![]() |
ลึกแต่ไม่ลับ ในแวดวงการเมืองที่ลือกันสนั่นทุ่งว่า บารมีและอิทธิพลของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตรัฐมนตรี ยังคงเข้มขลังไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้จะต้องเข้าไปอยู่ในบ้านเลขที่ 111
นอกจากบารมียังไม่เสื่อมแล้ว ในอีก นัยหนึ่งซึ่งไม่ต้องออกหน้าจอ ยิ่งกลับทำให้กำลังภายในใต้ดินของคุณหญิงสุดารัตน์มีความศักดิ์สิทธิ์ทวีคูณ ในฐานะผู้มี ประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน คำปรึกษาจึงเปรียบเสมือนประกาศิต ก็ไม่ปาน
จึงไม่แปลกที่จะทำให้บรรดาหมอดูพยากรณ์กันวุ่นวายว่า หากหลุดบ่วงคดีการเมืองครบ 5 ปีแล้ว ประเทศไทย อาจมีนายกรัฐมนตรีผู้หญิงเป็นครั้งแรก
คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงวิกฤตการเมืองอันสับสน พร้อมๆ กับช่วงเวลาที่พรรคพลังประชาชนมีมติสนับสนุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26
โดยเฉพาะปัญหาความแตกแยกภายในพรรคพลังประชาชน จากหลายกลุ่ม หลายฝ่าย คุณหญิงสุดารัตน์มองว่าเป็นการสะดุดขาตัวเอง และหากจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติจริงๆ ควรจะลดเงื่อนไขให้ได้มากที่สุด
“วันนี้เริ่มต้นคงต้องเอาเรื่องขอให้บ้านเมืองเดินไปรอดก่อน เพราะบ้านเมืองติดหล่มมา 3 ปีแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ การที่มีความคิดเห็นแตกแยก การที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในบ้านเมือง มันทำให้เสียหายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ การที่เราจะต้องร่วมกันทำอะไรให้กับส่วนรวม มันกลายเป็นเสียโอกาส ในขณะที่เราต้องแข่งขันกับนานาอารยประเทศ เรากลับมาสะดุดขาตัวเอง แล้วก็แตกแยกกัน คือเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เห็นแตกต่างกันได้แต่อย่าแตกแยกกันขนาดนี้
วันนี้สังคมแตกแยกกันมากเกินไป เพราะฉะนั้นประการที่ 1 คือ สำหรับตัวเอง เป็นห่วงประเทศว่าน่าจะต้องให้อะไรก็ได้ลดเงื่อนไขให้ได้มากที่สุด ให้ประเทศ เดินหน้าได้ อย่างที่ 2 คือ ต้องยึดหลักประชาธิปไตย บ้านเมืองเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ต้องยึดหลักประชาธิปไตย ยึดหลักกฎหมาย แล้วท้ายที่สุด พวกเราคนไทยทุกคนทุก ฝ่ายก็น่าจะหาทางออกร่วมกัน ให้ บ้านเมืองไปได้”
ส่วนเรื่องนายสมชาย ที่มติพรรค พลังประชาชนเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ก็มีกลุ่มเพื่อนเนวินออกมาค้านหัวชนฝา คุณหญิงสุดารัตน์มองว่า
“การที่พรรคพลังประชาชนเสนอคุณสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คงจะวิจารณ์กันได้ว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียก็อาจจะ ติติงกันว่าใกล้ชิดกับอดีตนายกฯทักษิณ ตรงนี้เราคิดว่าสังคมเองก็จับจ้อง ไม่มีใครที่จะทำนอกเหนือกฎหมาย หรือว่าจะไปทำอะไรให้ผิดๆ เพี้ยนๆ ยิ่งสังคมอย่างนี้การที่จะไปทำอะไรผิดๆ เพี้ยนๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนข้อที่ดีคือ คุณสมชายโดยประวัติการทำงานเป็นข้าราชการ เป็นผู้พิพากษา รับราชการมายาวนาน ตลอดชีวิตเลย ความที่เติบโตเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่เป็นผู้พิพากษา เป็นผู้ที่ทำอะไรต้องยึดหลักของกฎหมาย ต้องให้ความเที่ยงธรรม”
“ตัวคุณสมชายเท่าที่ฟังให้สัมภาษณ์ ก็ต้องการให้เกิดความปรองดองเกิดความสมานฉันท์ให้บ้านเมืองเดินไปได้ ซึ่งตรงนี้เราเห็นว่าน่าจะเป็นคุณสมบัติ โดยส่วนตัวก็เห็นว่าน่าจะเป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับสถานการณ์ ณ ตอนนี้ คือ ถอยเป็น แล้วยึดหลักกฎหมาย ยึดหลักประชาธิปไตย แล้วก็เห็นประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองที่จะให้เกิดความปรองดอง ความสงบสุข ก็น่าที่จะเป็นคุณสมบัติที่เหมาะ ข้อเสียก็อาจจะมีคนโจมตี อย่างที่บอกว่าเป็นญาติ แต่อย่างที่บอกคือ สังคมจดจ้อง กฎหมายมี มันไม่มีใครทำอะไรอยู่เหนือกฎหมายได้ อยากให้ทุกฝ่ายเดินกันไปภายใต้กติกาประชาธิปไตยจริงๆ”
“ดิฉันคิดว่าการเริ่มต้นของคุณสมชาย หรือการที่แสดงออกว่ายอมถอย แล้วก็มีความมุ่งมั่นที่จะให้ประเทศเดินไปได้ เห็นแก่ส่วนรวม แล้วก็โดยเฉพาะการลงมือปฏิบัติในเรื่องของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยส่วนตัวดิฉันเห็นด้วยว่า เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การยกเลิกนั้นถูกต้อง เพราะว่ามีไว้ขณะนี้ก็ทำความเสียหายให้แก่ภาพลักษณ์ประเทศชาติ แล้วเศรษฐกิจก็เสียหายมาก แล้วถ้ามี (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) แล้วเราสามารถที่จะปฏิบัติตามกฎหมายได้ โอเค แต่เมื่อเราไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ควรจะยกเลิก ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นสัญญาณที่ดี เป็นสัญญาณคิดในทางบวก หาทางออกร่วมกัน เพราะฉะนั้นในอนาคตหากทุกฝ่ายยอมถอยคนละก้าว ลดทิฐิ รักชาติกันจริงๆ แล้วก็จงรักภักดีกันจริงๆ อย่าพูดกันแต่ปาก ดิฉันคิดว่าให้มีตัวแทนจากทุกฝ่ายเป็นคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ตัวแทนทุกฝ่ายจริงๆ แล้วคุยกัน”
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม