Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

จงเลือกระหว่างคุณธรรมกับประชาธิปไตย



Donate


ขณะนี้คนไทยกำลังถูกบังคับให้เลือกระหว่างคุณธรรมและประชาธิปไตย โดยคนไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการ “เป็นกลาง” กำลังถูกหล่อหลอมความคิดให้เห็นว่า ทางเลือกปัจจุบันคือการเลือกรัฐบาลคุณภาพต่ำที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ กับการนำเสนอการเมืองใหม่ที่สุดโต่งและยอมรับได้ยาก แต่คนกลุ่มนี้มีความมุ่งมั่นและขยันมั่นเพียรที่จะต่อต้านรัฐบาล และแม้ว่าเป็นสิทธิอันไม่ชอบธรรมที่จะยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ไม่มีกลไกทางกฎหมายอะไร (ไม่ว่าจะเป็นหมายจับ หรือภาวะฉุกเฉิน) ที่จะจัดการกับคนกลุ่มนี้ ทำให้สถานการณ์การเมืองดูเหมือนจะมาถึงทางตัน ทั้งนี้เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอยู่สุดโต่งคนละข้างและไม่สามารถใช้เหตุผลเจรจากันได้ จึงมีการนำเสนอแนวคิด “คนกลาง” หรือรัฐบาลแห่งชาติ มาแก้ปัญหา ซึ่งเริ่มมีหลายฝ่ายโดยเฉพาะนักธุรกิจกำลังคล้อยตาม

แนวคิดรัฐบาลแห่งชาตินั้นหากพิจารณาให้ดี เท่ากับเป็นการยึดอำนาจทางการเมืองของประชาชนคนไทยไปให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเรียกว่า รัฐบาลแห่งชาติ นายกฯคนกลาง หรือรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งผมถือว่าเป็นการปฏิวัติรัฐประหารเงียบ หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมมีเหตุผลที่จะอธิบายดังนี้ครับ

ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลคิดว่า ประชาธิปไตยปัจจุบันเป็นระบบที่นายทุนรวมตัวกันซื้อเสียงชาวบ้านที่ขาดความรู้และถูกมอมเมาให้เทคะแนนเสียงให้ ทำให้เราได้นักการเมืองที่ไร้คุณธรรม โกงกินบ้านเมืองมาบริหารประเทศ โดยนักการเมืองเหล่านี้จะนำเสนอนโยบายประชานิยมที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่มีผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

เพื่อสกัดกั้นระบอบประชาธิปไตยที่เลวร้ายดังกล่าว จึงต้องยึดอำนาจคืนจากประชาชน (ที่มอบหมายให้นักการเมืองที่ไร้คุณธรรมมาบริหารประเทศผ่านการเลือกตั้ง) มาให้บุคคลที่มีคุณธรรมสูง เป็นที่ยอมรับมาปกครองประเทศระยะหนึ่ง เพื่อสะสางความชั่วร้ายและปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือแนวคิดแบบตะวันตกมากเกินไป ซึ่งคนไทยยังไม่มีความพร้อม (แม้จะมีพัฒนาการมาแล้วถึง 75 ปี มีการเลือกตั้งมาแล้ว 22 ครั้ง และถูกปฏิวัติยึดอำนาจจากประชาชนถึง 14 ครั้ง)

ปัญหาหลัก คือ การมีประชาธิปไตยมากเกินไป ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2550) จึงต้องลดอำนาจของประชาชนลง เช่น การให้ประชาชนเลือกตั้งวุฒิสภาเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งแต่งตั้งโดยกลุ่มบุคคลที่มีคุณธรรมและความรู้ ส่วนพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากๆ (เพราะการซื้อเสียง) แต่ขาดคุณธรรมในการปกครอง ก็ถือว่าเป็นผู้บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรถูกยุบพรรคและให้ผู้บริหารต้องเว้นวรรคจากการเมือง 5 ปี เพื่อล้างบางนักการเมืองไร้คุณภาพ โดยหวังว่าจะมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นคนดีและพร้อมเสียสละเพื่อชาติเข้ามาทดแทน (หรือเลือกพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่คณะปฏิวัติตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีคุณภาพ)

แต่ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมฮึดสู้ นำเอาทีมบีลงเลือกตั้งจนได้ชัยชนะเกินความคาดหมาย ทำให้สามารถดึงพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก โดยทิ้งให้พรรคขนาดใหญ่เพียงพรรคเดียวเป็นฝ่ายค้าน จนกลุ่มพันธมิตรต้องออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยอ้างว่าได้อำนาจมาด้วยการซื้อเสียง (แต่ก็ไม่เห็นมีใครค้นพบว่า มีการโกงการเลือกตั้งอย่างแพร่หลาย) และได้ทำความผิดมากมาย เช่น กรณีเขาพระวิหาร คอร์รัปชั่น และรายการชิมไปบ่นไปของนายกรัฐมนตรี (ที่ถูกตัดสินให้ออกจากตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลกว่า การทำกับข้าวทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งได้ ในประเทศที่มีการทำรัฐประหารกว่า 20 ครั้ง)

ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารทำให้เรารู้สึกว่า

1)ประเทศมีปัญหาวิกฤตทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะแก้ปัญหา แต่ยังซ้ำเติมโดยประกาศภาวะฉุกเฉินทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ

2)รัฐบาลขาดความชอบธรรมแล้ว ดังนั้นจึงควรยุบสภาหรือให้คนนอกมาเป็นนายกฯ หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

3)ต้องยอมปล่อยให้พันธมิตรอาศัยอยู่ที่ทำเนียบต่อไป เพราะเขาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย และรัฐบาลจะใช้ความรุนแรงกับประชาชนไม่ได้

4)การเลือกตั้งนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยของระบอบประชาธิปไตย และเป็นตัวสร้างปัญหาต้องให้มีการเมืองใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

ในความเห็นของผม หากคนไทยเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้เลย เพราะจะถูกชนชั้นปกครองและนักเคลื่อนไหวอาชีพร่วมกันชี้นำและปกครองประเทศร่วมกับข้าราชการ

ประชาธิปไตย คือ การให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ด้วยความเชื่อพื้นฐานว่า ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีขนาดใหญ่และมีประชากรหลายล้านคน การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรงจึงทำไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเลือกผู้แทนของตนมาทำหน้าที่ปกครองประเทศ ดังนั้นการเลือกผู้แทนราษฎรและการมอบอำนาจและความชอบธรรมให้กับผู้แทนราษฎรไปปกครองประเทศ จึงเป็นแก่นสารของระบอบประชาธิปไตย แต่ผู้แทนราษฎรเองก็มีจำนวนมากและมาจากหลายจังหวัด จึงต้องมีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น เพื่อประสานแนวคิดต่างๆ ให้เกิดนโยบายที่มีความครบถ้วน สมดุลและมีทิศทางเดียวกัน จึงต้องสรุปว่า การเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎร และพรรคการเมือง เป็นแก่นสารของระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกส่วนนั้นเป็นการกลั่นกรองอำนาจของประชาชนทุกคนในประเทศมาปกครองประเทศ

แต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชักจูงให้เราเชื่อว่า การเลือกตั้งเป็นส่วนปลีกย่อย ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมมากกว่านั้น จะต้องเดินขบวนขับไล่รัฐบาลเป็นเดือนๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้นกลายเป็นว่าการเลือกตั้งไม่มีความหมายเพราะมีการซื้อเสียง และเมื่อประชาชนเลือกผิดพลาด คือเลือกคนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ จึงต้องลดความสำคัญของการเลือกตั้งลงไปอีก คือ ให้คนไทยที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกว่า 40 ล้านคน เลือกตั้งผู้แทน 144 คน (30%) และให้กลุ่มบุคคล (น่าจะไม่เกิน 200-300 คน) เลือกผู้แทน 336 คน ซึ่งสามารถแปลความได้เพียงอย่างเดียวว่า ระบบ 30:70 นี้คือ ระบบที่ไม่เชื่อใจ และไม่เชื่อความสามารถของประชาชน ซึ่งจะเรียกว่าระบอบอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ “ระบอบประชาธิปไตย” เพื่อนชาวอเมริกันของผมคนหนึ่งเขียนอีเมล์มาบอกว่า เขาเพิ่งเคยเห็นว่ามีการเรียกร้องของประชาชนเพื่อ จำกัดสิทธิประชาชน ซึ่งแปลกมาก เพราะทุกครั้งประชาชนจะเรียกร้องสิทธิเพิ่มขึ้น ไม่ใช่จำกัดสิทธิให้น้อยลง

อีกประเด็นที่พูดกันบ่อยๆ ว่า ประชาธิปไตยต้องไม่ใช่การหย่อนบัตรเลือกตั้ง ? นาที แต่จะต้องมีส่วนร่วมมากกว่านั้น ผมไม่เห็นด้วยกับการพูดว่า ประชาชนเดินไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ได้ศึกษานโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เขาไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนฝูงญาติมิตร เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเขาไม่ได้พยายามทำความรู้จักผู้สมัครผู้แทนฯว่า ใครเป็นคนดี คนไม่ดี ตรงกันข้ามผมเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ตื่นตัว และจริงจังกับการเลือกตั้งมากขึ้นด้วยซ้ำ

เหตุที่ผมและคนอื่นๆ ใช้เวลาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนไปเลือกตั้งก็เพราะว่า ผมมีภารกิจอื่นๆ มากมาย ต้องทำมาหากิน ต้องดูแลครอบครัว ต้องไปรับ-ส่งลูกไปโรงเรียน ฯลฯ ทำให้ผมไม่มีเวลาที่จะร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากนัก ผมจึงอยากที่จะให้การเมืองมีประสิทธิภาพสูง กล่าวคือหากผมลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปแล้ว ผมแทบจะไม่ต้องทำกิจกรรมการเมืองอื่นอีกเลย เพราะหากผมได้รัฐบาลที่ดำเนินนโยบายตามที่ผมคาดหวัง ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าการที่ผมจะต้องไปเดินขบวนเรียกร้องเรื่องนั้นเรื่องนี้ แบบวันเว้นวัน เพราะผมไม่เชื่อว่าผมทำได้ และผมก็ไม่เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่จะปลีกเวลาไปทำได้เช่นกัน

จึงกลับมาที่เรื่องประสิทธิภาพและคุณธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ข้อมูลข่าวสารทำให้เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีปัญหาและขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ จนกระทั่งทำให้ประเทศไทย “ถึงทางตัน” จึงต้องพึ่งพารัฐบาลแห่งชาติ

การตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่พูดกันนั้นไม่มีรายละเอียด แต่หากเป็นรัฐบาลที่เป็นคนนอกและมาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่แตกต่างอะไรจากการยึดอำนาจคืนจากประชาชน ไปให้คนกลุ่มเล็กๆ เลือกพวกเดียวกันมาปกครองประเทศ การยึดอำนาจจากประชาชนนั้นทำกันมาหลายครั้งแล้ว และประชาชนจำนวนมากมักจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะ “อยากให้รีบแก้ปัญหาให้จบไวๆ”

แต่หลายคนก็จะบ่นว่า นักการเมืองที่เป็นตัวเลือกในขณะนี้มีที่อยากเลือกน้อยมาก ซึ่งก็ต้องตอบว่าหากเขียนรัฐธรรมนูญเช่นปัจจุบันนี้ จะมีคนดีมีความสามารถหน้าใหม่คนไหนที่อยากเข้ามาสู่การเมือง เพราะกฎเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้มีแต่การจำกัดอำนาจและจับผิด ทำให้การเป็นนักการเมืองมีความเสี่ยงอย่างมาก การทำอะไรผิดเล็กน้อยก็อาจจะถูกปลดจากตำแหน่งได้ (เช่น การเป็นพ่อครัว) หรืออาจไม่ได้ทำอะไรผิดก็อาจถูกลงโทษได้ เช่น เป็นผู้บริหารพรรคการเมืองก็อาจถูกยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำผิด เมื่ออาชีพนักการเมืองมีความเสี่ยงสูง อายุงานสั้น และเงินเดือนต่ำ คนดีมีความสามารถก็จะไม่เลือกงานนี้ คนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาในการเมืองภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน จะต้องเป็นคนกล้าได้-กล้าเสีย และส่วนใหญ่ไม่มีฝีมือมากนัก นั่นคือรัฐธรรมนูญปัจจุบันจะไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพนักการเมืองได้เลย ตรงกันข้ามจะยุบพรรคและให้ใบแดงนักการเมืองระดับบนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีนักการเมืองเหลือ ระบบการเมืองและประชาธิปไตยอ่อนแอ และประชาชนจะผิดหวังในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นกฎเกณฑ์ดังกล่าวควรจะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว

สรุปได้ว่า เงื่อนไขทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้นมานั้นกำลังตีกรอบให้ประชาชนเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับ “คุณธรรม” โดยชักจูงให้อยากได้คนดีมาบริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้จบสิ้นโดยเร็ว โดย “พัก” ประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน เพราะนักการเมืองไทยไม่มีคุณภาพ เพราะชาวบ้านเลือกคนไม่มีคุณภาพ หรือเพราะว่า เราต้องมีความยืดหยุ่นไม่ยึดติดกับประชาธิปไตยมากจนเกินไป

หากเราเชื่อเช่นนั้น ประเทศไทยก็จะไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยก็จะไม่มีความเท่าเทียมกันในทางการเมืองครับ

คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้
โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>