![]() |
ศุภชัย พานิชภักดิ์
เตือนระวังเมกะโปรเจ็กต์ดันเงินเฟ้อพุ่ง
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวกับ ผู้สื่อข่าวภายหลังบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCOT) ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อ 8 ก.ย.2551 โดยประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้บางส่วนอาจส่งผลกระทบต่อไทยอยู่แล้ว
แต่บางส่วนก็เป็นผลดี เช่น สถานการณ์ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะทำให้เศรษฐกิจไทยดี เชื่อมั่นว่าปีนี้การส่งออกของไทยต้องดีแน่ แม้จะมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนลงมานิดหน่อยกลับเป็นตัวช่วยให้การส่งออกของไทยดีขึ้น
ปีนี้อังค์ถัดประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำลงไป 1% การค้าจะขยายตัวต่ำลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากถึงกับถดถอย เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยอาจได้รับผลกระทบน้อยและน่าจะไปได้ดีด้วยซ้ำ เหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
จะมีแต่เรื่องการลงทุนเท่านั้นที่เราควรอธิบายให้กับนักลงทุน ต่างชาติเข้าใจด้วยว่า โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรายังมีวินัยทางการคลัง มีการกระจายโครงสร้างการผลิต และปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหากับโครงสร้าง เนื่องจากการลงทุนเป็นเรื่องระยะยาวไม่ได้ดูกันที่ 1-2 วันนี้ ดังนั้นสถานการณ์ (ทางการเมือง) ขณะนี้จึงไม่น่าจะส่งผลต่อการลงทุน
แต่ส่วนที่กระทบคงเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกระทบกันทั่วเอเชีย โดยปีนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว 1% เศรษฐกิจเอเชียอาจชะลอจาก 7% เหลือ 6% และอาจกระทบยาวไปถึงปี 2552 ซึ่งตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะเท่าที่ฟังจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีการประเมินว่าจะมีผลกระทบไปถึงปีหน้า และหากไทยไม่มีพื้นฐานในการลงทุนรองรับสำหรับปีหน้า ผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวครั้งนี้เรายังไม่ได้เห็นจุดที่ต่ำสุด และยังมีการพูดกันว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกที่มาจากสหรัฐอเมริกา จุดต่ำสุดยังไม่มาและยังลามไปได้อีก
ดร.ศุภชัยได้ให้ข้อคิดถึงผู้กำหนดนโยบายของไทยด้วยว่า ต้องระวังทั้ง 2 เรื่อง คือ 1.ต้องติดตามดูให้ดีว่าอัตราการเพิ่มของเงินเฟ้อ เวลานี้มาจากปัจจัยใดกันแน่ ถ้าหากแรงกดดันจากราคาอาหารและพลังงานชะลอลงแล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ยังไม่ลงหรือกลับเพิ่มสูงขึ้นอีก ถึงตรงนั้นเชื่อว่าต้องดำเนินนโยบายที่เข้มข้นขึ้นอีก แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวตามราคาอาหารและพลังงานอย่างสอดคล้องกันก็ไม่เป็นไร
2.เรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเวลานี้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มจะดีขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในตัวอยู่แล้ว แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหากไปทำโครงการใหญ่ๆ ขึ้นมาในช่วงนี้อาจไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการพิจารณาทำโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการที่เพิ่มผลผลิตต่อหัว (productivities) มากกว่า เช่น การปรับปรุงความแข็งแกร่งของสถาบัน การดูแลเรื่องกฎระเบียบ ที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การลงทุนด้านการผลิต การปรับปรุงการบริหารด้านการขนส่งที่อาจใช้เงินน้อยกว่าและมี ผลกระทบกับเงินเฟ้อน้อยกว่า ซึ่งทางหนึ่งยังช่วยลดเงินเฟ้อและส่งเสริมการแข่งขันทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยดีกว่าเดิม
![]() |
โดยในแง่หนึ่ง ดร.ศุภชัยเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจโดย เอาเงินลงไปผลักดันยิ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นปัญหาจะลามจากเรื่องของ cost push (ต้นทุนสูงขึ้น) ไปเป็นเรื่องอื่นได้ ดังนั้นการลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์อาจต้องชะลอไปบ้าง เนื่องจากหากไปทำเรื่องพวกนี้โดยรัฐบาลออกมาจ่ายเงินมากขึ้น มันจะทำให้เกิด cost push inflation (ต้นทุนสูงขึ้น) ลามไปถึงส่วนอื่นของภาคเศรษฐกิจ และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกรอบได้
แต่ถ้ารัฐบาลลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์แบบค่อยๆ เอาเงินเข้าไปลงทุน มันก็อาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก ซึ่งถ้าหากเลือกได้ ดร.ศุภชัยเสนอว่า ให้เลือกทำในโครงการที่ใช้เงินไม่มากนัก ในตอนนี้ หรือเลือกโครงการลงทุนที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการ เพิ่มผลผลิตต่อหัวก่อน
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
“เราเสมือนแซนด์วิชที่ถูกอัดอยู่ตรงกลาง”
เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เชิญนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาบรรยายพิเศษในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ประจำปี 2551 ในหัวข้อ “อนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย” ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้
นายโฆสิตกล่าวว่า จากประสบการณ์ในการทำงานทางด้านพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของตนตลอด 50 ปีที่ผ่านมา พอที่จะแบ่งช่วงระยะเวลาของพัฒนาการเศรษฐกิจไทยได้ 2 ยุคใหญ่ ดังนี้
ยุคที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2500 ช่วงนั้นประเทศไทยมีประชากรน้อย ค่าแรงต่ำ แถมยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นปัจจัยหลักที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงมาจากการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาแปรสภาพเป็น GDP ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะเน้นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 8-9% ต่อปี
พอมาถึง ยุคที่ 2 ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง ต้องหันไปพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอกประเทศ แต่บังเอิญได้มีการค้นพบ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นจำนวนมาก และนี่คือที่มาของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากนั้นประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จจากการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก
แต่พอมาถึงปี 2540 ประเทศไทยก็เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ตรงนี้ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ว่า “การพึ่งพิงปัจจัยที่มาจาก ต่างประเทศมากเกินไป ถ้าดูแลไม่เหมาะสมก็จะมีโทษ”
“พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยได้หล่อหลอมทัศนคติ ความรู้สึกของคนไทยจนก่อตัวกลายเป็นความขัดแย้งในเชิงความคิด เห็นว่ามี 2 ขั้วใหญ่คือ กลุ่มคนที่นิยมชมชอบทักษิโณมิกส์ กับพวกที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มหนึ่งอยากได้เยอะๆ กับอีกกลุ่มหนึ่งก็ระมัดระวังกลัวจะเกิดวิกฤตซ้ำรอยเดิม ดังนั้นวันนี้จึงมีทั้งคนที่เชียร์ให้รัฐบาลออกมาตรการระยะสั้นและระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป โจทย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดตลาดการค้าเสรี การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างกัน
![]() |
“แต่ที่เป็นประเด็นปัญหาและถือเป็นโจทย์ที่สำคัญในขณะนี้คือ ประเทศไทยจะขยับขึ้นไปแข่งกับประเทศที่แข็งแรงกว่าอย่างญี่ปุ่นก็ไม่มีปัญญา ขณะเดียวกันก็มีประเทศจีน เวียดนามที่มีค่าแรงถูกกว่า ทรัพยากรมากกว่า ไล่ตามหลังมา สถานการณ์ตอนนี้เปรียบเสมือนแซนด์วิชที่ถูกอัดอยู่ คล้ายกับสิงคโปร์ในอดีต เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่ผมคิดนั้นจะมีพัฒนาการคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในเกาหลีและสิงคโปร์”
ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้หลักๆ จะมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1) global supply chain ก่อนอื่นก็ต้องมาดูว่าประเทศไทยมีธุรกิจอะไรที่พอจะเข้าไปอยู่ใน global supply chain ได้บ้าง ถ้าไม่มี เงินลงทุนจาก ต่างประเทศก็ไม่ไหลเข้ามา
ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนประเทศไทยมีรถปิกอัพเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยน แต่พอน้ำมันแพงรถปิกอัพก็อาจจะไม่ใช่โปรดักต์แชมเปี้ยนอีกต่อไป รัฐบาลจึงต้องไปคิดค้นโปรดักต์ตัวใหม่นั่นก็คือ รถยนต์อีโคคาร์ โดยมีผู้ผลิตรถยนต์สนใจเข้ามาลงทุนถึง 6 บริษัท
“ยุทธศาสตร์แบบนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนคงจะต้องมาช่วยกัน แต่ถ้าวันนี้ไม่คิดในอนาคตข้างหน้ารัฐบาลไม่มีเงินที่จะไปแจก ชาวบ้านหรือแจกน้อยลง ความขัดแย้งก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
2) การพัฒนาองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ (knowledge base) หมายถึง การนำเอากระบวนการเรียนการสอน กระบวนการวิจัยและกระบวนการปฏิบัติมาเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างเช่น แพทย์จบการศึกษาออกไปรักษาคนไข้แล้วพบปัญหาในการรักษาก็นำปัญหาส่งไปให้มหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์วิจัยค้นคว้า เมื่อศึกษาเสร็จ ส่งไปให้แพทย์ปฏิบัติใหม่ จึงเห็นได้ว่าการพัฒนาองค์ความรู้ของวงการแพทย์ไทยก้าวหน้าไปมาก
“สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ การนำกระบวนการเรียนรู้มาเชื่อมโยงกัน วันนี้กระบวนการเรียนรู้มีความสลับซับซ้อนขึ้นมากจะอาศัยศาสตร์เพียงแขนงเดียวคงไม่พอ ตราบใดวิศวกรมือไม่เคยเปื้อนน้ำมัน แถมยังไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน กระบวนการเรียนรู้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เราจึงไม่สามารถผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ได้ เพราะขาดความเชื่อมโยงกันระหว่างคณะแพทยศาสตร์กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น”
จากตัวอย่างที่กล่าวมา ก็พอมองเห็นอนาคตของประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร ลองลงมือทำสัก 1-2 ครั้ง ต่อๆ ไปก็จะตามมา
ธนินท์ เจียรวนนท์
“ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส”
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา นายธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “มุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” ในงานเปิดสถานีโทรทัศน์ 24 ชั่วโมง TNN
นายธนินท์กล่าวว่า ในระยะยาว ผมมองว่าประเทศไทยเรามีน้ำมันบนดินที่ใช้ไม่มีวันหมด เราก็ปลูกขึ้นมาใหม่ได้ถ้ามีระบบชลประทาน ถ้าผมเป็นผู้ตัดสินใจ สิ่งแรกที่ผมจะไปลงทุนคือ เรื่องชลประทาน มันจะเหมือนกับเอาเงินเข้าประเทศ 3 แสนล้าน เงินต่อเงิน เพราะการจ้างงานทุกอย่างคึกคัก เราจะทำให้ผลผลิตของเรามั่นคง และไม่กลัวแห้งแล้ง ไม่มีฝนเราก็ปลูกได้ และปีหนึ่งเราปลูกได้อย่างน้อย 3 รอบ
ดังนั้นผมจึงมองว่า ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส ในสิบปีต่อไปนี้ต้องวางแผน วางนโยบายให้อุตสาหกรรมทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงมาใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรายังสู้กับจีนกับเวียดนามได้ เพราะฐานทุกอย่างเราพร้อมกว่าเวียดนามเยอะ รวมทั้งต่างประเทศยังมาลงทุน
ทำไมเราไม่เอาคนไทยไปต่างประเทศ ประเทศไทยเราต้องสร้างคนที่มีเทคโนโลยี ต้องสร้างจ้างเทคนิค ไม่ใช่ไปขายแรงงาน เราต้องขายความรู้ ขายคนที่มีคุณภาพ เช่น ช่างเทคนิค หรือผู้จัดการโรงงาน โรงแรม หัวหน้ากุ๊ก หรือนางพยาบาล
มหาวิทยาลัยคริสเตียนที่อเมริกา ต้องการสร้างนางพยาบาลให้ได้ปีละ 2,000 คน แต่เขาทำได้แค่ 200 คน เพราะต่อไปคนสูงอายุมากขึ้นต้องการคนดูแล เราสร้างคนมีความรู้ที่ไม่ใช่ไปขายแรงงาน
สินค้าเกษตร ยาง เราเป็นผู้นำแน่นอน เราขายมากที่สุดในโลก เราควรเป็นผู้กำหนดราคา ยางต้องแพงกว่าน้ำมัน เพราะยางเทียมมาจากน้ำมัน ทำไมน้ำมันไป 100 กว่า เรายังขาย 90 เราไม่ได้ไปบริหารปล่อยขายตามบุญตามเกิด คนซื้อก็น้อย คนขายก็มาก ใครอยากจะซื้อแพงถ้าเราไม่จัดการ เหมือนข้าว เรามีพ่อค้าเป็นร้อย เราจึงต้องมีสมาคมไปสนับสนุน สมาคมไปขายแต่ผู้เดียว ไม่ใช่เอาร้อยคนไปขายไปเสี่ยงราคากันเอง
ยังไงก็ตาม เกษตรกรเราต้องใช้เทคโนโลยี เอาไบโอมาช่วยเพิ่มผลผลิตได้หลายเท่า เราสู้กับน้ำมันได้แน่ ไฟฟ้าของเรานอกจากใช้น้ำแล้ว ใครจะว่าผมก็ตาม เราต้องใช้ปรมาณู นิวเคลียร์มาปั่นไฟ ในโลกนี้ทำมาหลาย 10 ปีแล้ว วันนี้เทคโนโลยียิ่งสุกงอม
ถ้าเราจะก้าวไปสู่ตลาดโลก เมืองไทยพร้อมหรือยัง เรามีน้ำมันที่ใช้ไม่มีวันหมด มีบ่อน้ำมันที่เพิ่มได้ทุกปี ถ้าเอาไบโอเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตรงนี้ผมมองว่าเมืองไทยเต็มไปด้วยโอกาสและสำคัญยิ่ง
เราขายโลตัสไปตอนวิกฤต อย่าเข้าใจผิดว่า โลตัสเป็นของ ซี.พี. แม็คโคร เราก็ขายส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่เซเว่นฯเป็นของเรา ซึ่งไม่ได้แข่งกับโชห่วย แต่เราขายความสะดวก ขายแพงกว่า ขายบริการ แต่ท่านรู้ไหมว่า ตั้งแต่มีแม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ร้านโชห่วยเกิดขึ้น จาก 3 แสน เป็น 6 แสน ตัวผมเองยังงง
ผมอยากจะฝาก อันไหนทำประโยชน์ให้กับคน 63 ล้านคนได้ เราอย่าไปมองว่าเขาเป็นต่างชาติ หรือไม่ต่างชาติถ้าเขาทำประโยชน์ให้เราได้ ต่อไปในโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราต้องดูแลไม่ให้เขาเอาเปรียบคนไทย เราอย่าไปให้ภาพประเทศไทยว่า เราจะเดินถอยหลัง ปิดประเทศ เรายังต้องคบค้าสมาคมกับต่างประเทศ
นโยบาย ซี.พี. ตลาดคือโลก ที่ไหนถูกเราซื้อที่นั่นและเราผลิตสินค้าไปขายทั่วโลก ถ้าตลาดในโลกนี้คือของเรามองแต่วัตถุดิบของเมืองไทย ถามว่า เรามีกี่มากน้อยให้เราซื้อ ไม่พอหรอก ดังนั้นต้องมองว่าวัตถุดิบในโลกก็ของเราเหมือนกัน ที่ไหนถูกเอาที่นั่น
คนเก่งในโลกก็เหมือนกัน เงินในโลกนี้ถ้าเราใช้ได้ก็ไปเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราอย่าไปจำกัดตนเอง ถ้าเรามีความสามารถ ก็ไปใช้เงินทั่วโลก เว้นแต่เราไม่มีความสามารถ ร้านโชห่วย เกิดขึ้นมากมายในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอเล็กๆ ก็เกิด ผู้ที่แข่งกับโชห่วยที่สุดคือโชห่วยเคลื่อนที่ที่มีทุกอย่างครบ คันนี้ขายเสื้อผ้า คันนี้ขายอาหาร ไปที 50 คัน 100 คัน คนในหมู่บ้านไม่ต้องไปถึงแม็คโคร โลตัส อะไรที่เกิดประโยชน์กับประชาชนก็ให้เขาแข่งไป แต่อย่าไปเอาเปรียบ
เราอย่าจำกัดตัวเรา ถ้ามีคนเก่งในโลกทำไมไม่เชิญเขามา จ้างเขามาทำให้ สร้างให้ อย่ามองเขาเป็นต่างชาติ
เพราะไม่ว่าจะเป็นแมวดำหรือขาว ขอให้จับหนูเป็นก็พอ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










ความรู้ยอดนิยม