Performancing Metrics

Custom Search

วิธีอยู่กับคน ที่เราเกลียด

น่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตกที่หลายคนกำลังอยากหาทางออก

เป็นเรื่องที่ว่าด้วยความอึดอัดจากการที่ต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้า เป็นความทุกข์ที่ต้องเผชิญ

ปัญหานี้ ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี ไข ข้อข้องใจไว้อย่างน่าฟัง ท่านว่า…

รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยา เจ้านายใส่ไคล้ลูกน้องปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วย การปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนักเพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียว

อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้างความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนา เรียกว่า “”การกลับมาอยู่กับตัวเอง””

ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรหันกลับเข้ามา “”มองด้านใน”” แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใดสภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

ดังนั้น การดึงความรู้สึกให้กลับมาอยู่ที่เราจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์

เป็นหนทางสว่างที่ใช้ “ใจ” […]

ร้านเสริมสวย ก็ยังสีเขียว

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า วันนี้กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือกระแส “สีเขียว” นั้นดูจะเป็นจริงเป็นจังและเป็นเรื่องเป็นราวและนับวันจะยิ่งมากขึ้นขยายวงขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะมองใกล้ๆ ตัวของธุรกิจในบ้านเราแล้วจะเห็นว่าหลายๆ กิจกรรมจะดูเหมือนเป็นแฟชั่นก็ตาม แต่ถ้ามองกลับไปในต่างประเทศจะเห็นว่าเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวันนี้นั้นไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของแฟชั่น และไม่ได้จำกัดอยู่ในแบรนด์รถยนต์ชื่อดังที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานทางเลือก หรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ทำกิจกรรม รณรงค์เรื่องการลดใช้พลังงาน แต่กำลังขยายวงมาสู่ธุรกิจเล็กๆ

ไม่นานมานี้นิตยสารสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเล่มหนึ่งในสหรัฐมีการหยิบยก 10 ไอเดียสีเขียวเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ หนึ่งในนั้นมีธุรกิจที่ต้องบอกว่าคิดไม่ถึงว่าจะสามารถเกาะกระแสสีเขียวไปกับเขาด้วยได้อย่าง “ร้านเสริมสวย” หรือ salon ที่เขาจัดให้เป็นไอเดียธุรกิจสำหรับคนที่กำลังคิดจะเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจ

“วันนี้เจ้าของธุรกิจร้านเสริมสวย สปา ซึ่งรับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ได้เป็นผู้นำเทรนด์สีเขียวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี” ตอนหนึ่งของบทความเขียนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นไว้อย่างนั้น

ร้านเสริมสวยสีเขียวและบรรดาสปาสีเขียววันนี้ยังให้ความสำคัญในทุกขั้นตอน ในกระบวนการดำเนินธุรกิจที่ล้วนแล้วแต่เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การตกแต่งภายในที่มีการนำวัสดุทดแทน ไม้ หรือวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการอนุรักษ์พลังงาน เช่น เรื่องการใช้ แสงสว่างในร้าน เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมองแนวโน้มที่เกิดขึ้นว่า จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ร้านเสริมสวยใหญ่ๆ หรือสปาแบรนด์เนมที่เป็นผู้นำกระแสทำนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากและเกินเลยไปกว่าที่ธุรกิจเล็กๆ พึงจะทำได้

“เจนิเฟอร์ รีด” หนึ่งในผู้ประกอบการที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมี กล่าวว่า “เรามีเป้าหมายในการที่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าไม่ต้องเจ็บป่วยจากการสัมผัสสารเคมีที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมสวยและบำรุงผิวจำนวนมากมายในปัจจุบัน”

โดยยกตัวอย่างว่า หากลองโฟกัสกระบวนการธุรกิจสีเขียวอย่างเป็นจริงเป็นจัง นี่อาจจะเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างจุดยืนที่แตกต่างในธุรกิจนี้ก็ว่าได้ เพียงแต่โจทย์ที่ท้าทายอยู่ที่การพยายามสร้างความเข้าใจและให้ความรู้กับลูกค้าเกี่ยวกับความจำเป็นในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับโลก ในขณะเดียวกันการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีโดยสิ้นเชิงนั้นมีประโยชน์โดยตรงกับตัวลูกค้าเอง

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องยากถ้าเขาไปทดลองใช้อาจจะอย่างที่ “ลูกค้า” คนหนึ่งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ “เจนิเฟอร์” บอกว่า “รู้สึกประหลาดใจที่มีธุรกิจซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบเป็นจริงเป็นจัง”

พร้อมทั้งแนะนำว่า วิธีที่ดีที่สุดซึ่งจะนำมาซึ่งความสำเร็จของ “ร้านเสริมสวยสีเขียว” […]

หมู่เราคนไทยต้องการ “สติ” เพื่อจัดการความรู้ด้าน “การเมือง”

เคยคิดอยู่ว่าถ้าเป็นไปได้มิค่อยอยากจะนำเรื่องการเมืองมาเขียนในคอลัมน์นี้ เพราะ ณ ขณะนี้บ้านเมืองไทยของเราก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดจากเหตุการเมืองระดับชาติ จึงไม่อยากให้ท่านผู้อ่านต้องมาตึงเครียดกันเข้าไปอีกเวลามาอ่านบทความของผมในคอลัมน์นี้ แต่ที่ต้องเขียนก็เนื่องมาจากเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนทวีคูณความรุนแรงความตึงเครียดไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าคนไทยกำลังคร่ำเคร่งกับการพยายามหาหนทางที่จะระงับสถานการณ์ความตึงเครียดนี้ด้วยสันติวิธี แต่ดูเหมือนว่าโจทย์ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น มิใช่จะเป็นปัญหาที่แก้ไขกันได้ง่ายๆ

เมื่อลองพิจารณาดูแล้วต้องขอกล่าวว่า คนไทยเราเป็นชนชาติที่ขึ้นชื่อว่าอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เรามิใช่หมู่ชนที่ชอบเผชิญหน้าสู้รบปรบมือกันอย่างรุนแรง เราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง เพราะฉะนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองอันร้ายแรงที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มักจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียขวัญต่อคนไทยอย่างยิ่ง ในวันนี้ที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางความแตกแยกกันทางแนวคิดทางการเมือง และอย่างที่กล่าวไว้คือดูเหมือนสถานการณ์จะทวีคูณความตึงเครียดไปเรื่อยๆ ผมคาดเดาว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยกลุ่มใหญ่ครุ่นคิดและวิตกกังวลคงจะมิใช่เรื่องที่ว่าฝ่ายไหนถูกหรือฝ่ายไหนผิด แต่คงกังวลใจกันว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันโดยใช้ความรุนแรงอีกเลย และกลายเป็นความรู้สึกหวาดระแวงและเสียขวัญในการดำรงชีวิต และครุ่นคิดว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศชาติอีกหรือไม่

ในฐานะนักวิชาการด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ผมขอสละสิทธิ์ไม่ใช้เวทีนี้มานั่งสาธยายเพื่อตัดสินใจว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ขอทำหน้าที่นำส่งศาสตร์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญและศึกษาอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม เพื่ออย่างน้อยอาจจะแก้ไขสถานการณ์คับขันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยเราได้บ้างไม่มากก็น้อย และขอเริ่มโดยกล่าว ณ ที่นี้ว่าศาสตร์แห่งการจัดการความรู้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดีในสถานการณ์นี้

คงต้องอารัมภบทให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจกันว่า จริงๆ แล้วการที่คนมาคุยมาสื่อสารกันนั้นก็ถือเป็นการจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่การสื่อสารนั้นเกิดจากความใฝ่รู้ที่แท้จริงในองค์ความรู้ที่นำมาเป็นหัวข้อในการสื่อสาร และในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ตอนนี้ อย่างน้อยถ้าจะมองโลกกันในแง่ดีก็คือมีผู้ที่ให้ความสนใจใฝ่รู้ในเรื่องของการบ้านการเมืองอยู่มากมาย มีการสื่อสารทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ ภายใต้การสื่อสารระหว่างกันนั้นมีองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองหลากประเภทไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองและประชาธิปไตยไทย นโยบายรัฐบาล นักการเมือง กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ อย่างน้อยสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ก็ช่วยให้คนไทยหลายๆ คนเปิดหูเปิดตารับองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองเพิ่มขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

