Performancing Metrics

Custom Search

ฮับอุตฯบันเทิง ถุงเงิน 160,000 ล้าน “งานบันเทิงทุกอย่างเกิดได้ที่เมืองไทย”



Donate



ในยามวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากฟากฝั่งอเมริกาเชื่อไหมว่ายังมีข่าวน่าชื่นใจสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภทในบ้านเรา

เป็นอุตสาหกรรมบันเทิงที่ปัจจุบันสามารถสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก จนคาดว่าในปีนี้จะมีการขยายตัวไปถึง 160,000 ล้านบาท !

ทั้งฝีมือและศักยภาพของคนไทยทางด้านนี้ไม่ธรรมดา หากแต่ได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูงในระดับสากล ในหลายสาขา เฉพาะอย่างยิ่งในสาขาภาพยนตร์นั้นมีธุรกิจด้านการตัดต่อการใช้สถานที่ถ่ายทำในไทยตลอดจนการให้บริการก่อนการผลิต (preproduction) และหลังการผลิต (post production) ที่ได้รับความนิยมระดับโลก สามารถนำรายได้เข้าประเทศกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขที่กระเตื้องขึ้นโดยตลอดนี้ทำให้หลายหน่วยงาน เห็นตรงกันที่จะปลุกปั้นและผลักดันให้ไทยเป็นฮับของอุตสาหกรรมบันเทิงในภูมิภาคนี้ โดยปีนี้มีถึง 2 งานใหญ่รองรับ ทั้ง เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2008 (Bangkok International Film Festival 2008) ครั้งที่ 6 ที่จัดระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน ณ เอสเอฟซีเนม่า ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ และ งานไทยแลนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เอ็กซ์โป 2008 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน ณ พารากอนฮอล

“งานบันเทิงทุกอย่าง เกิดได้ที่เมืองไทย”

นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้แสดงความเห็นถึงอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ในระหว่างการแถลงข่าวการจัดงานไทยแลนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เอ็กซ์โป 2008 ว่า

“ธุรกิจบันเทิงของไทย นับเป็นธุรกิจหนึ่งที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2550 ธุรกิจบันเทิงไทยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 140,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2551 นี้จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 160,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับ 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”

“ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงสาขาต่างๆ ของไทยได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูงในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นสาขาภาพยนตร์ที่มีธุรกิจด้านการตัดต่อการใช้สถานที่ถ่ายทำในไทย ตลอดจนการให้บริการก่อนการผลิต (preproduction) และหลังการผลิต (post production) ที่ได้รับความนิยมระดับโลก ซึ่งในแต่ละปีสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือในส่วนของดนตรีที่มีการนำเพลงไทยไปแปลและเผยแพร่ในภาษาต่างๆ จนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในประเทศแถบเอเชียด้วยกัน”

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของธุรกิจบันเทิงไทย คือ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรในการผลิตการ์ตูนคอมพิวเตอร์กราฟิกและเกม ที่เรียกได้ว่าประเทศไทยติดอยู่ 1 ใน 3 ของภูมิภาคเอเชียด้วยกัน จะเป็นรองก็แต่เพียงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น

“ยังไม่นับรวมไปถึงรายการโทรทัศน์และเกมโชว์ของไทยที่ได้รับรางวัลมาแล้วทั้งในระดับเอเชียและระดับโลก ที่ผ่านมามีนักลงทุน ต่างประเทศสนใจขอซื้อลิขสิทธิ์รายการละครและเกมโชว์ไปออกอากาศในหลายประเทศ อาทิ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และเม็กซิโก”

การจัดงาน Thailand Entertainment Expo 2008 ซึ่งรวบรวมธุรกิจบันเทิงทุกสาขาไว้ในที่เดียวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อจะบอกกล่าวต่อนานาประเทศว่า

…ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพและพร้อมที่จะเป็นแหล่งผลิตและสร้างสรรค์งานบันเทิงระดับคุณภาพ ซึ่งจะสามารถทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจบันเทิงแห่งภูมิภาค หรือ Thailand : The Market Place for Entertainment Business !!!

