Performancing Metrics

Custom Search
Page Ranking Tool

 Donate

ความรู้ล่าสุด

ฝึกวิทยายุทธ์แบบจีนแก้สารพัดโรควงการแพทย์ยันรักษาได้จริง!



       ชวนฝึก “ชี่กง-วูซู-ไท้เก็ก”3 ศาสตร์ออกกำลังกายจีน ลดความเครียด บำบัดโรค เปิดประสบการณ์ผู้ฝึกสายต่างๆ พบ ชี่กงรักษาวัยทองชะงัก-นำของเสียออกจากร่างกายได้เร็วกว่าปกติ 15 เท่า ส่วน‘วูซู-ไท้เก็ก’ รักษาสารพัดโรค ทั้ง คลายเครียด นอนไม่หลับ หัวใจ ความดัน โรคกระดูก ฯลฯ เปิดแหล่งสอนไท้เก็ก ทั่วกทม.
       
        สถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังตึงเครียดอยู่เวลานี้ อาจทำให้หลายคนประสบภาวะเครียด ซึ่งภาวะความเครียดนั้นคือภัยร้ายของการก่อเกิดโรคทางกายนานาชนิด แม้กระทั่งโรคซึมเศร้า แต่ความเครียดจะอยู่กับเราไม่นาน ถ้ารู้จักการออกกำลังกาย
       
      ขอแนะนำการออกกำลังกายแบบจีน ที่นอกจากจะกำจัดความเครียดได้แล้ว ยังสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย ทั้ง ‘ชี่กง’ ‘วูซู’ และ ‘ไท้เก็ก’
       
       “ชี่กง” ฝึกจิตให้สงบ-รักษาวัยทอง
       
        ภัทราภรณ์ พรประยูรชัย เลขานุการชมรมกายบริหารลมปราณชี่กง ลุมพินี(หอนาฬิกา) กล่าวว่า การออกกำลังกายแบบ “ชี่กง” นั้น โดยหลักการแล้วจะเป็นการฝึก 3 อย่าง ได้แก่
       
       1.ฝึกจิต ให้สงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน วิธีการฝึก คือให้เพ่งไปที่จุดตันเถียนส่วนล่าง ซึ่งจะอยู่ต่ำกว่าสะดือ 1 นิ้วครึ่ง เป็นจุดรวมพลังที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย
       
       2.ฝึกการหายใจ โดยเริ่มจากการฝึกการหายใจเข้า หายใจออกแบบช้าๆ
       
       3.ฝึกกาย โดยเริ่มจากการยืนที่ถูกต้อง โดยก้าวเท้าซ้ายออกมาจากเท้าขวา ความกว้างเท่าระดับไหล่ จากนั้น มือกางออกจากนิ้วโป้งให้เป็นรูปตัวแอล 4 นิ้วโค้งงอ เหมือนท่าอุ้มฟุตบอล และเริ่มทำการเคลื่อนไหวช้าๆ โดยการหายใจเข้า จะมีการเคลื่อนไหวขึ้น หายใจออกจะเคลื่อนไหวลง ซึ่งทุกท่าจะประสานกับการหายใจ
       
       “ตรงนี้สำคัญที่ต้องทำให้ถูก คนที่ทำถูกต้องจะเดินลมปราณได้ตลอดเวลา ลมปราณจะไปทะลุทะลวงตามเส้นเลือดฝอยต่างๆ แต่หากเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้าม จะทำให้ลมปราณเดินสับสน ซึ่งแม้ไม่มีอันตราย แต่จะไม่ทำให้ได้ประโยชน์”
       
       โดยหากทำการฝึกที่ถูกวิธี ปกติควรจะทำการฝึกวันละ 1 ชั่วโมง สำหรับที่สวนลุมพินี ทางชมรมจะมีการฝึกในบริเวณใกล้ๆ หอนาฬิกา ซึ่งจะฝึกทุกวันในช่วงเวลา 6.50-7.50 น.ทุกวัน โดยจันทร์-เสาร์จะเป็นการฝึกทำท่าตามครูฝึกต่างๆ ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นการทบทวนท่าต่างๆ ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมการฝึกได้
       
       การฝึกชี่กงนั้นสามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เพราะไม่มีอันตราย และหากฝึกอย่างสม่ำเสมอยังจะช่วยป้องกันโรคได้หลายโรค ทั้ง หัวใจ เบาหวาน ความดัน ระบบลำไส้ จึงทำให้คนที่ฝึกประจำมีสุขภาพดี ทั้งนี้ นพ.นิกร ดุสิตศิลป์ ประธานชมรมฯ ก็ได้มาฝึกกับชมรมกว่า 10 ปี และได้ทำวิจัยในนามสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าการฝึกชี่กงจะทำให้ได้รับผลประโยชน์อย่างมาก
       
       ผลงานวิจัยที่เห็นได้ชัดคือน้ำเหลืองของคนเรา ในเวลา 1 ชั่วโมง เดินได้ 1-5 เซนติเมตร แต่ผู้ที่ทำการฝึกชี่กงสม่ำเสมอจะทำให้น้ำเหลืองเดินได้ 15 เท่า คือ 15 เซนติเมตร ผลดีคือร่างกายสามารถนำของเสียไปทิ้งได้เร็วขึ้น การเจ็บป่วยน้อยลงด้วย
       
       นอกจากนี้ผลดีสำหรับการฝึกชี่กง ที่พบจากคนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ และได้ผลดีขึ้นได้แก่ ช่วยสร้างภูมิต้านทาน สำหรับคนเป็นโภคภูมิแพ้ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น คลายความตึงเครียด ภาวะนอนไม่หลับ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด อาการที่เกิดจากความเจ็บปวดจากกระดูด และข้อต่างๆ รวมทั้งสามารถรักษาโรควัยทองได้ดี
       
       “มีหมอสูติซึ่งตัวเองเป็นโรควัยทองมาฝึกชี่กง เพราะตัวเองเป็นหมอด้านนี้แต่รักษาตัวเองไม่ได้ พอมาฝึกได้สักระยะก็หาย เลือดลมดีขึ้น เมื่อกลับไปรักษาคนไข้ อันดับแรกคุณหมอจะให้คนไข้ทุกคนมาทำการฝึกชี่กงเพื่อรักษาในเบื้องต้น และไม่ต้องใช้ยา”
       
       ‘วูซู’ ศิลปะการต่อสู้แบบจีน
       
        การออกกำลังกายแบบจีนที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยอีกประเภทหนึ่ง คือ วูซู
       
        อาจารย์ เฉิน เซ้าอิ่น ชมรมวูซูจีนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วูซู นั้นเดิมเป็นศิลปะการต่อสู้แบบจีน แต่ระยะหลังๆ การฝึกวูซูทำเพื่อออกกำลังกาย รำเพื่อความสวยงาม และรักษาโรคด้วย
       
        วูซู นั้นจะแบ่งเป็นมวยเหนือ และมวยใต้ มวยเหนือมี 2 แบบคือ มวยภายใน และมวยภายนอก มวยภายในได้แก่ไท้เก็ก โดยมวยภายในจะมีการเรียนที่ยากมาก เพราะต้องนั่งทำสมาธิ มีท่ามากกว่า 365 ท่า ทั้งยืน นั่ง นอน เดิม หากทำผิดท่า โดยเฉพาะท่าระดับสูงๆ จะทำให้เลือดเดินผิดทาง และอาจเกิดการสลบ อันตรายมาก ส่วนมวยภายนอก จะเน้นไปที่ท่าทางการต่อสู้ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ที่มีชื่อเสียงมากคือ มวยเส้าหลิน ส่วนมวยใต้เป็นมวยแข็ง
       
        ปัจจุบันการสอนวูซู เน้นไปที่การรำสวยงาม มีท่าทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะมีการสอนการนั่งสมาธิประกอบด้วย แต่ไม่ได้สอนให้ฝึกท่าที่ยากเกินไป เพราะเคยสอนแล้ว ปรากฏว่ามีลูกศิษย์นำไปฝึกต่อที่บ้านแล้วเกิดการสลบ และเลือดออก อันตรายมาก จึงฝึกวูซูให้ลูกศิษย์เฉพาะภายในตื้นๆ เท่านั้น
       
        สำหรับผู้เริ่มฝึกจะต้องมีการฝึกที่เรียกว่า “จิ้งกง” หรือ ความนิ่งก่อน โดยตั้งตัวตรง หายใจเบาๆ สบายๆ สายตามองไปไกลๆ 50-100 เมตร ไม่ดูรถที่วิ่งผ่าน ไม่ดูคนที่เดินไปเดินมา จิตก็จะเกิดสมาธิ ทำให้เหมือนตัวเองไม่รู้สึกว่าหายใจอยู่ ท่านี้ถือเป็นท่าพื้นฐานที่จะทำให้คลายเครียดได้ดี รวมทั้งช่วยคนที่นอนไม่หลับได้ด้วย เมื่อฝึกต่อไปจนชำนาญจะมีการฝึกท่าสมาธิภายในลึก ได้แก่ หูฟังหัวใจเต็น ตาดูไปที่จมูกมองตรงไปที่หัวใจ หากฝึกถึงขั้นนี้จะทำให้รักษาโรคได้หลายโรค ส่วนท่าทางต่างๆ จะเริ่มฝึกตามพื้นฐาน มือ กับ ขา โดยมือมี 3 ท่าพื้นฐาน ขามี 5 ท่าพื้นฐาน จากนั้นจึงเริ่มมีการฝึกแบบผสมท่าพื้นฐานต่างๆ
       
       ฝึกหัวใจ ‘ไท้เก็ก’แก้สารพัดโรค
       
        ขณะที่การออกกำลังกายที่เรียกว่าไท้เก็ก สามารถช่วยรักษาโรคหลายชนิดได้เช่นกัน
       
       วรวุฒิ ร่มไทร อาจารย์สอนไท้เก็กประจำชมรมเพื่อสุขภาพซีจั้ง สวนลุมพีนี กล่าวว่าตนเองฝึกไท้เก็กตั้งแต่อายุ 12 เนื่องจากมีปัญหาเรื่องหอบหืด และได้ฝึกต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าการฝึกทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยหัวใจของไท้เก็กจะมี 3 หลักการคือ
       
       1.ต้องฝึกสมาธิทำให้จิตใจสงบตั้งมั่นอยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย มีสติรู้และมีความพร้อมตลอดเวลา
       
       2.การผ่อนคลาย โดยกล้ามเนื้อทุกส่วนควรผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด ข้อต่อทุกข้อสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและต่อเนื่อง ไม่มีอาการติดขัดหรือหดเกร็ง
       
        3.การจมโดยในขณะยืน ปล่อยให้น้ำหนักทุกส่วนจมลงสู่ฝ่าเท้า ร่างกายช่วงบนให้เบาว่าง ร่างกายช่วงล่างให้หนักแน่น ดุจการหยั่งรากของต้นไม้ใหญ่
       
        หลังจากนั้นจะเริ่มฝึกจากท่ายืน เป็นท่าพื้นฐาน เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ผู้ฝึกจะค่อยๆ สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่เกิดขึ้นจากการประสาน กาย จิต และลมหายใจที่เป็นธรรมชาติแม้จะเป็นท่าพื้นฐาน แต่ประโยชน์มีมากมาย
       
        โดยทางการแพทย์จีนชี้ว่าการฝึกไท้เก็ก และวูซู จะช่วยปรับสมดุล หยิน หยางในร่างกาย และมีประโยชน์ในการบำบัดโรคต่างๆ เช่นโรคปอด,โรคกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย,โรคประสาท วิตกกังวลสูง ปวดหัว นอนไม่หลับ,โรคโลหิตจาง,โรคความดันโลหิตสูง-ต่ำ โรคหัวใจ,โรคทางกระดูกกล้ามเนื้อ เอ็น เช่น รูมาติค เหน็บชา กล้ามเนื้ออัมพาต กล้ามเนื้อลีบ,ใช้รักษาการช้ำภายใน ฯลฯ
       
        นอกจากนี้ นักวิจัยในออสเตลียและไต้หวัน ได้ทำการวิจัยผู้ป่วยเบาหวานที่รำมวยไท้เก็กสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ฝึกไท้เก็ก โดยทำให้ระดับน้ำตาลส่วนเกินในเซลล์เม็ดเลือดแดงลดลง รวมทั้ง กระตุ้นให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลง
       
       ส่วนการทดลองที่ออสเตรเลียนั้น ปรากฏว่า การฝึกไท้เก็กและชี่กง ซึ่งเน้นเทคนิคการหายใจ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ได้กระตุ้นให้เกิดการปรับระดับกลูโคสในเลือด และ“กลุ่มอาการของการเผาผลาญอาหาร” มีผลในการช่วยลดความอ้วนด้วย
       
       แหล่งสอนไท้เก็ก-ชี่กง
       
        อย่างไรก็ดี ไท้เก็ก ถือเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การต่อสู้ วูซู ปัจจุบันมีการสอนอย่างแพร่หลาย ได้แก่ สำนักฉางชุนถัง หมู่บ้านชวนชื่น ซ.ประชาชื่น 30,มวยไท้เก็กตระกูลอู่ บริเวณลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี,คณะไท้เก็กลิ้มซิวหงอ สาขาสวนลุมพินี (ลานตะวันยิ้ม),มวยไท้เก็ก ของอาจารย์เฉิน เซ่าอิ่น ที่สวนลุมพินีบริเวณสนามหญ้าตรงข้ามอาคารผู้สูงอายุ เวลา 7.00-8.30 น. ทุกวัน และสนามศุภชลาสัย วันพฤหัส กับวันศุกร์ เวลา 17.00 – 18.30 น., มวยไท้เก็กตระกูลเฉิน ชั้น 4 อาคารปิยวรรณ ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสซอยอารีย์,
       
       ศูนย์บูรณาการศาสตร์และภูมิปัญญาโบราณ ของอาจารย์สุวินัย ภรณ์วลัย (มวยจีน ชี่กง โยคะ) ชั้น 4 ฝั่งโลตัส ซีคอนสแควร์,อาจารย์เซ่งฮุย ไท้เก็ก สอนเน้นพลังจากข้างใน เป็นมวยตระกูลเฉิน ที่สวนสมเด็จย่าเฉลิมพระเกียรติใกล้สะพานพุทธ,และ OCA หรือวิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก (ชี่กง โดยภัทราภรณ์ พรประยูรชัย เลขานุการชมรมกายบริหารลมปราณชี่กง ลุมพินี(หอนาฬิกา) และไท้เก็ก โดย สันต์ ริ้วรุจา เลขาสมาคมไท้เก็กแห่งประเทศไทย)
       
        ทั้งนี้การฝึกตามสวนสาธารณะต่างๆ นั้นมักจะคิดราคาเป็นค่าสมาชิกประมาณ 500-1,000 บาทต่อเดือน หากอบรมเป็นคอร์สจะอยู่ประมาณ 2,000 บาทต่อคอร์ส






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>