และต้องย้อนกลับไปอธิบายสิ่งที่เกริ่นไว้แล้วว่า ด้วยเพราะเหตุใดการสื่อสารกันถือเป็นการจัดการความรู้ ผมขออนุญาตอธิบายท่านผู้อื่นอย่างนี้ว่า เวลาสื่อสารกัน อาทิ ประชุมกัน คุยกันนั้น มักจะมีเรื่องแสดงความคิดเห็นต่อกัน มีการคัดค้านกัน การหาเหตุผลมาสนับสนุนเหตุที่คัดค้านกัน และหาข้อสรุปกันในที่ประชุม ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ […]

3 เซียนศก.มองทางออกประเทศไทย

ศุภชัย พานิชภักดิ์

เตือนระวังเมกะโปรเจ็กต์ดันเงินเฟ้อพุ่ง

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวกับ ผู้สื่อข่าวภายหลังบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCOT) ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อ 8 ก.ย.2551 โดยประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้บางส่วนอาจส่งผลกระทบต่อไทยอยู่แล้ว

แต่บางส่วนก็เป็นผลดี เช่น สถานการณ์ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะทำให้เศรษฐกิจไทยดี เชื่อมั่นว่าปีนี้การส่งออกของไทยต้องดีแน่ แม้จะมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนลงมานิดหน่อยกลับเป็นตัวช่วยให้การส่งออกของไทยดีขึ้น

ปีนี้อังค์ถัดประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำลงไป 1% การค้าจะขยายตัวต่ำลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากถึงกับถดถอย เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยอาจได้รับผลกระทบน้อยและน่าจะไปได้ดีด้วยซ้ำ เหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

จะมีแต่เรื่องการลงทุนเท่านั้นที่เราควรอธิบายให้กับนักลงทุน ต่างชาติเข้าใจด้วยว่า โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรายังมีวินัยทางการคลัง มีการกระจายโครงสร้างการผลิต และปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหากับโครงสร้าง เนื่องจากการลงทุนเป็นเรื่องระยะยาวไม่ได้ดูกันที่ 1-2 วันนี้ ดังนั้นสถานการณ์ (ทางการเมือง) ขณะนี้จึงไม่น่าจะส่งผลต่อการลงทุน

แต่ส่วนที่กระทบคงเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกระทบกันทั่วเอเชีย โดยปีนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว 1% เศรษฐกิจเอเชียอาจชะลอจาก 7% เหลือ 6% และอาจกระทบยาวไปถึงปี 2552 ซึ่งตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะเท่าที่ฟังจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีการประเมินว่าจะมีผลกระทบไปถึงปีหน้า และหากไทยไม่มีพื้นฐานในการลงทุนรองรับสำหรับปีหน้า ผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวครั้งนี้เรายังไม่ได้เห็นจุดที่ต่ำสุด […]

ย้อนประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน ผู้นำ และจุดเปลี่ยนการเมืองไทย

การเผชิญระหว่างคนไทยสองกลุ่ม สองขั้ว หนึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล อีกหนึ่ง เป็น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพัฒนาถึงระดับตึงเครียดที่สุด กลายเป็น “กันยาทมิฬ” ให้คนไทยผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหวาดผวา เมื่อต้นสัปดาห์ก่อนนั้น

นำมาซึ่งคำถามหาความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาล ผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดตามกฎหมาย จากคนหลายๆ กลุ่ม

เสียงล่าสุด แม้ไม่ได้เผยตัวตน แต่ความเห็นและข้อเรียกร้อง ผ่าน “กรุงเทพโพล” ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มนักธุรกิจ 100 CEOs Survey ในหัวข้อ “ทางออกประเทศไทย” ตลอด 3 วันต่อเนื่อง นับจากเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นั้น กลับส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมา

โดยเฉพาะเกินครึ่ง (57%) เห็นว่า นายสมัคร “ไม่ชอบธรรม” ในการบริหารประเทศต่อไปอีกแล้ว ด้วยเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีท่าทีแข็งกร้าวเกินไป ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนี้ และสุดท้ายคือ พวกเขามองไม่เห็นทางออกอื่นที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ

แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่เห็นด้วยกับแนวทาง และวิธีการของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

ดร.เกษียร เตชะพีระ ให้ข้อสังเกตุในตอนท้ายของบทความ “ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร” ว่า ตอนนี้บ้านเมืองของเรา กำลังอยู่ตรงริมเหวแห่งการลุกขึ้นสู้ทั่วไปของประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านรัฐบาล

เป็นจุดเดียวกับที่บ้านเมืองเราเคยเดินมาถึง ณ วันสุกดิบก่อน 14 ต.ค.2516 […]

