![]() |
ความพยายามที่จะให้ “สมัคร สุนทรเวช” หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พ้นจากทำเนียบรัฐบาลแบบถาวร เริ่มก่อตัวเป็นระบบ แสดงรูปแบบชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังจากต้องตระเวนเอาหลังพิง “ทหาร” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ครบ 7 วัน ในวันที่ 100 ของการชุมนุมในสงครามครั้งสุดท้าย
หลังจาก “รายงาน” จาก “ฝ่ายทหาร” ระบุ “สัญญาใจ” ระหว่างผู้นำเหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และผู้กุมบังเหียน “กองทัพไทย” กับฝ่าย “การเมือง” ไว้ตั้งแต่ วันแรกของการบุกยึดทำเนียบสำเร็จ
ความในครั้งนั้นยืนยันเห็นด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ในว่า “หากฝ่ายการเมือง ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ความไม่สงบได้ และมีความรุนแรงเกิดขึ้นขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก”
โดย “ฝ่ายทหาร” มีการตั้ง “กองบัญชาการพิเศษ” สำรองกำลังไว้สำหรับติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิดภายใต้การ “สนธิกำลัง” ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และนายทหารจากกองทัพบกจำนวนหนึ่ง
แม้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะพยายามบอกกับสาธารณะว่า ไม่มี “แผนการ” ที่จะทำให้ “สมัคร” พ้นทำเนียบ
แต่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ แจ้งเตือนสถานการณ์ร้อนออกอากาศว่าจะมีการ “ประชุม” ผู้นำเหล่าทัพ “รับมือ” ทันที ที่สถานการณ์รุนแรง
“สมัคร” จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงการ “สั่งการ” หน่วยงานระดับปฏิบัติการ ไม่ให้ใช้ “ความรุนแรง” แบบซึ่งหน้า
ดังนั้น ทั้งเหตุการณ์แก๊สน้ำตา การบุกยึดพื้นที่คืนแบบปูพรม และปฏิบัติการจากฝ่ายตำรวจจึงเริ่มต้นแบบหฤโหด แต่จบลงด้วยการ “ถอนกำลัง” ออกทันทีทั้งที่ปฏิบัติการยังไม่บรรลุผล
วันที่ฝ่ายปฏิบัติการกองกำลังตำรวจพุ่งเข้าปะทะดุเดือดกับ กองกำลังของ “พันธมิตรฯ” จึงเป็นวันที่ “แนวร่วมรัฐบาล 5 พรรค” เลือกจัดการชุมนุมกดดันให้ “สมัคร” เพ่งพิจารณาตัวเอง
ทำให้ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของ “สมัคร” จึงอัดแน่นไปด้วยกำหนดการ “นอกทำเนียบ” สลับขาหลอกกับการ “หายตัว” ไปจากวงจรอำนาจเป็นช่วงๆ
แม้กระทั่งการณ์ใหญ่ที่สุดของฝ่ายการเมือง ที่มีการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งที่โรงแรมเพนนินซูล่า และที่บ้านของตระกูล “ศิลปอาชา” ยังไม่ปรากฏเงาของ “สมัคร”
มีเพียง “น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” เลขาธิการพรรคเท่านั้นที่รับหน้าเสื่อ เจรจาความเมืองกับแกนนำของ 5 พรรค โดยอ้างการหายตัวไปของหัวหน้าพรรคว่า ติด “ภารกิจสำคัญยิ่ง” ภายหลัง กลับจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
สัญญาณที่ไม่ชัดเจนและอึมครึมยิ่งทำให้ “สมัคร” และแกนนำพรรคพลังประชาชน (พปช.) เพิ่มดีกรีความเคร่งเครียด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ท่าที” ของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่มี สายสัมพันธ์อันแนบแน่นลึกซึ้งกับ “กลุ่มพันธมิตรฯ” อย่าง พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่พยายามส่งสัญญาณถึงพรรคชาติไทยในฐานะ “พรรคพี่พรรคน้อง” ให้แสดง “จุดยืน” ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้ “สมัคร” ต้องดิ้นรนรีบกลับ “ทำเนียบ” ให้ด่วนที่สุด
ก่อนที่ “ตึกไทยคู่ฟ้า” และตึกสันติไมตรีจะถูกยึดเป็น “เรือนนอน” และห้องประชุมของฝูงชนพันธมิตรฯ “ฝ่ายการเมือง” จึงต้องหาหนทาง “ยึดทำเนียบ” กลับคืน
สะพานที่ทอดส่งให้ “สมัคร” หาทางกลับทำเนียบได้ จึงเริ่มต้นขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 พรรคเสร็จสิ้น โดยยึดเอา “มติ” ของที่ประชุมสั่งให้มีการ “เปิดสภา” เพื่อ อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ
แต่ผลของการ “เปิดอภิปราย” ของทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายวุฒิสมาชิก ก็ไม่สามารถเป็น “สะพาน” ทอดให้ “สมัคร” กลับทำเนียบได้
และทางตรงข้ามกลับทำให้ “สมัคร” ต้องยิ่งห่างไกลทำเนียบออกไปอีก โดยไม่สามารถรู้ชะตากรรมว่าวันใดจะกลับหวนคืนเก้าอี้ใหญ่บนตึกไทยคู่ฟ้า
การประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (กตช.) และประชุมสภากลาโหม การตระเวนแถลงข่าวของคณะ “โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี” และการย้ายตัวของพวกนักการเมือง-รัฐมนตรีในกลุ่ม “ดาวเคราะห์” ทั้งหลายไม่สามารถกล้ำกรายไปใกล้ทำเนียบได้
ล่วงเลยการยึดทำเนียบไป 7 วัน “สมัคร” ยังต้องเดินสาย ร้องเพลง ขับเสภา เลาะชายคาของ “ฝ่ายทหาร” จัดประชุม ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แก้เกมวันต่อวัน
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 2 ยังคงต้องเอาหลัง พิงฝาที่กองบัญชาการกองทัพไทย
7 วันของ “สมัคร” ที่ต้องอยู่นอกทำเนียบอาจล่วงเลยไปอย่างช้ายิ่งกว่าช้า แต่ว่า 100 วันของพันธมิตรฯอาจเป็นช่วงที่โลกหมุนเร็วที่สุด
ฤดูฝนกำลังสิ้นสุด การเมืองเข้าสู่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงอีกครา
แต่แล้วตีหนึ่งสี่สิบนาทีของวันที่ 2 กันยายน หลังจากกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปะทะกันอย่างดุเดือดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
5 ชั่วโมงถัดมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร
เบื้องหลังลึกๆ กล่าวกันว่า เป็นแผนแยบยลของฝ่ายการเมือง ที่ต้องการใช้ ทหารเป็นเครื่องมือในการจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากล้มเหลวมาแล้วจากการใช้ “ตำรวจ” และ “ศาล” มาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล
แน่นอนที่ว่าปฏิบัติการตี 1 ของ นปช. คือการพาดบันไดให้ ฝ่ายการเมืองประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพื่อผลัก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไปสู่แนวรบประชาชน
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม