีที่นิยมใช้กันคือ IPL (intense pulse light)
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อรักษาแล้วรอยก็อาจจะหายไป แต่ก็ใช่ว่าจะหายไปถาวร ที่สำคัญควรหมั่นดูแลเรื่องภูมิแพ้เพื่อไม้ให้รอยคล้ำใต้ตากลับมากำเริบ !
แผลในปาก รักษาไม่ยาก !
คุณด้วยหรือเปล่าที่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับ “แผลในปาก”
ท.ญ.เปี่ยมกมล วัชโรทยางกูร ทันตแพทย์สาขาเวชศาสตร์ช่องปาก อธิบายไว้ว่า แผลในปากมีหลายลักษณะ ขึ้นกับอาการและสาเหตุ…
อย่างแรกคือ “แผลที่เป็นแล้วหายได้เอง” ภายใน 1-2 สัปดาห์ และมักกลับมาเป็นซ้ำอีก คือ แผลร้อนในขนาดเล็ก (minor aphthous ulcer) ซึ่งเป็นกันมากทั้งหญิงชาย เด็กและผู้ใหญ่ เป็นแผลที่ไม่มีอันตรายในระยะยาว แผลมักเกิดตามข้างกระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน การทายาจำพวกสเตอรอยด์เฉพาะที่วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนแผลบริเวณนั้น เช่น สลับไปเคี้ยวอาหารอีกข้างเพื่อลดโอกาสการเกิดแผลเรื้อรัง
อย่างที่สอง คือ “การเป็นแผลร้อนในซ้ำบ่อยๆ” อาจเกิดจากการขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบีและกรดโฟลิก การกินวิตามินเสริมเหล่านี้ช่วยลดการเกิดแผลได้
แผลในปากบางคนเกิดจากการแพ้ยา สารบางอย่างหรือการติดเชื้อโรค เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรืออาจเป็นอาการแสดงของโรคระบบผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด รวมถึงการเป็นมะเร็งในช่องปากด้วย
วิธีรักษาง่ายๆ คือ ระมัดระวังการแปรงฟันผิดจังหวะ ระวังกระแทกโดนเนื้อเยื่อหรือเหงือก ระวังกัดแก้มหรือกัดลิ้นระหว่างเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ใส่เครื่องมือจัดฟันหรือฟันปลอม ฯลฯ นอกจากนี้การกินอาหารร้อนจัดก็ทำให้เกิดการพุพองได้ แม้แต่การใช้สารบางอย่าง เช่น น้ำยาบ้วนปากหรือสมุนไพรแล้วเกิดอาหารระคายเคือง ก็ให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้
สิ่งสำคัญ เมื่อเกิดแผลในปากแล้ว ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ แต่ถ้าเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ไม่ควรนิ่งนอนใจ เช่นเดียวกับแผลในปากที่เกิดร่วมกับอาการมีไข้ แผลนั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ควรไปพบแพทย์ทันที !
คอลัมน์ HEALTH
โดย เกด-ริน
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










ความรู้ยอดนิยม