วิกฤตผู้นำ วิกฤตประเทศ ทุกการเปลี่ยนแปลงมีต้นทุน

กันยาทมิฬ หรือเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายสิบคนของคนไทยด้วยกัน ซึ่งดึงการเมืองไทยเข้าสู่จุดไร้ทางออกและตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ความเสียหายเฉพาะหน้าที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นทุนความเสียหายรวมของจุดเปลี่ยน และบทเรียนการเมืองหน้าใหม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอะไรบ้าง

หุ้นต่ำสุดรอบ 19 เดือน โดยในช่วงวันที่ 1-5 กันยายนที่ผ่านมา (1-5 ก.ย.) เหตุความวุ่นวายทางการเมือง ทุบดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 645.80 จุด ลดลง 5.65% จาก 684.44 จุด ในสัปดาห์ก่อน นับจากสิ้นปี 2550 ดัชนีลดลงไปแล้วทั้งสิ้น 24.74% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 11,992.33 ล้านบาท

ท่องเที่ยวกระทบหนักจากการปิดสนามบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินที่สนามบินหาดใหญ่ประมาณ 3 วัน สูญเสียรายได้ รวมกว่า 5 แสนบาท สนามบินภูเก็ต ประมาณ 5.7 ล้านบาท

สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับผลกระทบในส่วนของผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ทั้งขาเข้าและขาออก) ซึ่งมีจำนวนลดลงไปประมาณ 1 […]

ไมโครซอฟท์ ทุ่มงบฯกู้ภาพลักษณ์

เจ้าหนูกูเกิลอายุครบ 10 ขวบเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่พลังนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ครบรอบวันเกิดการปล่อย บราวเซอร์ “Chrome” ออกมาให้ฮือฮากันไปทั้งโลก โดยนัยความหมายที่ลึกล้ำยิ่งนั่นก็คือ การมุ่งเข้าสู่โลกที่การใช้คอมพิวเตอร์นั้นตัวระบบปฏิบัติการจะมีความสำคัญลดน้อยถอยลง เพราะปัจจุบันเว็บแอปพลิเคชั่นจำนวนมากสามารถทำงานผ่านบราวเซอร์ ได้ และกูเกิลก็บุกเบิกเอาไว้มากแล้ว บทบาทการครอบงำแบบครบวงจรที่เคยตกอยู่ในมือไมโครซอฟท์เป็นไปได้ว่าจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ

อย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 หลังจากไมโครซอฟท์ปล่อย “วินโดวส์ วิสต้า” ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ลงสู่ตลาดชื่อเสียง ภาพลักษณ์ของไมโครซอฟท์และวินโดวส์ก็เสื่อมถอยลงเพราะปัญหามากมายที่เกิดกับวินโดวส์ วิสต้า แม้ว่าจนถึงตอนนี้ไมโครซอฟท์จะคิดว่าปัญหาในทางเทคนิคของวิสต้านั้นแก้ไปหมดหรือเกือบหมดแล้ว แต่ในแง่ภาพลักษณ์ยังคงสร้างปัญหาอยู่มาก

เดวิด บี. ยอฟฟี ศาสตราจารย์แห่งฮาร์วาร์ดบิสซิเนสสกูล กล่าวกับนิวยอร์กไทม์ว่า สำหรับวิสต้านั้นนับเป็นครั้งแรกที่ทั้งลูกค้าทั่วไปและธุรกิจในสัดส่วนที่มากพอสมควรตัดสินใจว่า

เป็นการดีกว่าที่จะไม่อัพเกรดไปใช้ นอกจากนั้นยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากลูกค้าจำนวนมากยังคงยืนยันไม่อัพเกรดต่อไป บทบาทครอบงำครบวงจรของไมโคซอฟท์จะยุติลง

ถึงแม้ว่าในแง่เม็ดเงินจนถึงขณะนี้ยังไม่เกิดปัญหาใดๆ เพราะไมโครซอฟท์ วินโดวส์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดระบบปฏิบัติการเดสก์ทอป คอมพิวเตอร์อยู่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ กำไรจากวินโดวส์ในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งสิ้นสุดเดือนมิถุนายนที่อ่านมายังสูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยมาร์จิ้นสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์

แต่ไมโครซอฟท์เองก็ตระหนักดีถึงปัญหาที่กัดกร่อนภาพลักษณ์ ซึ่งในระยะยาวไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน งบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างโฆษณาเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้คนรู้จักและจดจำ “วินโดวส์” ไว้ในรอยหยักของหัวสมองตลอดไป เน้นความสามารถและประโยชน์ที่ผู้คนเคยได้รับจากซอฟต์แวร์ ของไมโครซอฟท์

นอกจากโฆษณาเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์แล้ว ไมโครซอฟท์ยังทำการตลาดอีกหลายๆ อย่างด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันนี้ และก่อนหน้านี้ก็ยังทำหลายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น การเข้าไปสนับสนุนในระดับผู้ค้าปลีก ให้การฝึกอบรมหรือคำแนะนำแม้กระทั่งจ้างผู้เชี่ยวชาญวินโดวส์ไปประจำตามร้านของ […]

มีเดียเอเยนซี่แห่ปรับทิศรับแข่งขัน “แบรนด์คอนเน็คชั่นส์”ยึดความต่างตอบโจทย์ลูกค้า

“แบรนด์คอนเน็คชั่นส์” ชี้วงการมีเดียเอเยนซี่โลกเข้าสู่ช่วงดิ้นปรับตัวหาโมเดลการทำธุรกิจใหม่ การขายสื่อแค่อย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด เผยความสลับซับซ้อนของแบรนด์ในยุคนี้มีสูง ส่งผลโจทย์การตลาดยากขึ้น มั่นใจทฤษฎี “แกะดำ” รับมืออยู่หมัด

นายประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์คอนเน็คชั่นส์ จำกัด บริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณา เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจมีเดียเอเยนซี่กำลังเข้าสู่ช่วงของการปรับตัวเพื่อหาโมเดลใหม่ในการทำธุรกิจ และเพื่อหาโมเดลให้ตัวเองมีศักยภาพในการแข่งขัน

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า หากสังเกตจะเห็นชัดเจนว่าในช่วงปี 2 ปีมานี้มีเดีย เอเยนซี่ทุกแห่งอยู่ระหว่างการปรับตัวและทดลองโมเดลใหม่ในการบริหารจัดการครั้งใหญ่ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของมีเดียเอเยนซี่ทั่วโลก โดยสื่อดั้งเดิม (mass media) จะเป็นเพียงแค่มิติเดียวในการทำธุรกิจของมีเดียเอเยนซี่ ดังนั้นเน็ตเวิร์กใดที่สามารถต่อจิ๊กซอว์ให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งและมีความรู้เรื่อง แบรนดิ้งได้มากกว่าจะมีความได้เปรียบสูง

“เหตุผลหลักที่ทำให้มีเดียเอเยนซี่ต้องเร่งปรับตัวปัจจัยหลักมาจากความต้องการของนักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปมาก การขายสื่อเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด”

นายประเสริฐยังกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ส่วนโมเดลที่เหมาะสมกับตลาดเมืองไทยจะออกมาอย่างไรนั้นยากที่จะคาดเดา เนื่องจากแต่ละเน็ตเวิร์กก็อยู่ระหว่างการหาโมเดลของตัวเอง บางบริษัทก็แตกตัวในแนวนอนโดยมีสื่อเป็นตัวหลัก จากนั้นก็มียูนิตที่ทำโปรแกรม, ทำคอนเทนต์ ฯลฯ บางบริษัทก็ลองเอาส่วนที่เป็นออนไลน์และออฟไลน์มารวมกันแล้วตั้งชื่อใหม่ เป็นต้น

สำหรับแบรนด์คอนเน็คชั่นส์นั้น นาย ประเสริฐกล่าวว่า บริษัทได้ปรับแนวทางการทำงานเพื่อหารูปแบบและวิธีที่ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการคิดและวางแผนงานสำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการทำ คอมมิวนิเคชั่นแพลนนิ่งและส่วนอื่นๆ เพื่อให้มีศักยภาพในการรับมือกับภาวะการแข่งขันได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกันก็มองว่าแมสมีเดียก็ยังมีความสำคัญอยู่เพียงแต่ต้องมีรูปแบบและวิธีการใช้ที่ดี เนื่องจากปัจจุบันความสลับ ซับซ้อนของแบรนด์ในปัจจุบันมีมากกว่าในอดีตทำให้โจทย์ในการทำการตลาดยากขึ้น บวกกับการเข้าถึงตัวผู้บริโภคเป้าหมายโดยตรงในปัจจุบันยิ่งยากขึ้น […]