เมืองไทยในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2551 กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสน ว่าถึงที่สุดแล้วประเทศจะก้าวข้ามจุดเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร ?
มองตาทะลุเข้าไปในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ มองเห็นแต่เครื่องหมายคำถาม
ใครถูก ใครผิด ความถูกต้องคืออะไร ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ ต้องใช้หลักนิติศาสตร์ หรือต้องยึดเอาหลักการแบบไหนจึงจะคลี่คลายวิกฤตไม่ให้ร้ายแรงไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ?
สุดท้ายแล้วเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร ในประเทศที่ไม่มีใครฟังใคร ? มีแต่คนอยากชนะ โดยไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการ หรือกระบวนการ
ท่ามกลางความสับสนและพร่ามัวทางความคิดเกี่ยวกับรัฐ อำนาจรัฐ ระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ เหล่านั้นเอง น่าตกใจที่ไม่มีการพูดถึงประเด็นพื้นฐานเรื่อง “สิทธิ” กันให้กระจ่างแจ้งชัดเจนเลยแม้แต่น้อย
ความจำเป็นที่จะต้อง “ชนะ” ถูกให้น้ำหนักมากกว่าจะมีเวลาพอที่จะสนใจว่า “สิทธิ” ของประชาชนถูกใช้ ได้รับการคุ้มครอง อย่างเหมาะสมหรือไม่
รัฐบาลมี “อำนาจ” (ผ่านระบบการเลือกตั้ง) พร้อมทั้งมี “หน้าที่” ชัดเจนในการบริหารประเทศ ควบคุมสถานการณ์ แต่ก็ไม่มีความชอบธรรมอย่างเบ็ดเสร็จที่จะดำเนินการอะไรก็ได้ที่จะไป “ละเมิดสิทธิ” ของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
ผู้ชุมนุมก็มี “สิทธิ” และสามารถใช้ “สิทธิ” ในการแสดงความคิดเห็น หรือเรียกร้องให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยไม่ถูกขัดขวาง แทรกแซง หรือใช้ความรุนแรงเข้าสกัดกั้น
แต่ก็มีคำถามว่า การอ้างสิทธิในการชุมนุม โดยใช้วิธีการปิดถนน ปิดสนามบิน เป็นการกระทำที่ “ละเมิดสิทธิ” ผู้อื่นหรือไม่ สร้างความเดือดร้อน ไม่สะดวก หรือเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือเปล่า
คำถามเดียวกันเมื่อพิจารณาที่ความเคลื่อนไหวของสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งมี “สิทธิ” โดยชอบธรรมตามกฎหมายที่จะลาหยุดงาน หรือเข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนั้น
หากสถานการณ์ไปไกลถึงขั้น หยุดให้บริการ (น้ำ-ไฟ-เดินรถไฟ ฯลฯ) เป็นการกระทำที่ “ละเมิดสิทธิ” ผู้อื่น หรือประชาชนผู้ใช้บริการด้วยหรือไม่
กลายเป็นคำถามต่อมาว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น (กรณีสูญเสียรายได้ หรือหากถูกฟ้องร้อง) คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นๆ ผู้บริหารหรือใครกันแน่ ?
…..
จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงคำบรรยายในการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูง (บ.บ.ส.) ซึ่งจัดโดยสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ได้เชิญ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้ความรู้เกี่ยวกับหลักประชาธิปไตยและกฎหมายมหาชน
บทสรุปง่ายๆ เชิงเปรียบเทียบที่ ดร.ปริญญาชี้ถึงความสำเร็จของประชาธิปไตยในเยอรมนีนั้นรากฐานมาจากการสรุปบทเรียนของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เคยนำไปสู่การเข้าสู่อำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชนวนสำคัญที่นำพาเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนประเทศชาติย่อยยับ
สิ่งที่เยอรมันเรียนรู้และปรับแก้คือ สร้างความแข็งแรงให้กับ “ระบบการเมือง” มีรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
ที่สำคัญที่สุดคือ การเพาะเมล็ดของ “ประชาธิปไตย” จากพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ “คน” และระบบการศึกษา
ขณะที่ประเทศไทยแทบไม่มีการเรียนการสอนเรื่อง “ประชาธิปไตย” กันอย่างจริงจัง (ทำให้ประชาธิปไตยในความหมายสำหรับคนไทยเป็นแค่เรื่องของการเลือกตั้งและการแย่งชิงอำนาจการเมืองของพรรคการเมืองและกลุ่มพลังต่างๆ) ในเยอรมันเริ่มสอนหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับอนุบาล
พื้นฐานที่สุดคือเรื่อง “สิทธิ” และ “หน้าที่” เด็กแต่ละคนมีสิทธิที่จะเล่น มีสิทธิในของเล่นของตัวเอง แต่ต้องไม่แย่งของเล่น (ซึ่งเป็นสิทธิของเด็กคนอื่น) หรือไป “ละเมิดสิทธิ” คนอื่น
ไปอยู่ร่วมกันในโรงเรียน เด็กๆ มีสิทธิเล่น แต่ก็มีหน้าที่ต้องเรียนและรับผิดชอบตัวเอง หากทำผิด ไปแย่งของเล่นคนอื่น ดื้อ ไม่ปฏิบัติตามกติกาของห้องเรียน ละเลย “หน้าที่” ก็ต้องรับบทลงโทษ ต้องถูก “ไทม์เอาต์” ถูกจำกัดบริเวณตามเวลาที่ตกลงกัน
ประชาธิปไตยในเยอรมันเข้มแข็ง ผู้คนอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน รับผิดชอบต่อ “หน้าที่” ของแต่ละคนได้อย่างน่าชื่นใจ
เพราะเขาเริ่มสร้างและปลูกฝังตั้งแต่วิธีคิดในวัยเด็ก ระบบการศึกษา และกฎ กติกาที่แข็งแรงนั่นเอง
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สมปรารถนา คล้ายวิเชียร
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม