Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

24 ชั่วโมง สกัดวิกฤต คลื่นโดมิโน “ยักษ์ล้ม” ถล่มตลาดเงินสหรัฐ



Donate



การเจรจาอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ตลอด 3 วันติดต่อกัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 กันยายน จนถึงวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน ปิดฉากลง โดยที่ไม่มีสถาบันการเงิน ยอมเข้ามารับช่วงโอบอุ้มกิจการของ เลห์แมน บราเธอร์ส

ส่งผลให้ตลอด 24 ชั่วโมงในสหรัฐ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอย่างมากมาย รวมถึงบทวิเคราะห์ ข่าวลือ กระแสคาดการณ์ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังสลับไปมาตลอด แม้แต่คำถามที่ว่า สถาบันการเงินรายใดจะเป็นยักษ์ล้มรายต่อไป และวาณิชธนกิจที่ยังยืนหยัดอยู่รอดในขณะนี้จะต้านมรสุมการเงินครั้งใหญ่ที่สุดไปได้นานแค่ไหน

ต่อไปนี้คือลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินสหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

-การเจรจาระหว่างธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), กระทรวง การคลังสหรัฐ และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ กับสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งจากสหรัฐและจากต่างประเทศ ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นความพยายามที่จะช่วยเหลือ “เลห์แมน บราเธอร์ส” ให้อยู่รอดได้เป็นวันที่ 3

อย่างไรก็ตาม การเจรจาประสบความล้มเหลวในเวลาต่อมา หลังจากธนาคารบาร์เคลย์สของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นตัวเก็งสถาบันการเงินที่จะเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ให้กับวาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐ ประกาศถอนตัว โดยปฏิเสธจะเข้าไปมีส่วนร่วมในข้อตกลงใดๆ ที่ไม่มีเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ

-อนาคตที่ริบหรี่ลงเรื่อยๆ ของเลห์แมนฯ ปรากฏเป็นสัญญาณอันตรายในตลาดล่วงหน้า โดยแรงกดดันที่มีต่อสัญญาล่วงหน้าอ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งกว่า 300 จุด ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชีย

-ความล้มเหลวของการเจรจา บวกกับแรงกดดันที่ปรากฏในตลาดการเงินระหว่างประเทศ กระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง เฟด และคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ รวมถึงผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมธนาคารต่างทำงานแข่งเวลาเพื่อหามาตรการป้องกันผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเลห์แมนฯ ตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง รวมถึงการยื่นพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลายมาตรา 11

กองทุน 10 ยักษ์ธนาคาร

รูปธรรมแรกของแผนสกัดวิกฤต เกิดขึ้นในรูปของกองทุนสภาพคล่อง มูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากการลงขันกันในหมู่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินใหญ่สุดของโลก 10 ราย อันได้แก่ แบงก์ออฟ อเมริกา บาร์เคลย์ส ซิตี้กรุ๊ป เครดิต สวิส ดอยช์ แบงก์ โกลด์แมน แซกส์ เจ.พี. มอร์แกน เชส เมอร์ริล ลินช์ รวมถึงมอร์แกน สแตนเลย์ และยูบีเอส โดยสมทบเงินสถาบันละ 7 พันล้านดอลลาร์

โดยหากสถาบันใดสถาบันหนึ่งใน 10 รายนี้ เกิดปัญหาสภาพคล่องขั้นรุนแรง จะสามารถใช้เงินได้สูงสุด 1 ใน 3 ของเงินกองทุน

อย่างไรก็ดี ทั้ง 10 ธนาคารยืนยันว่า เงินในกองทุนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นได้อีก พร้อมทั้งเปิดทางให้ธนาคารรายอื่นๆ สามารถเข้าร่วมในกองทุนนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทั่วโลก และลดความผันผวน ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ผิดปกติของระบบการเงินโลก

ยิ่งกว่านั้น ทั้ง 10 ธนาคารยังให้คำมั่นด้วยว่า จะผนึกกำลัง เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ระหว่างเลห์แมนฯ และคู่สัญญากลุ่มต่างๆ

ธนาคารกลางสหรัฐออกมาตรการชุดใหญ่

ในฟากของรัฐบาลสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบออกมารองรับด้วยหลายมาตรการด้วยกัน ครอบคลุมตั้งแต่การผ่อนปรนเกณฑ์ในการปล่อยกู้ และขยายวงเงินสินเชื่อผ่านกลไกเงินกู้ต่างๆ และจัดตั้งกลไกใหม่ เพื่อรองรับผลกระทบต่อลูกค้าของเลห์แมน บราเธอร์ส

การผ่อนปรนเกณฑ์การเข้าถึงเงินกู้ ภายใต้ กลไกสินเชื่อสำหรับดีลเลอร์ชั้นดี (primary dealer credit facility) มีเป้าหมายเพื่อให้สถาบันการเงินในกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวาณิชธนกิจ และบริษัทหลักทรัพย์สามารถนำสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในการถือครอง อาทิ หุ้น เงินกู้ทั้งหมด และตราสารหนี้ที่จัดอยู่ในเกรดต่ำ มาค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารกลางสหรัฐได้

ไม่เพียงเท่านี้ ธนาคารกลางสหรัฐยังผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ยืมในลักษณะเดียวกัน กับกลไกที่เรียกว่า กลไกการให้ยืมพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งภายใต้เงื่อนไขใหม่ สถาบันการเงิน และวาณิชธนกิจที่มีปัญหาสภาพคล่อง สามารถนำสินทรัพย์หลากประเภท รวมถึงตราสารหนี้ทุกเกรดมาแลกเป็นพันธบัตรรัฐบาล พร้อมกับเพิ่มขนาดของมูลค่ากู้ยืมภายใต้กลไกนี้ จาก 1.75 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 2 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มระยะเวลาของการประมูลพันธบัตรภายใต้กลไกนี้ให้บ่อยครั้งขึ้นด้วย

ธนาคารกลางสหรัฐยังระบุด้วยว่า เตรียมระงับการบังคับใช้บางเกณฑ์เป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะคำสั่งห้ามธนาคารนำเงินฝากมา สนับสนุนการลงทุนของธุรกิจในเครือ โดยจะอนุญาตให้สถาบันการเงินนำเงินฝากมาเป็นทุนสนับสนุนกิจกรรมเดิมที่กำหนดให้ต้องใช้เงินทุนเฉพาะที่กู้ยืมผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตรเป็นการชั่วคราว จนถึง 30 มกราคม 2552

เบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ยืนยันว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยง และภาวะชะงักงันในตลาดการเงินอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ของเลห์แมน บราเธอร์ส

วิกฤตการเงินเลวร้ายสุดใน 100 ปี

ในจังหวะที่เลห์แมน บราเธอร์ส ยังไม่รู้ชะตากรรมที่ชัดเจนของตัวเอง โดยเฉพาะหลังจากธนาคารบาร์เคลย์สของอังกฤษ ถอนตัวอย่างกะทันหันจากการเจรจาเมื่อสุดสัปดาห์ อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ให้มุมมองของเขาต่อสถานการณ์ในปัจจุบันว่า สหรัฐกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาของวิกฤตการณ์ที่ “100 ปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง” ซึ่งส่งผลกระทบได้รุนแรงมากกว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

ระหว่างให้สัมภาษณ์รายการของเอบีซี กรีนสแปนคาดการณ์ว่า จะมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่อีกหลายแห่งที่เผชิญภาวะล้มละลาย

ในแง่ของโอกาสที่สหรัฐจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อดีตประธานเฟดบอกว่า มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 50%

กรีนสแปนยังเสนอแนะด้วยว่า ทางการสหรัฐไม่ควรจะเข้าไปปกป้องสถาบันการเงินทุกแห่ง โดยให้มองสถานการณ์ในขณะนี้ว่า “เป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินที่จะต้องมี ผู้แพ้และผู้ชนะ”

เมอร์ริล ลินช์ ในมือแบงก์ออฟอเมริกา

แบงก์ออฟอเมริกา กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ซึ่งเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของ เมอร์ริล ลินช์ วาณิชธนกิจอันดับ 3 ของสหรัฐ ให้รอดพ้นจากการล้มละลาย โดยแบงก์ออฟอเมริกา ธนาคารพาณิชย์ใหญ่สุดของประเทศ ได้ตกลงใจซื้อกิจการของเมอร์ริล ลินช์ ในวงเงินเสนอประมาณมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์

ภายใต้ข้อตกลงระหว่างแบงก์ออฟอเมริกา และเมอร์ริล ลินช์ ระบุว่า แบงก์ออฟอเมริกาตกลงจะซื้อหุ้นเป็นมูลค่าหุ้นละ 29 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือคิดเป็น 70% ของราคาหุ้นของเมอร์ริลฯ ที่ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.05 ดอลลาร์

โดยข้อตกลงจะอยู่ในรูปของข้อตกลงแลกหุ้น ในสัดส่วน 0.8595 หุ้นแบงก์ออฟอเมริกา ต่อ 1 หุ้นเมอร์ริล ลินช์

เลห์แมน บราเธอร์ส ยื่นล้มละลาย มาตรา 11

ด้วยทางเลือกอื่นๆ ถูกปิดตายหมด เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจขนาดใหญ่สุด อันดับ 4 ของสหรัฐ จึงตัดใจยื่นพิทักษ์ทรัพย์สิน ภายใต้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐ มาตรา 11 เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.) ปิดฉากตำนานธุรกิจอันยาวนาน นับ 158 ปี นับจากก่อตั้งเมื่อปี 2393

ภายใต้แผนพิทักษ์ การยื่นขอคุ้มครองภาวะล้มละลายจะกระทำโดยเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิงส์ บริษัทแม่ของเลห์แมน บราเธอร์ส หลังจากนั้นจึงมีการนำสินทรัพย์ของเลห์แมนฯออกขายตามขั้นตอนต่างๆ อย่างไรก็ตาม การยื่นล้มละลายของเลห์แมนฯจะไม่กระทบต่อโบรกเกอร์หรือธุรกิจในเครือรายใด และสามารถดำเนินกิจการไปตามปกติ

นับถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ เลห์แมน บราเธอร์ส มีพนักงานทั้งสิ้น 25,935 คน จากสำนักงานต่างๆ 61 แห่งทั่วโลก มีสินทรัพย์ในงบดุลบัญชี 7.86 แสนล้านดอลลาร์ นับถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่เมอร์ริล ลินช์ มีพนักงานทั้งสิ้น 60,000 คนทั่วโลก

ยักษ์วอลล์สตรีต จาก 5 เหลือ 2

ชะตากรรมระหว่างเมอร์ริล ลินช์ และเลห์แมน บราเธอร์ส แม้จะมีจุดที่แตกต่างกัน แต่บทสรุปสุดท้าย คือ ทำให้โฉมหน้าของวาณิชธนกิจแห่งย่านวอลล์สตรีต ที่เคยประกอบด้วยผู้เล่นรายใหญ่สุด 5 ราย โด่งดัง และเป็นตำนาน

เหลือผู้เล่นที่ยังยืนหยัดต้านมรสุมแค่เพียง 2 รายในเวลานี้ ได้แก่ โกลด์แมน แซกส์ อดีตต้นสังกัดของ เฮนรี่ พอลสัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และ มอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจอันดับ 2

ในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองจะต้องเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยตัวเลขที่อาจไม่สดสวยนัก แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า ทั้งสองจะผ่านมรสุมลูกใหญ่นี้ไปได้ และมี ผลกำไรให้เห็นบ้างในปี 2551

ย้อนอดีต “เลห์แมน บราเธอร์ส”

ในที่สุด “เลห์แมน บราเธอร์ส” ก็ปิดฉากตำนานธุรกิจลง หลังจากต้องยื่นพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลาย มาตรา 11 ซึ่ง “เอพี” ได้ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มวิกฤต

-22 สิงหาคม 2550 เลห์แมนฯประกาศแผนปิดธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซับไพรม ทำให้พนักงานตกงาน 1,200 คน

-20 กันยายน 2550 “คริส โอเมียรา” พ้นจากตำแหน่งซีเอฟโอ แล้วเปลี่ยน “เอริน คาลลาน” จากฝ่ายลงทุนเฮดจ์ฟันด์มาดูแลแทน

-13 ธันวาคม 2550 รายงานกำไรไตรมาส 4 อยู่ที่ 870 ล้านดอลลาร์ และรายได้รวมทั้งปี 4.2 พันล้านดอลลาร์

-17 มกราคม 2551 เลห์แมนฯประกาศยุติการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแบบ wholesale ท่ามกลางปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์

-16 มีนาคม 2551 ธนาคารกลางและ เจ.พี. มอร์แกน เชส ยื่นมือเข้าช่วย “แบร์ สเติร์นส์” ที่ประสบวิกฤต ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าจะมีสถาบันการเงินล้มอีกในไม่ช้า

-18 มีนาคม 2551 เลห์แมนฯประกาศรายได้ 489 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี

-1 เมษายน 2551 เลห์แมนฯเพิ่มทุน 4 พันล้านดอลลาร์

-15 เมษายน 2551 ในงานประชุมผู้ถือหุ้น “ริชาร์ด ฟุลด์” ซีอีโอกล่าวว่า กำลังเกิดวิกฤตสินเชื่อครั้งร้ายแรงในวอลล์สตรีต

-16 พฤษภาคม 2551 เลห์แมนฯประกาศเลย์ออฟพนักงาน 1,400 ตำแหน่ง หรือราว 5% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

-9 มิถุนายน 2551 เลห์แมนฯขาดทุนราว 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และเตรียมเพิ่มทุนอีกรอบราว 6 พันล้านดอลลาร์

-12 มิถุนายน 2551 ปลด “คาลลาน” ออกจากตำแหน่ง ซีเอฟโอ และ “โจเซฟ เกรกอรี” จากซีโอโอ แล้วตั้ง “เฮอร์เบิร์ต แมคเดด” แทนเกรกอรี และตั้ง “เอียน โลวิตต์” แทนคาลลาน

-29 สิงหาคม 2551 นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า เลห์แมนฯ เตรียมโละพนักงานอีก 1,500 ตำแหน่ง

-2 กันยายน 2551 มีข่าวว่า “โคเรีย ดีเวลลอปเมนต์ แบงก์” เจรจาซื้อหุ้น 25% ในเลห์แมนฯแต่ไร้บทสรุปของดีล

-10 กันยายน 2551 เลห์แมนฯ ขาดทุน 3.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ขณะที่หุ้นร่วง 45%

-12 กันยายน 2551 ผู้บริหารของวอลล์สตรีตและกระทรวงการคลังหารือเพื่อแก้ปัญหาเลห์แมนฯ ก่อนจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น

-14 กันยายน 2551 บาร์เคลย์สแบงก์ประกาศถอนตัวจากการเจรจากับเลห์แมนฯ จนนำไปสู่การเตรียมยื่นขอล้มละลาย






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>