![]() |
เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง ที่เจ้านกเหล็กลำมหึมา จะทะยานบินข้ามน้ำ ข้ามฟ้าไปถึงจุดหมายปลายทาง ในใจก็นึกและอมยิ้มกับท่อนฮุกของเพลงๆ หนึ่ง…ลองปัน…หลงเลา..หม่านเลย โถวโถ้ว ก๊วยสุย หวินปั๊กเยา…
ใช่แล้ว มันเป็นท่อนหนึ่งของเพลงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นตำนานขับขาน ให้คนกว่าครึ่งโลกได้รู้จัก พลันย้อนหวน นึกถึงภาพของโจว เหวิน ฟะ ใส่สูทยาวสีดำ มีผ้าพันคอสีขาวคาดทับ พร้อมมีลูกสมุนประกบข้างกาย ตามแบบฉบับหนังเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่เคยเป็นหนังยอดฮิตในอดีต มโนภาพพลันหายปุ๊บ เมื่อได้ยินเสียงนักบินประกาศว่า ท่านผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เราเดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติผู่ตง ใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นที่เรียบร้อย
ขณะที่รถโค้ชพาคณะเดินทางออกจากสนามบิน สองข้างทางที่มองเห็นเป็นความสะอาด โอ่อ่าของสิ่งก่อสร้าง เป็นฉากหลังไกลลิบสุดลูกหูลูกตา ภาพเมืองเซี่ยงไฮ้ในหนัง ต่างกับสมัยนี้เป็นไหนๆ สิ่งที่เห็นตอนนี้กลายเป็นภาพของเมืองใหญ่ที่มีความทันสมัยของโลกตะวันตกผสมผสานกับความเป็นเอกลักษณ์ของโลกตะวันออก ได้อย่างกลมกลืนและลงตัว
กว่าจะเป็นสีสันแห่งเซี่ยงไฮ้ ใครจะคิดว่าหมู่บ้านชาวประมงบนปากแม่น้ำแยงซีเกียงที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายในอดีต จะกลายเป็นมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของจีนและใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก แถมยังเป็นมหานครแห่งความภาคภูมิใจของประเทศจีน ในทุกแง่มุม ไม่ใช่แค่เมืองที่มีอดีตอันรุ่งโรจน์และน่าภาคภูมิใจที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง
ทว่า…ยังเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรมที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นี่คือเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม คลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวที่นิยมแสวงหาความแปลกใหม่ และกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้เดินทางข้ามมาสู่ดินแดนตะวันออก ใครที่ตัดสินใจมาเยือน น่าจะลองเที่ยวชมเมืองเพื่อให้สัมผัสถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวเซี่ยงไฮ้ได้อย่างถึงแก่น
![]() |
ตึกรามบ้านช่องที่นี่ส่วนใหญ่เป็นแนวสูง คนนิยมอยู่คอนโดมิเนียม รู้ว่ามาตอนนี้เซี่ยงไฮ้เมืองเดียวมีประชากรสูงถึง 20 ล้านคนทีเดียว และราคาที่ดินต่อตารางเมตรก็แพงสุดกู่เกือบสองแสนหยวน
มาเซี่ยงไฮ้ทั้งทีเพื่อความสิริมงคลแก่ตัวเองก็ต้องไปที่ “วัดพระหยกขาว” (ยู่โฝ่สือ) วัดที่มีความสำคัญในด้านวัฒนธรรม ที่วัดแห่งนี้ มีพระที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาว เป็นองค์พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระปางสมาธิ แกะสลักจากหยกขาวทั้งองค์สูง 6 ฟุต ตกแต่งด้วยอัญมณีต่างๆ หนัก 1,000 กิโลกรัม โชคดีที่วันไปเป็นวันคล้ายประสูติของเจ้าแม่กวนอิม ผู้คนจึงหลั่งไหลมากราบไหว้สักการะศรัทธาไม่ขาดสาย
ก่อนกลับก็เลยควักเหรียญ หยอดทำบุญในกล่องบูชาไปหลายหยวนทีเดียว
เดินทางต่อไปยัง The Bund (ไว่ทัน) ย่านที่มีสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทอดตัวเรียงรายตลอดแนวถนน ที่นี่เคยเป็นย่านธุรกิจการเงินและการค้าของเมืองเซี่ยงไฮ้ในอดีต เป็นที่ตั้งของบริษัทธุรกิจต่างชาติและสถานที่ราชการ เดินเที่ยวชมเขตฝรั่งเศสเดิม ซึ่งเป็นย่านของทาวน์เฮาส์สไตล์ฉีคู่เหมิน ตึกที่เป็นศิลปะแนวอาร์ตเด็คโค คาเฟ่ ได้ยลร้านรวงต่างๆ ที่ยังมีร่องรอยของอดีตแห่งความสุขสำราญ ที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศของการช็อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมถนนหนานจิง รับรองกระเป๋าแฟ่บในพริบตา
![]() |
ที่สำคัญไม่ควรพลาด นั่ง “แม็กเลฟ” รถไฟฟ้าแม่เหล็กยกระดับ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ความทันสมัยล่าสุดของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งให้บริการครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2003 เป็นรถไฟฟ้าแม่เหล็กความเร็วสูงที่ให้บริการเพื่อการค้าเป็นสายแรกของโลก โดยวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 430 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 7 นาที 20 วินาที จากสนามบินผู่ตงสู่ตัวเมือง ค่าตั๋วตกราว 50 หยวน หรือ 250 บาท แต่ถ้าเป็นผู้โดยสารเครื่องบิน คิดค่าบริการเพียง 40 หยวน ตีตั๋วไปกลับก็ 80 หยวน เท่านั้น
วันเดียวยังเที่ยวไม่หมดเพราะมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วยังต้องไปให้ถึง “ย่านซินเทียนตี้” แหล่งฮิปล่าสุดของคนอินเทรนด์ ไปต่อที่
“เซี่ยงไฮ้ พีเพิลส์ สแควร์” เป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลก จากนั้นก็บ่ายหน้าสู่ Oriental Pearl Tower หอทีวีและวิทยุไข่มุกตะวันออก ที่มี่ความสูง 468 เมตร สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากโตรอนโตของแคนาดา และมอสโกที่รัสเซีย ภายในมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มหานครเซี่ยงไฮ้, เมืองจำลองโลกอนาคต และเมืองวิทยาศาสตร์แฟนตาซี รวมถึงโรงแรมหรูขนาด 25 ห้อง และร้านอาหาร ซึ่งเป็นจุดชมวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ ท้ายสุดต้องไปเดินทอดน่องที่ถนนไว่ทาน หรือถนนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เป็นจุดชมวิวอันสวยงาม ใครพกกล้องไปด้วยคงได้เก็บภาพไม่มีเบื่อ
ปล.ทุกอย่างเหมือนจะดีหมด แต่ที่ต้องทำใจ คือเรื่องการเดินทาง เพราะรถติดพอๆ กับบ้านเรา จะไปไหนเสียเวลาอยู่พอทน ไม่มาเห็นจริงด้วยตา ก็คงไม่เชื่อกับก้าวย่างของความเจริญที่จีนสั่งสมและไม่เคยทิ้งกลิ่นอายของอารยธรรมให้จางหาย สมกับ เซี่ยงไฮ้ “มหานครปารีสแห่งเอเชีย” ที่ใครๆ ต่างพากันขนานนามจริงๆ
ช่วงเวลาที่ควรมาเซี่ยงไฮ้ คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (ปลายกันยายน-กลางพฤศจิกายน) ควรหลีกเลี่ยงเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน (วันปีใหม่ของจีน) ในเดือน กุมภาพันธ์ เพราะสถานที่ส่วนใหญ่จะปิดทำการ การจราจรจะหยุดชะงัก และคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
เทศกาลงานของเซี่ยงไฮ้
-เทศกาลโคมไฟ เดือนกุมภาพันธ์ ในสวนยูหยวนจะเต็มไปด้วยสีสันของโคมไฟกระดาษหลากสี
-งานวัดหลงหัว จัดขึ้นวันที่ 3 เดือนเมษายน เป็นเทศกาลพื้นบ้านของชาวจีนตะวันออกที่เก่าแก่ และยิ่งใหญ่ที่สุด
-เทศกาลชานานาชาติเซี่ยงไฮ้ และวันเชงเม้ง จัดขึ้นเพื่อบูชาบรรพบุรุษ จัดช่วงเดือนเมษายน
-เทศกาลเบียร์เซี่ยงไฮ้ เดือนกรกฎาคม
-เทศกาลกลางฤดูใบไม้ผลิหรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ ลิ้มรสขนม ไหว้พระจันทร์แสนอร่อย จัดในเดือนกันยายน
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯไปเซี่ยงไฮ้ ในปัจจุบันใช้เวลานั่งเครื่องเพียง 4 ชั่วโมง เทียบกับสมัยโบราณที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน
การเดินทางในเซี่ยงไฮ้ (5บาท เท่ากับ 1 หยวน)
-รถเมล์ติดแอร์ 2 หยวนตลอดสาย ไม่ติดแอร์ 1 หยวน
-รถไฟฟ้า 3 ป้ายแรก 3 หยวน ป้ายต่อไปป้ายละ 1 หยวน
-รถแท็กซี่ เริ่มที่ 10 หยวน ราคาขึ้นกิโลเมตรละ 1 หยวน
สถานทูตประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน : โทร.0-2245-7032-3, 0-2245-7036-7
เอกสารในการขอวีซ่า : จดหมายนำแบบฟอร์มการสมัคร รูปถ่าย 2 นิ้ว 1 ใบ
ค่าวีซ่า : ประมาณ 550-1,350 บาท
คอลัมน์ DESTINATION
โดย วิชชุดา ชาญณรงค์ เรื่อง/ภาพ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










ความรู้ยอดนิยม