Performancing Metrics

Custom Search

หมู่เราคนไทยต้องการ “สติ” เพื่อจัดการความรู้ด้าน “การเมือง”



Donate


เคยคิดอยู่ว่าถ้าเป็นไปได้มิค่อยอยากจะนำเรื่องการเมืองมาเขียนในคอลัมน์นี้ เพราะ ณ ขณะนี้บ้านเมืองไทยของเราก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดจากเหตุการเมืองระดับชาติ จึงไม่อยากให้ท่านผู้อ่านต้องมาตึงเครียดกันเข้าไปอีกเวลามาอ่านบทความของผมในคอลัมน์นี้ แต่ที่ต้องเขียนก็เนื่องมาจากเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนทวีคูณความรุนแรงความตึงเครียดไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าคนไทยกำลังคร่ำเคร่งกับการพยายามหาหนทางที่จะระงับสถานการณ์ความตึงเครียดนี้ด้วยสันติวิธี แต่ดูเหมือนว่าโจทย์ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น มิใช่จะเป็นปัญหาที่แก้ไขกันได้ง่ายๆ

เมื่อลองพิจารณาดูแล้วต้องขอกล่าวว่า คนไทยเราเป็นชนชาติที่ขึ้นชื่อว่าอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เรามิใช่หมู่ชนที่ชอบเผชิญหน้าสู้รบปรบมือกันอย่างรุนแรง เราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง เพราะฉะนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองอันร้ายแรงที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มักจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียขวัญต่อคนไทยอย่างยิ่ง ในวันนี้ที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางความแตกแยกกันทางแนวคิดทางการเมือง และอย่างที่กล่าวไว้คือดูเหมือนสถานการณ์จะทวีคูณความตึงเครียดไปเรื่อยๆ ผมคาดเดาว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยกลุ่มใหญ่ครุ่นคิดและวิตกกังวลคงจะมิใช่เรื่องที่ว่าฝ่ายไหนถูกหรือฝ่ายไหนผิด แต่คงกังวลใจกันว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันโดยใช้ความรุนแรงอีกเลย และกลายเป็นความรู้สึกหวาดระแวงและเสียขวัญในการดำรงชีวิต และครุ่นคิดว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศชาติอีกหรือไม่

ในฐานะนักวิชาการด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ผมขอสละสิทธิ์ไม่ใช้เวทีนี้มานั่งสาธยายเพื่อตัดสินใจว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ขอทำหน้าที่นำส่งศาสตร์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญและศึกษาอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม เพื่ออย่างน้อยอาจจะแก้ไขสถานการณ์คับขันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยเราได้บ้างไม่มากก็น้อย และขอเริ่มโดยกล่าว ณ ที่นี้ว่าศาสตร์แห่งการจัดการความรู้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดีในสถานการณ์นี้

คงต้องอารัมภบทให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจกันว่า จริงๆ แล้วการที่คนมาคุยมาสื่อสารกันนั้นก็ถือเป็นการจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่การสื่อสารนั้นเกิดจากความใฝ่รู้ที่แท้จริงในองค์ความรู้ที่นำมาเป็นหัวข้อในการสื่อสาร และในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ตอนนี้ อย่างน้อยถ้าจะมองโลกกันในแง่ดีก็คือมีผู้ที่ให้ความสนใจใฝ่รู้ในเรื่องของการบ้านการเมืองอยู่มากมาย มีการสื่อสารทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ ภายใต้การสื่อสารระหว่างกันนั้นมีองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองหลากประเภทไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองและประชาธิปไตยไทย นโยบายรัฐบาล นักการเมือง กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ อย่างน้อยสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ก็ช่วยให้คนไทยหลายๆ คนเปิดหูเปิดตารับองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองเพิ่มขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

และต้องย้อนกลับไปอธิบายสิ่งที่เกริ่นไว้แล้วว่า ด้วยเพราะเหตุใดการสื่อสารกันถือเป็นการจัดการความรู้ ผมขออนุญาตอธิบายท่านผู้อื่นอย่างนี้ว่า เวลาสื่อสารกัน อาทิ ประชุมกัน คุยกันนั้น มักจะมีเรื่องแสดงความคิดเห็นต่อกัน มีการคัดค้านกัน การหาเหตุผลมาสนับสนุนเหตุที่คัดค้านกัน และหาข้อสรุปกันในที่ประชุม ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยที่กระบวนการหลังสุดนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะกล่าว ณ ที่นี้เพื่อเป็นข้อแนะนำสำหรับคนไทยเพื่อให้พยายามต่อไปในการค้นหาสันติวิธีเพื่อระงับเหตุการณ์ตึงเครียดในบ้านเมือง และการค้นหาสันติวิธีนี้เองก็ถือเป็นการพยายามสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวกับการเมืองเช่นกัน และต้องขอกล่าว ณ ที่นี้ว่า วิธีการแก้ไขปัญหามิจำเป็นจะต้องใช้วิธีที่มีอยู่แล้วหรือวิธีเดิม แต่การสื่อสารทางการเมืองที่มุ่งจัดการความรู้ทางการเมืองสามารถนำไปสู่สันติวิธีใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันได้ ซึ่งผมขอเรียกสันติวิธีใหม่นี้ว่าเป็นนวัตกรรมทางการเมือง

คำว่า นวัตกรรม หรือในที่นี้ นวัตกรรมทางการเมือง คือสิ่งใหม่สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เป็นสิ่งที่ดีที่สร้างสรรค์และนำมาซึ่งความสำเร็จ และในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้บางทีคนไทยเราคงต้องช่วยกันบริหารจัดการความรู้ผ่านทางการสื่อสารทางการเมือง เพื่อระดมความคิดเห็นกันว่าสันติวิธีที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบันนั้นควรจะเป็นเช่นไร และถ้าให้ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีความเป็นวิชาการมาอธิบายสิ่งที่ผมกำลังกล่าวถึงนั่นก็คือ just-in-time knowledge creation หรือถ้าจะให้ตรงประเด็นที่กล่าวในบทความฉบับนี้ต้องเรียกว่า just-in-time political innovation ในเมื่อคนไทยเราได้พยายามพิจารณาใคร่ครวญถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีทางการเมืองที่มีอยู่เดิมแล้ว แล้วถ้าคิดว่าวิธีต่างๆ ดังกล่าวไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ให้เกิดผลสำเร็จในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็คงต้องรีบทำการจัดการความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมทางการเมืองอันเป็นสันติวิธีใหม่ๆ

อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ อาจจะทำให้เกิดความยากในการที่จะคิดใคร่ครวญที่จะหานวัตกรรมทางการเมือง และเมื่อท่านผู้อ่านลองใคร่ครวญกันดูให้ดีจะเห็นได้ว่าความยากนั้นเกิดจากความโกรธ หรือความทิฐิในหมู่คนไทยที่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีการสื่อสารทางการเมืองระหว่างกัน มีการจัดการความรู้ทางการเมืองกันอย่างหนาหูหนาตา แต่จริงๆ แล้วการสื่อสารที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากแรงผลักของความโกรธ ความทิฐิที่มีต่อกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ผมจึงไม่คิดว่า นวัตกรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้

ถึง ณ ตอนนี้ คงต้องขออนุญาตเตือนใจคนไทยทุกๆ คนว่า ประเทศไทยเรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เรามีหลักคำสอนทางพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และในหลายๆ กรณีที่หลักคำสอนทางพุทธศาสนาเป็นยาวิเศษที่รักษาใจคนจากใจที่เป็นทุกข์ให้กลายเป็นสุขได้อย่างดี และสถานการณ์บ้านเมืองยามคับขันอย่างนี้ยาวิเศษที่เป็นหลักคำสอนทางพุทธศาสนา น่าจะถูกนำมาอ้างอิงถึงเพื่อช่วยให้คนไทยเรียกความสามัคคีภายในบ้านเมืองให้กลับคืนมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลักคำสอนทางพุทธศาสนาที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ เรื่องของ “สติ” ท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด” และถ้าให้เปรียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย ณ ขณะนี้ก็ต้องขอกล่าวว่า “เมื่อคนไทยมีสติ สันติวิธีก็จะเกิด” แต่ว่า ณ ขณะนี้คนไทยเราอยู่บนท่ามกลางความโกรธ ความทิฐิ ซึ่งเรียกได้ว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นปรปักษ์ต่อความมีสติอย่างยิ่ง การประกอบกิจกรรมอะไรท่ามกลางจิตใจที่ไม่เป็นปกติ ในที่นี่กล่าวคือ คนไทยเราต่างสื่อสารทางการเมืองท่ามกลางจิตใจที่มีแต่ความโกรธแค้น ไม่ยินยอมกัน อยากจะเอาชนะซึ่งกันและกัน กระบวนการจัดการความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เป็นการจัดการความรู้ที่เกิดขึ้นจากความไม่มีสติ องค์ความรู้ทางการเมืองที่แบ่งปันกัน ก็จะเป็นแต่องค์ความรู้ที่นำมาซึ่งความโกรธความเกลียดกันมากขึ้น และไม่ได้ช่วยนำไปสู่นวัตกรรมทางการเมืองที่จะเป็นสันติวิธีใหม่อันเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน

ถึงเวลาที่เราคนไทยต้องเรียก “สติ” กลับคืนมาให้ได้ หันมามองความเป็นจริง หันมาอยู่กับความเป็นปัจจุบันว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ อย่าไปวกวนกับอดีตอันโกรธและขมขื่นมากเกินไปนัก และอย่าไปวนเวียนกังวลกับสิ่งเลวร้ายที่มันยังไม่เกิดขึ้นมากจนเกินไปนัก และหันมามองหน้ากันและถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองในปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร หันมาสื่อสารกันทางการเมืองอย่างมีสติ หันมาแบ่งปันความรู้หรือจัดการองค์ความรู้ทางการเมืองอย่างมีสติด้วยสภาวะจิตที่นิ่งมากขึ้นและเป็นปกติมากขึ้น เพื่อให้ “ปัญญา” เกิดขึ้นให้ได้ และ “ปัญญา” นี่เองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คนไทยต้องการ ณ ขณะนี้ เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการจัดการองค์ความรู้ผ่านการสื่อสารทางการเมืองที่จะนำไปสู่นวัตกรรมทางการเมืองหรือสันติวิธีรูปแบบใหม่ และสันติวิธีที่ว่านี้จะถือได้ว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยปัญญาของคนไทย อันเกิดจากความพยายามในการรวบรวมสติของคนไทย และองค์ความรู้ใหม่ดังกล่าวก็จะถูกจารึกลงไว้ในหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งต่างประเทศและในประเทศ กลายเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยที่น่าภูมิใจและเป็นสิ่งที่อนุชนรุ่นหลังจะได้รู้สึกประทับใจว่าคนไทยเรา ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะยังยึดความสามัคคีในบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ดร. มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>