Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

วิกฤตผู้นำ วิกฤตประเทศ ทุกการเปลี่ยนแปลงมีต้นทุน



Donate



กันยาทมิฬ หรือเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายสิบคนของคนไทยด้วยกัน ซึ่งดึงการเมืองไทยเข้าสู่จุดไร้ทางออกและตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ความเสียหายเฉพาะหน้าที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นทุนความเสียหายรวมของจุดเปลี่ยน และบทเรียนการเมืองหน้าใหม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอะไรบ้าง

หุ้นต่ำสุดรอบ 19 เดือน โดยในช่วงวันที่ 1-5 กันยายนที่ผ่านมา (1-5 ก.ย.) เหตุความวุ่นวายทางการเมือง ทุบดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 645.80 จุด ลดลง 5.65% จาก 684.44 จุด ในสัปดาห์ก่อน นับจากสิ้นปี 2550 ดัชนีลดลงไปแล้วทั้งสิ้น 24.74% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 11,992.33 ล้านบาท

ท่องเที่ยวกระทบหนักจากการปิดสนามบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินที่สนามบินหาดใหญ่ประมาณ 3 วัน สูญเสียรายได้ รวมกว่า 5 แสนบาท สนามบินภูเก็ต ประมาณ 5.7 ล้านบาท

สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับผลกระทบในส่วนของผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ทั้งขาเข้าและขาออก) ซึ่งมีจำนวนลดลงไปประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 3 หมื่นคนต่อวัน จากปกติที่ม ีผู้โดยสารระหว่างประเทศรวมประมาณ 8-9 หมื่นคนต่อวัน

ในส่วนของการรถไฟ การหยุดบริการเดินรถไฟหลายเส้นทาง ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำให้การรถไฟเสียรายได้ไปแล้วกว่า 70 ล้านบาท

ส่งออก-นำเข้าติดร่างแห การหยุดงานของพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกและนำเข้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องย้ายไปใช้บริการท่าเรืออื่น แทนท่าเรือกรุงเทพที่คลองเตย ซึ่งจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และไม่มีความสะดวก เพราะปกติภาคส่งออกไทยมีปริมาณตู้ส่งออกสินค้าจำนวนมากและติดขัดอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกกำลังกังวลกับผลกระทบด้านอื่นๆ ที่อาจจะตามมา อาทิ ผู้ซื้อในต่างประเทศจะย้ายคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยไปประเทศอื่น เพราะเกรงว่าผู้ส่งออกไทยไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้

เสี่ยงสูญเสียการลงทุนของต่างชาติในระยะยาว นับจากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน และม็อบปะทะนองเลือด หนึ่งในข้อมูลที่พบว่า มีความพยายามตรวจเช็กกันมากที่สุด คือ อารมณ์และมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศ

ข่าวดีคือ นักลงทุนหน้าเก่ายังเชื่อมั่นกับอนาคตการลงทุนในระยะยาว แต่ข่าวร้าย อยู่ที่ไม่มีใครการันตีได้ว่า นักลงทุนรายใหม่จะอยากมาลงทุนในประเทศไทยมากน้อยเท่าใด ในอนาคตหากการเมืองยังหาทางลงให้ตัวเองไม่ได้ สัญญาณอันตรายดูได้จากการประกาศลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศไทย จากมีเสถียรภาพ ลงสู่มีโอกาสปรับลดในอนาคต

ใช้เวลา 1 ปีพื้นฟูเศรษฐกิจ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเมินความเสียหายจากปัญหาการเมืองในขณะนี้ ซึ่งกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่า มีแนวโน้มที่ผลกระทบจะซึมยาว และกว่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

“แต่ยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า สุญญากาศทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทุนสำรองยังสูง เศรษฐกิจจึงยังมีสภาพคล่องมากพอ”ข้อเท็จจริงเหล่านี้มักจะเป็นด่านหน้า ที่มักจะถูกหยิบยก และตรวจสอบก่อน ซึ่งหากสถานการณ์ความรุนแรงบานปลาย เป็นจลาจลนองเลือด ดั่งเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ หรือยืดเยื้อ แตกแยก จบยาก

ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจคงถมทับทวีคูณ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่มีครั้งไหนไม่สังเวยด้วยชีวิตมนุษย์

เมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516 ทุกคนที่ร่วมสมัยยังจดจำได้ดี และเรียกขานว่า วันมหาวิปโยคของคนไทย ด้วยภาพการห่ำหั่นของ คนไทยด้วยกันเอง ลองนึกถึง 6 ตุลาคม 2519 และ 17 พฤษภาคม 2535 เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

นี่คือต้นทุนชีวิตมนุษย์ที่หลายคนหลงลืมไปที่จะตรวจสอบเตือนสติ และพยายามหาทางหลีกเลี่ยง

ขณะนี้มีการพูดคุยและนำเสนอบทเรียนของสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา กันบ้างแล้ว สื่อบางส่วน อาทิ เว็บไซต์ประชาไท เนชั่นสุดสัปดาห์ และโพสต์ ทูเดย์ ได้นำเรื่องราวอันน่าสลดของการล้างเผ่าพันธ์ระหว่างเผ่าตุ๊ตซี่ (Tutsi) และเผ่าฮูตู (Hutu) ตลอดจนบทบาทของสื่อที่เป็นตัวเร่งความรุนแรง มาเตือนสติก่อนที่กรุงเทพมหานคร จะกลายเป็นสมรภูมิของสงครามการเมือง และจังหวัดอื่นๆ ของประเทศ จะปะทุความเกลียดชัง จนฉุดรั้งให้มีสภาพเฉกเช่นที่ชมรมคนรักอุดร ก่อเหตุจลาจลทำร้าย

ม็อบพันธมิตรมาแล้วครั้งหนึ่ง หรืออาจจะรุนแรงกว่า

ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย ซึ่งระบุว่าสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ซึ่งกินเวลาประมาณ 100 วัน ระหว่าง 6 เมษายน จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537 ได้เกิดการสังหารหมู่ชนพื้นเมืองชาวตุ๊ตซี่ และชาวฮูตู ไปประมาณ 800,000-1,071,000 คน โดยกลุ่มผู้กระทำการ คือ กลุ่มทหารบ้านหัวรุนแรงชาวฮูตู ได้แก่ กลุ่มอินเตราฮัมเว และกลุ่มอิมปูซูมูกัมบิ

อย่าให้เหตุการณ์แบบเดียวกับรวันดา เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินของประเทศไทย เพราะไม่มีประโยชน์อะไร หากจะปกป้องระบอบประชาธิปไตย โดยแลกด้วยชีวิตคนไทยด้วยกัน และยิ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรื้อสร้างระบอบประชาธิปไตย หรือระบบการเมืองใหม่ใดๆ บนกองซากศพของเพื่อนพ้องน้องพี่

เหตุการณ์นองเลือดในทุกครั้งที่ผ่านมาของวิถีประชาธิปไตย ให้บทเรียนมาโดยตลอดว่า ระบบ และคน ต้องเติบโตไปพร้อมๆ กัน พลัง และกลไกของระบบถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์

เหตุการณ์นองเลือดในอดีต มักจะจบลงด้วยการกลับไปนั่งนับหนึ่งใหม่ และการทุ่มเทความพยายามสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยให้รัดกุม ล้อมคอก และเข้มงวดจริงจัง ในรูปของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่สุด ผ่านมา 70 กว่าปีแล้ว ประชาธิปไตยยังไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำให้ประเทศไทยดูดีในสายตาต่างชาติ มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง มีผู้แทนราษฎร และรัฐสภาอันทรงเกียรติ แต่กลับไม่ได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง และคุณค่าหลัก ของระบอบประชาธิปไตยขึ้นได้อย่างสมบูรณ์เลยสักครั้ง

ไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกันการจลาจลนองเลือด โดยไม่ได้หมายถึงการหามาตรการมาปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมุมมองที่แตกต่าง แต่เป็นการพัฒนาวุฒิภาวะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบอบประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือว่า เป็นระบบการเมืองที่ดีที่สุดแล้วในเวลานี้ โดยเฉพาะวุฒิภาวะของผู้นำ ยิ่งต้องสูง เป็นพิเศษ โดยเฉพาะสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

เพราะเมื่อการเผชิญหน้ากำลังจะนำมาซึ่งความเสียหายของทั้งประเทศ โดยเฉพาะกรณีปัจจุบัน การตัดสินใจอยู่ในมือของผู้นำคนเดียวเท่านั้น

เปรียบเทียบกรณีของไทยกับญี่ปุ่น การลาออกอย่างกะทันหัน ของ นายยาสุโอะ ฟูกูดะ นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบรับทั้งสองด้าน คือ มีทั้งคนเห็นด้วย และตำหนิว่า ไม่รับผิดชอบกับผลกระทบที่อาจจะตามมา หากประเทศอยู่ในช่วงสุญญากาศผู้นำ

แต่บทเรียนที่น่าพิจารณาของผู้นำญี่ปุ่น คือ สปิริตผู้นำ ในคำชี้แจงเหตุผลของการลาออก นายฟูกูดะ สรุปสาระสำคัญได้ 2-3 ประเด็นได้แก่ ประการแรก ไม่ต้องการให้เกิดภาวะหยุดชะงักทางการเมือง

โดยหลังจากที่ตัวเขาลาออกพรรคเสรีประชาธิปไตย ก็เริ่มกระบวนการสรรหาผู้นำขึ้นมาแทนที่ภายในพรรค และขอฉันทานุมัติจากรัฐสภา แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ส่วนจะมีการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดังที่ประชาชนอยากเห็นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป

อีกประการหนึ่ง นายฟูกูดะอ้างถึงการให้ความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ด้วยการเปิดทางให้ทีมใหม่ ซึ่งสามารถดำเนินนโยบายไปได้ดีกว่าตัวเขา

การแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่มีบทบาทเป็นผู้นำประเทศในลักษณะคล้ายๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมการเมืองที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

เมื่อครั้งที่ นายชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น คนก่อนหน้านายฟูกูดะ ซึ่งได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระเช่นกัน ได้อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจว่า เพื่อแสดงความรับผิดชอบในเรื่องคะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำ ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับรัฐมนตรี ดังนั้น จึงควรเป็นความรับผิดชอบของเขาที่คณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วและชุดใหม่ควรจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

วิธีคิด และมุมมองผู้นำญี่ปุ่น แตกต่างทรรศนะของนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งให้เหตุผลของการตัดสินใจดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไปว่า เพื่ออยู่ดูแลรักษาประชาธิปไตยให้คงอยู่กับบ้านเมืองต่อไป

ไม่มีใครตอบได้ว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีคิด ถูก หรือ ผิด เพราะผู้นำไม่ว่าจะเป็นใครบนโลกใบนี้ ล้วนแต่มีบุคลิก และคุณลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีในระยะหลังๆ ที่แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว ต่อผู้ชุมนุม ซึ่งขัดแย้งต่อคำมั่นสัญญาที่จะใช้แนวทางประนีประนอมในการแก้ไขปัญหา และไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

แต่ในบางแง่บางมุม สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ ณ ขณะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างระบบการเมืองของญี่ปุ่น และไทย โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมทางการเมือง วุฒิภาวะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนกลุ่มต่างๆ ในประเทศ

ตราบใดที่ประเทศไทย ไม่สามารถหยุดเหตุการณ์นองเลือดเพื่อรื้อสร้างประชาธิปไตย โอกาสกลับไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ก็มีสูง และเป็นไปได้ตลอด การเมืองไทยจะวนเวียนอยู่กับผลประโยชน์ มุมมองต่าง และความแตกแยกไปอีกนาน

และหากยิ่งนานเท่าใด ก็ไม่สามารถหยุดการสูญเสียต้นทุนเศรษฐกิจ และต้นทุนมนุษย์ได้เช่นกัน






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>