Performancing Metrics

Custom Search
Page Ranking Tool

 Donate

ความรู้ล่าสุด

ผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest)



ฉบับที่แล้วคุยกันเรื่องการกระจายอำนาจรับความเสี่ยง ซึ่งหลังจากบทความออกไป ความเสี่ยงการเมืองก็เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง กระทบชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทยอย่างชัดเจน มาวันนี้ข่าวนายกรัฐมนตรีถูกศาลพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่ง รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ตาม น.ส.พ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.ย.2551 เผยว่า การพิจารณาการขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีของนายสมัคร คณะตุลาการพิจารณาว่า เป็นประเด็นของผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกฯเป็นเงื่อนไขในการหาโฆษณาให้รายการ ประเด็นที่น่าสนใจเพื่อการเรียนรู้คือ ทำไมนายกฯจึงถูกศาลสั่งให้ออกผลประโยชน์ทับซ้อน” คืออะไร และประเด็นจริยธรรมแบบนี้มีในองค์กรธุรกิจหรือไม่

จากฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต เขียนว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดกัน คือ สถานการณ์ที่บุคคล เช่น ทนายความ นักการเมือง หรือผู้บริหาร หรือผู้อำนวยการของบริษัท มีผลประโยชน์ทางวิชาชีพหรือส่วนตัวแข่งกับตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจ การมีผลประโยชน์แข่งกันเช่นว่า ทำให้การทำหน้าที่โดยไม่ลำเอียงทำได้ยาก แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานการกระทำที่ไม่เหมาะสม การมีผลประโยชน์ทับซ้อนอาจทำให้เกิดภาพของความไม่เหมาะสมที่อาจบ่อนทำลายความไว้วางใจในความสามารถของบุคคลที่จะกระทำอย่างเหมาะสมยิ่งกว่านี้ ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจหมายถึงสถานการณ์ที่ปัจเจกบุคคลหรือบริษัทอยู่ในฐานะที่จะแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งวิชาชีพ หรือตำแหน่งราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบริษัท…”

Dr.Michael McDonald จาก The University of British Columbia ชี้ให้เห็นองค์ประกอบสามอย่างในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คือ 1.มีผลประโยชน์ส่วนตัว โดยทั่วไปอยู่ในรูปของเงินหรืออาจเป็นอย่างอื่น เช่น ดอกเบี้ย หรือสิทธิประโยชน์กับคนในครอบครัว ซึ่งประกอบกับส่วนประกอบที่สอง 2.อำนาจหน้าที่ ที่จะต้องรับผิดชอบในฐานะมืออาชีพที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างดีต่อลูกค้า นายจ้าง ฯลฯ อำนาจหน้าที่นี้ควรจะมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน 3.การที่ผลประโยชน์ทับซ้อนแทรกแซงวิจารณญาณมืออาชีพเหล่านั้น ลูกค้าก็ดี นายจ้างก็ดี หวังว่ามืออาชีพเหล่านั้นจะเป็นอิสระและชัดเจน วิจารณญาณไม่บิดเบือนไป แต่เขาไม่ทำอย่างนั้นจึงเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

(http://www.ethics.ubc.ca/people/mcdonald/conflict.htm)

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เสริมในมติชนออนไลน์ วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2549 ว่า ในสภาวะปกติ บุคคลอาจตัดสินใจและใช้วิจารณญาณต่างๆ ได้ตามใจชอบอย่างไม่มีใครไปว่ากล่าวได้ เช่น เปลี่ยนงาน แต่เมื่อตนเองเป็นผู้รับผิดชอบในหน้าที่แล้ว การกระทำส่วนตัว เช่น เปลี่ยนงานนั้น ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียแก่องค์การที่ตนเองทำงานอยู่ได้ เช่น ทำงานให้แก่ภาครัฐในการร่างสัญญาควบคุมการทำงานของคู่สัญญา และลาออกเปลี่ยนไปทำงานให้แก่บริษัทคู่สัญญาเมื่อร่างสัญญานั้นเสร็จสิ้นลง การกระทำอย่างนี้เข้าข่าย COI : conflict of interest (เป็นการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับภาครัฐ) เพราะอาจมีข้อสงสัยว่าได้มีการร่างสัญญาที่รู้เห็นเป็นใจกับคู่สัญญาจนฝ่ายรัฐเสียประโยชน์

