![]() |
นับจากวันที่ “สมัคร สุนทรเวช” งัดดาบกายสิทธิ์ออกมาขู่ประชาชนผ่านกลไก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” มวลชนทั่วทุกหัวระแหงก็ต่างแห่แหนมาร่วมเป็นมวลชนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างมืดฟ้ามัวดิน
โดยเฉพาะ “นักเรียน-นักศึกษา” ที่ถือเป็นพลังบริสุทธิ์ในยุคสายลมแสงแดดยุคใหม่ก็ต่างทยอยออกมาประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า “ไม่นิยมรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง”
เวลานี้เสียงต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลสมัคร “ดังอึงมี่” ไปแทบทุกพื้นที่ ยากต่อการกำราบ !!!
รัฐนาวาสมัครจึงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “เป็ดง่อย” เพราะมีหน้าที่แต่ไร้อำนาจในการบริหาร
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าไปอีกเมื่อ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ไหวตัวทันไม่ยอมให้ถูกหลอกใช้ แม้จะมีอำนาจเต็มมือแต่ “พล.อ.อนุพงษ์” ก็ไม่ยอมใช้ไม้แข็งกับมวลชนพันธมิตร ตรงกันข้ามจะสกัดกั้นไม่ให้การปะทะ
เมื่อสถานการณ์ถึงขั้นบานปลายและกระแสของกลุ่มพันธมิตรยังคงมีแต้มต่อ การจุดพลุด้วยการจับประชาชนเป็นตัวประกันผ่าน “การทำประชามติ” จึงถือเป็นเกมที่ “ครม.สมัคร” งัดออกมาในยามที่ตกยาก
ถ้ามองให้ดีการทำประชามติในห้วงเวลานี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุว่าขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายประชามติ และเห็นได้ชัดว่าการพิจารณาในชั้นวุฒิสภานั้นมีเจตนา “ดองเค็ม” อย่างชัดเจน
แม้กรรมาธิการที่รับเรื่องไปพิจารณาจะประกาศในขั้นรับหลักการว่าจะใช้เวลาพิจารณาอย่างน้อย 7 วัน แต่ความจริงคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเชื่อแน่ว่า กมธ.จะรักษาสิทธิในการพิจารณาเต็มเพดาน นั่นคือ 90 วัน
จึงไม่ต้องเอ่ยเลยว่า กฎหมายประชามติจะคลอดภายใน 1 เดือน !!!
อีกทั้งยังมีกระบวนการติดขัดในชั้น กกต.ที่ต้องใช้เวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 90-120 วัน หากนับเวลาตั้งแต่กฎหมายคลอดจนถึงวันประชามติจึงน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
เห็นได้ชัดว่าการทำประชามติครั้งนี้มีเจตนาให้แท้ง โดยกระบวนการเหล่านี้ไม่มีทางที่คนอย่างสมัครที่ประกาศว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” จะไม่รู้
การจุดพลุเสนอทางออกด้วยการหย่อนบัตรทำประชามติจึงเป็น “เป้าลวง” ที่หลอกล่อให้ประชาชนตายใจเพื่อซื้อเวลาต่ออายุรัฐบาลเท่านั้น
โดยระหว่างที่สังคมกำลังรุมตีกลลวงอยู่นี้ สมัครกลับยื่นดาบให้ พล.อ.อนุพงษ์ ผ่านกลไกของกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) อีกหนึ่งด้าม เท่ากับว่าขณะนี้ พล.อ.อนุพงษ์มีดาบในมือถึงสองด้าม
กลไกของ กอฉ.นี้จึงถือเป็นการเพิ่มดีกรีความร้อนแรงของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ร้อนแรงยิ่งกว่าล็อตแรกหลายเท่าตัว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดโรคระบาดที่ชื่อพันธมิตรไม่ให้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้!!!
ทว่าอานุภาพที่น่ากลัวมากกว่าสิ่งใด กลับเป็นการรวบยอดกฎหมาย 20 ฉบับที่สำคัญๆ ทั้งที่เกี่ยวกับความมั่นคงและเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินมาไว้ในอ้อมกอดของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “สมัคร”
เป็นที่น่าสังเกตว่าการดึงรวบกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงมาไว้ในมือนั้นเป็นเจตนาที่ต้องการสยบและตัดตอนอำนาจกองทัพให้อยู่ในเงื้อมมือ อีกทั้งยังถือเป็นการบีบบังคับ ผบ.ทบ.ทางอ้อมให้เดินตามเกมที่วางเอาไว้มากขึ้น
เพราะหากพิจารณาการเลือกดึง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาอยู่อุ้งมือนั้นเห็นได้ชัดว่าสามารถเข้าไปสั่งการในดีเอสไอได้ทุกตารางนิ้ว หากจะว่าไปหน่วยงานนี้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีพลานุภาพมากขนาด กองทัพเห็นยังต้องตะลึง !!!
การรวบยอดอำนาจมาอยู่ในมือเป้าหมายสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่การปฏิบัติการใช้ความรุนแรงอย่างเต็มสตรีม ซึ่งช่องทางนี้จะเดินหน้าไปสู่ความรุนแรงถึงขั้น “นองเลือด” อย่างเลือกไม่ได้
หากเทียบเคียงจากประวัติศาสตร์เลือดในช่วง 6 ตุลาคม 2519 กับสถานการณ์ในห้วงยามนี้ จึงไม่ค่อยแตกต่างกันนัก เพราะก่อนที่จะมีการล้อมปราบนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนั้น เริ่มจากการเดินสายปลุกระดมในรูปแบบโฆษณาชวนเชื่อทำลายความชอบธรรมการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณนั้นแล้ว
ก็ได้แต่หวังว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยครั้งนี้จะไม่เดินซ้ำรอยเดิม !!!!
มติชนวิเคราะห์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม