Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

อนาธิปไตย



Donate


การปกครองแบบอนาธิปไตยหรือการปกครองที่ไม่มีการปกครอง รัฐบาลไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้ เพราะกฎหมายไม่สามารถบังคับได้ เป็นการปกครองโดยกฎหมู่ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “mob rule” เป็นสภาพหรือสภาวะที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาระบอบการปกครองทั้งหลายที่ว่าๆ กัน โดยที่ผู้คนก็ไม่รู้ตัวว่ามีความเสียหายต่อประเทศชาติและสังคมมากน้อยเพียงใด เพราะในที่สุดก็มักจบลงด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร

การที่ฝูงชนจำนวนหนึ่งขัดขืนไม่ยอมปฏิบัติต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะโดย “สันติวิธี” หรือโดยวิธี “รุนแรง” ย่อมเป็นผลเสียต่อประเทศชาติสังคมทั้งนั้น ไม่ใช่มีแต่ผลดีต่อเดียว

เมื่อครั้งท่านมหาตมะ คานธี นำชาวอินเดียทั้งฮินดูและมุสลิมทำการดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับอินเดีย แม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลอาณานิคม ซึ่งถ้าพูดทางรัฐศาสตร์ก็ขาดความชอบธรรม แต่ถ้าพูดในแง่ “นิติศาสตร์” ก็เป็นกฎหมายที่สมบูรณ์ และมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อความอยู่รอดของสังคมและประเทศชาติ การดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษได้รับการสนับสนุนจากชาวอินเดียอย่างท่วมท้น แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

ปัญญาชนอินเดียบางคนก็ไม่เห็นด้วย หรือลังเลที่จะเห็นด้วย เพราะจะทำให้อินเดียกลายเป็นสังคมที่ไม่เคารพกฎหมาย กลายเป็นสังคมที่ปกครองโดย “กฎหมู่” ท่าน บ.ศ.รามณ หรือ B.S. Raman อดีตนายกสมาคมโหรของอินเดียในยุคอาณานิคมได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือ “ตำราโหราศาสตร์” ของท่านว่า แม้ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านระบอบการปกครองอาณานิคมของอังกฤษในอินเดียอย่างยิ่ง และเป็นสาวกคนสำคัญของท่านมหาตมะ คานธี แต่ท่านก็ไม่เห็นด้วยที่ท่านมหาตมะ คานธี ใช้วิธีชุมนุมประกาศไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาณานิคมที่ห้ามชาวอินเดียทำนาเกลือ เพราะนาเกลือผูกขาดโดยรัฐบาล แล้วให้สัมปทานแก่นายทุนเป็นผู้ทำ เพราะเมื่อได้เอกราชแล้วสังคมอินเดียก็จะกลายเป็นที่บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ไม่มีใครเคารพกฎหมาย สังคมจะสับสนวุ่นวาย ฆ่าฟันกัน ไม่มีความสงบสุข รัฐบาลจะอ่อนแอ ทำงานพัฒนาประเทศไม่ได้

ก็เป็นดังที่ท่านรามณว่า ยังไม่ทันจะได้รับเอกราชดีเลย ชาวฮินดูกับชาวมุสลิมก็รบราฆ่าฟันล้มตายเป็นจำนวนหลายล้านคนทั้งสองฝ่าย ผู้คนต้องโยกย้ายพลัดที่นาคาที่อยู่เป็นจำนวนหลายสิบล้านคน เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ตั้งตัวเป็นใหญ่ จะแยกออกจากสหภาพอินเดีย ต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามในที่สุดก็ต้องแยกเป็นสองประเทศคืออินเดียและปากีสถาน ซึ่งมีทั้งตะวันออกและตะวันตก และในที่สุดบังกลาเทศก็แยกตัวออกไปอีก

หลังได้รับเอกราช รัฐบาลพรรคคองเกรสต้องใช้เวลานานจึงสามารถคุมสถานการณ์ให้เป็นปกติได้ โดยใช้กำลังทหารเข้าควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคว้นที่มีคนต่างเชื้อชาติต่างภาษาต่างศาสนา เช่น แคว้นอัสสัม แคว้นกัษมิระ แคว้นปัญจาบ เป็นต้น แม้กระนั้นการใช้กฎหมายเข้าประหัตประหารกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ก็มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

ประเทศไทยเราโชคดีที่ความแตกต่างกันเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา จะมีอยู่บ้างก็ถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างพม่า อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น

แต่บางครั้งความแตกต่างในเรื่องความคิดทางการเมือง หรือบางครั้งความแตกต่างอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ ทำให้เกิดความแตกแยกเกิดการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลให้ทำตามความคิดเห็นของตน หรือบางครั้งก็เลยไปถึงการชุมนุมเพื่อ “ล้มรัฐบาล” หรือเพื่อ “แยกดินแดน” ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นประเทศใดๆ

การชุมนุมโดยสันติวิธีปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องในเรื่องต่างๆ เว้นแต่การ “ล้มล้างรัฐบาล” ล้มล้างระบอบการปกครอง หรือ “แบ่งแยกดินแดน” และอยู่ในกรอบของกฎหมายและไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่นเท่านั้นที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การห้ามหรือปราบปรามด้วยกำลังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ข้อเรียกร้องดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาจากรัฐบาล หรือรัฐสภาว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะอะไร หรือถ้าตัดสินใจไม่ได้ก็ควรจัดให้มีการลง “ประชามติ” ตามความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่แต่สิทธิพื้นฐานของเสียงฝ่ายข้างน้อยก็ต้องเคารพ

ถ้าการชุมนุมด้วยจุดมุ่งหมายเกินเลยไปกว่านี้ หรือการชุมนุมโดยใช้อาวุธความรุนแรงของกลุ่มคนส่วนหนึ่ง แล้วสัมฤทธิผล โดยไม่ผ่านขบวนการตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือเพื่อเล่นงานคนส่วนน้อยในประเทศแล้วชนะก็จะเป็นกรณีตัวอย่าง ทำให้เกิดประเพณีการกดดันโดยกฎหมู่ ขับไล่รัฐบาลหรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐบาล โดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย

ความขัดแย้งในกองทัพจนทำให้เกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 เป็นกรณีหนึ่งที่เป็นการใช้ “กฎหมู่ “แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะสถานการณ์ในขณะนั้นกองทัพคุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มี ขบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มี ก็น่าเห็นใจ แม้กระนั้นเหตุการณ์ภายหลังก็เป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อำนาจการปกครองอ่อนแอลงเป็นอันมาก กลายเป็นรูปแบบ “อนาธิปไตย”

ขณะที่ “องค์กรนักศึกษา” แข็งแกร่งกลายเป็นองค์กรชี้นำ และขัดแย้งกับองค์กรของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย และประเทศก็อยู่ในห้วงอันตรายจากภัยของ “สงครามเย็น” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ ระหว่างสังคมนิยม ค่ายจีน ค่ายโซเวียตและเวียดนามไม่เปลี่ยนไป ประเทศชาติอาจจะกลายเป็นสนามรบ บ้านเมืองจึงเกิดความระส่ำระสายและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง รัฐบาลไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคม 2519

เมื่อต้นปี 2534 พรรคการเมืองหลายพรรคก็เข้าไปร่วมมือกับทหารหลังการรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์ขณะนั้นก็น่าเห็นใจ เพราะทหารไม่ยอมคืนอำนาจรัฐให้รัฐสภาอย่างแท้จริง เดือนพฤษภาคมปี 2535 ก็เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นายกรัฐมนตรีจึงได้ลาออก เหตุการณ์จึงได้สงบ

แต่เหตุการณ์ชุมนุมในปี 2548-2549 เป็นเหตุการณ์ของการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในระบอบรัฐสภา องคาพยพในระบอบประชาธิปไตยที่จะดำเนินการยังมีอยู่อย่างครบถ้วน เพียงแต่พรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา ไม่ได้รับการร่วมมือจากกองทัพในการรักษาอำนาจแต่อย่างใด เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อหัวหน้ารัฐบาลไม่เลือกวิธีลาออกเพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี เพราะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 แต่รัฐบาลเลือกวิธียุบสภากลับไปหาประชาชน ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ปัญหาทางตันทางการเมืองหรือฝรั่งเรียกว่า “impasse” จึงได้เกิดขึ้นโดยพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง เพราะรู้ดีว่าตนต้องแพ้การเลือกตั้ง

ถ้าเป็นอารยประเทศที่ประชาธิปไตยหยั่งรากมั่นคงแล้ว ทุกฝ่าย ทุกพรรค ทุกองค์กรทางการเมืองต้องช่วยกันทะลวงทางตันให้ประชาธิปไตยเดินต่อไปให้ได้

ของเรากลับช่วยกันสร้างทางตันให้มันมากยิ่งขึ้น เพื่อเชื้อเชิญให้ทหารทำการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยระบอบรัฐสภา รวมถึงขบวนการยุติธรรมอันเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน ความเสียหายครั้งนี้หยั่งลึกกว่าที่คิด เพราะขบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลาพัฒนามาเป็นเวลากว่า 120 ปี จึงได้มาถึงจุดนี้

การที่คนชั้นสูงที่มีการศึกษา มีฐานะทางเศรษฐกิจ มีช่องทางได้รับข่าวสารจากทั่วโลกได้ดีกว่าผู้คนในชนบทต่างจังหวัด ยอมรับกลุ่มชนที่ไม่มีความชอบธรรมใดๆ และปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คงมีปัจจัยหลายๆ อย่างผสมกัน รวมทั้งความที่ไม่มีจิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด น่าทำการวิจัยและเป็นปัญหาท้าทายนักวิชาการทาง “รัฐศาสตร์” เป็นอย่างยิ่ง

ถ้าปล่อยไปตามยถากรรมอย่างนี้ ย่อมเป็นอันตรายต่อขบวนการประชาธิปไตย เป็นอันตรายต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นอันตรายต่อองค์กรต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่เรารักและหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง

ถ้ากลุ่มคนหรือกลุ่มชนใดสามารถระดมคนให้มีความเห็นทางการเมืองให้เห็นคล้อยตามได้ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “politicize public” ได้สัก 5 หมื่นถึงแสนคนได้ก็สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้

การทำเช่นนั้นทำได้ง่าย โดยการสร้างจิตวิทยามวลชน หรืออารมณ์ร่วมของกลุ่มคนหรือที่เรียกว่า “mob psychology” โดยใช้จุดอ่อนทางการเมืองหรือแม้แต่ศาสนา

ถ้าฝ่ายหนึ่งทำได้อีกฝ่ายที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ย่อมทำได้เป็นเรื่องไม่ยาก แล้วสังคมและประเทศชาติจะอยู่กันได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจจะถูกทำลายลง กลายเป็นสังคมความแตกแยก สับสน วุ่นวาย ปกครองไม่ได้ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชาติจะพัฒนาไปได้อย่างไร พวกเราต้องการอย่างนั้นหรือ

ทางที่ถูกก็คือต้องรักษาระบบ ต้องรักษาระบอบรัฐธรรมนูญ ระบบกฎหมายไว้ให้มั่นคง อย่าไปเห็นดีเห็นงาม หรือสนับสนุนการแก้ปัญหานอกวิธีทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่เราจะสามารถรักษาประเพณีการปกครองและสิ่งดีงามในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไว้ได้ ที่สำคัญอย่าสำคัญผิดว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นระบอบที่ดีที่สุด ระบอบประชาธิปไตยเป็นเพียงระบอบที่เลวน้อยที่สุดเท่านั้น และต้องดูประเทศเราว่าจะทำได้แค่ไหน ได้แค่ไหนก็ควรจะพอใจแค่นั้น อย่าใจร้อนไปทำลายทิ้ง ทำไปนานๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นไปเอง ในชีวิตของคนอายุอย่างผมอาจจะยังไม่เห็น แต่รุ่นลูกอาจจะได้เห็นความเป็นอารยะทางการเมืองของประเทศเราก็ได้

ถ้าใจร้อนไปทุบ ทำลายทิ้งอยู่เรื่อยๆ รุ่นลูกก็ไม่ได้เห็น รุ่นหลานก็อาจจะไม่ได้เห็น ประเพณีการปกครองที่ดีงามที่เป็นของไทยๆ ก็อาจจะไม่ได้เห็น ซึ่งน่าเสียดาย แล้วลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร

สังคมประชาธิปไตยของไทยจะอยู่ได้งอกงามได้ ต้องยึดมั่นในพรหมวิหารสี่ ที่พระบรมครูของเราตรัสสั่งสอนไว้ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไม่ใช่ อิจฉา ริษยา วิหิงสา และพยาบาท อย่างที่เราเป็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ขอวิงวอนทุกฝ่ายให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในพุทธธรรมข้อนี้เถิด

คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีระพงษ์ รามางกูร






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>