ในวงการธุรกิจก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนให้เห็น เช่น ในอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ของสหรัฐกำลังถูกตรวจสอบเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยนักวิจัยสหรัฐและออสเตรเลียร่วมกันเปิดเผยบทสรุปของรายงานผลการศึกษาที่ชี้ว่าแพทย์เกือบทุกคนมีความใกล้ชิดกับบริษัทผลิตยา โดยแพทย์ถึง 25% ยอมรับว่าได้รับเงินโดยตรงจากบริษัทผลิตยา ขณะที่แพทย์ฝึกหัด 94% สารภาพว่ามีความสัมพันธ์อย่างหนึ่งอย่างใดกับอุตสาหกรรมยา แม้ว่าส่วนใหญ่จะหมายถึงการเลี้ยงอาหารหรือการให้ตัวอย่างยาก็ตาม ก่อนหน้านี้ผลการศึกษาอื่นๆ พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทยาและแพทย์มีผลต่อการสั่งยาของแพทย์ (http://www.komchadluek.net/2007/04/27/g001_110661.php ? news_id=110661) นั่นแปลว่ายาที่เราใช้อาจจะแพงกว่าที่จำเป็นได้ ถ้าแพทย์พยายามสั่งยาจากบริษัทที่ตนมีความสัมพันธ์แทนยาที่ใช้ได้เหมือนกันแต่ถูกกว่า

ธุรกิจใหญ่หลายที่ระบุเรื่อง conflict of interest ไว้ชัดเจนในกฎระเบียบขององค์กร บางที่แสดงตัวอย่างให้ชัดเจนเลยว่าแบบใดเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น บริษัทอีริคสัน ระบุตัวอย่างว่า พนักงานไม่ควรใช้โอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานเพื่อตนเอง ถ้าพบว่าจะเป็นผลเสียต่อตัวองค์กร พนักงานไม่ควรใช้สินทรัพย์หรือข้อมูลของบริษัท หรือตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อีกตัวอย่างของบริษัทอีริคสันคือ การว่าจ้างนอกเหนือจากการเป็นพนักงานบริษัทอีริคสันไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ ต้องไม่มีผลกระทบต่อผลการทำงานในบริษัทไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาหรือความสนใจในงาน ฯลฯ (http://www.ericsson.com/ericsson/corporate_responsibility/doc/
code_business_ethics.pdf)

เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี้ เป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐาน ซึ่งแม้แต่องค์กรธุรกิจแสวงหากำไรก็ปฏิบัติกัน อันจะนำมาซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่ดีต่อองค์กรตลอดจนผู้ใช้บริการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย การละเมิดจริยธรรมพื้นฐานอย่างผลประโยชน์ทับซ้อนนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นองค์กรสาธารณชน ราชการ รัฐวิสาหกิจ และโดยเฉพาะรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปนั้น จึงยิ่งควรรักษาจริยธรรมขั้นต้นนี้ให้ดี เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนทั่วไป การทำผิดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี้จึงรุนแรงมากพอที่ผู้นำหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ทำผิดต้องพ้นตำแหน่งออกไป ดังกรณีศึกษาของประเทศเรา หวังว่าเราจะร่วมเรียนรู้กันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำขึ้นอีก

คอลัมน์ การบริหารงานและการจัดการองค์กร
โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ สถาบันการบริหารและจิตวิทยา Michita@ThaiBoss.com, www.ThaiBoss.com, www.michita.com






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>