“ในงานนี้มีผู้ประกอบการในธุรกิจบันเทิงทุกสาขา ที่เข้าร่วมแสดงศักยภาพกว่า 130 คูหา ซึ่งรวมภาคธุรกิจบันเทิงจากต่างประเทศ อาทิ จากประเทศจีน (ฮ่องกง) อินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่เข้าร่วมเป็นผู้จัดแสดงในงานครั้งนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมงานจากในประเทศกว่า 10,000 ราย รวมถึงนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ผลิต และผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการบันเทิงจากต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก อีกกว่า 500 ราย”

…ผมเชื่อมั่นว่างานไทยแลนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เอ็กซ์โป 2008 จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน ธุรกิจบันเทิงของภูมิภาค สมกับสโลแกนที่ว่า “งานบันเทิงทุกอย่าง เกิดได้ที่เมืองไทย”

เปิดศักยภาพอุตสาหกรรมหนังไทย

สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงที่นำรายได้เข้าประเทศปีละไม่น้อยก็คือ สาขาภาพยนตร์ที่พบตัวเลขการทำรายได้ให้กับประเทศไทยมากถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท และประเทศไทยเองก็นับว่าเป็นศูนย์กลางของการผลิตภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียทั้งในส่วนของ location, production และ post production

นายจาฤก กัลย์จาฤก นายกสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ในหลายส่วน มีการร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ระหว่างประเทศไทยและประเทศอื่นๆ (coordinator) โดยเฉพาะในส่วนของ coordinator นั้นได้รับการยอมรับจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ในโลก เลือกเข้ามาทำอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ แต่ภาพยนตร์ไทยของเราก็มีข้อเสียมากที่ทำให้หลายสตูดิโอยังไม่ค่อยกล้าทุ่มทุนเต็มที่ เนื่องจากปัญหาเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์สูง ส่งผลให้ทุนการสร้างภาพยนตร์ไทยนั้นไม่ได้รับเต็มที่

ทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ไทยมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาตัวเองได้คือการก้าวเข้าเป็นศูนย์กลางในเรื่องของ post production และ coordinator โดยเสนอให้ทำเป็น free tax zone สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยให้กองถ่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ได้โดยไม่เสียภาษี ซึ่งในจุดนี้เองจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้ามาในประเทศและช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้

และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นซึ่งศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วงเวลาที่จัดงาน Thailand Entertain ment Expo จึงอยู่ในเวลาเดียวกับ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2008 (Bangkok International Film Festival 2008) โดยเป็นความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุนในเรื่องของเทศกาลภาพยนตร์ฯ และกระทรวงพาณิชย์นำเอาธุรกิจในอุตสาห กรรมภาพยนตร์ไทยไปขายใน Film Market ที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน Thailand Entertain ment Expo”08

นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรม ส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงว่า สิ่งที่กรมเข้ามาช่วยเหลือคือการเอาสินค้าสำเร็จรูปไปขายในยุโรปมาได้พักหนึ่ง นั่นคือการพาไปออกบูทโชว์ในงานแฟร์ต่างๆ และก็ได้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยช่วยดึงคนในแวดวงภาพยนตร์เข้ามาใช้บริการถ่ายทำภาพยนตร์และตัดต่อภาพยนตร์ในประเทศไทย แต่ไม่เคยได้ผลักดันคอนเทนต์ทั้งหมดไปพร้อมกัน ในการจัดงาน Thailand Entertainment Expo ครั้งนี้ก็เป็นความพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิงให้ไปในทิศทางเดียวกัน

คาดการณ์กันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยทั้งหมดจะเติบโตไปถึง 20% เนื่องจากเห็นว่าคนไทยนั้นเก่งในด้านการสร้างสรรค์งาน และถ้ามีการเข้ามาลงทุนก็จะเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวอีกมหาศาล ชักจูงการส่งออกสินค้าอื่น และการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นไปด้วย ในอนาคตก็จะมีงานในด้านนี้ให้ทำมากขึ้น

อุตสาหกรรมแอนิเมชั่น…

อาจใหญ่กว่าการส่งออกข้าวสารหรือเพชรนิลจินดา

นายศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ กรรมการบริหาร บริษัท อิเมจิแมกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตงานแอนิเมชั่นรายใหญ่ของไทย ทั้งภาพยนตร์การ์ตูน หรือในวิดีโอเกม ได้พูดถึงอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นในบ้านเราว่า

“คำว่า แอนิเมชั่น คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่ามีแต่หนังการ์ตูนอย่างเดียว แต่ความหมายจริงๆ ก็คือการที่ภาพเคลื่อนไหวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้น อย่างหนังบางเรื่อง เช่น จูราสสิค พาร์ค, สไปเดอร์แมน หรือสตาร์วอร์ส ถ้ามีส่วนที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกก็นับว่าส่วนนั้นเป็น แอนิเมชั่นได้ มันคืออุตสาหกรรมที่เรียกว่า ดิจิทัลคอนเทนต์ (digital content) ซึ่งนับรวมไปถึงเว็บไซต์เกม ภาพยนตร์การ์ตูน และอีกหลายต่อหลายอย่าง”

“หลายคนไม่รู้ว่าเกมหลายเกมที่เล่นกันอยู่ คนไทยมีส่วนร่วมในการผลิต เช่น นินจา การ์เด้น ในเกมเอ็กซ์บอกซ์ ถ้าอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างทเวนตี้ เซ็นจูรี่บอย วิชวลเอฟเฟ็กต์ บางส่วนก็ทำโดยบริษัทคนไทย หรืออย่างหนังฮอลลีวูดอย่างนาร์เนีย การ์ฟิลด์ ส่วนหนึ่งคนไทยก็ร่วมทำ”

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แทบไม่มีการ์ตูนไทยในโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เลย ต่อมาภาครัฐและเอกชนเริ่มเห็นความสำคัญว่าประเทศของเรามีบุคลากรที่พร้อมและมีความต้องการงานแอนิเมชั่นมากขึ้น ในช่วงนี้อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นจึงเพิ่งเกิด อยู่ในช่วงปรับฐาน แต่เมื่อผ่านยุคเริ่มต้นมาแล้วในตอนนี้เรากำลังก้าวสู่ยุค “พัฒนา แอนิเมชั่นไทยไปให้ถึงระดับโลก” “ถึงเวลาที่เราจะต้องเพิ่มคุณภาพการผลิตและเรื่องราวของแอนิเมชั่นสู่ตลาดโลก

“ในตอนนี้แค่ตลาดไทยยังไม่พอ เพราะการทำแอนิเมชั่นต้นทุนสูงมาก ต้องออกไปข้างนอกเท่านั้น และถ้าออกไปข้างนอกคุณภาพของเราต้องดี ทันสมัย และมีความเป็นสากล”

งานของเราภาพอาจจะยังไม่ถึงระดับพิกซาร์สตูดิโอ แต่เนื้อหายังพอสร้างให้ถึงระดับนั้นได้ เหมือนกับอย่างที่เราดูการ์ตูนโดเรมอน ภาพอาจจะไม่ดีมาก แต่เนื้อเรื่องดี เหมือนอย่างการ์ตูนบางเรื่องในเคเบิลทีวีที่เราก็เห็นว่าถ้ามีโปรแกรมแฟลชก็สามารถทำงานด้านภาพได้แล้ว แต่จุดแข็งของเขาก็คือ การสร้างแคแร็กเตอร์การ์ตูนต้องมีความเป็นสากล เด็กที่ดูการ์ตูนแยกไม่ออกหรอกว่า การ์ตูนที่ดูเป็นการ์ตูนไทยหรือการ์ตูนญี่ปุ่น แต่คุณภาพของการ์ตูนมันมีได้หลายเกรด

“แต่ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น เราอาจจะรับงานเอาต์ซอร์ซก่อน เช่นอย่างญี่ปุ่นจะทำแอนิเมชั่น เขาอาจจะมาจ้างให้เราทำในบางส่วน พอหลังจากทำเอาต์ซอร์ซกันแล้ว หลังจากนั้นเราค่อยมาทำคอนเทนต์กันเองอย่างเต็มตัว การทำเอาต์ซอร์ซแค่ในจีน อินเดีย อุตสาหกรรมการรับจ้างผลิตก็ทำรายได้เป็นหลักร้อยหลักพันล้านบาทต่อปีไปแล้ว ผมว่าประเทศไทยน่าจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นแล้วค่อยผลิตคอนเทนต์ออกไปขายนอกประเทศเรา”

นายศิริศักดิ์วิเคราะห์จุดแข็งของอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นไทยเอาไว้ว่า

“แม้ว่าในบ้านเรา การทำแอนิเมชั่นจะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าเทียบกับตลาดโลกแล้ว ถือว่าไม่สูงมากนัก ถ้าได้รับการส่งเสริมที่ดีเราจะมีแอนิเมชั่นเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกที่สำคัญในอนาคต เพราะว่าจุดแข็งของเราก็คือการมีบุคลากรที่มีครีเอทิวิตี้ (creativity) ที่สูงกว่าใคร ในภูมิภาคนี้ แต่ถ้ามองไปในระดับโลก เรายังไม่ชัดเจน ต้องพัฒนาต่อไป…

…และแนวโน้มที่ดีก็คือ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แวดวงการศึกษาบ้านเราเริ่มสนใจงานดิจิทัลคอนเทนต์ หันไปเปิดหลักสูตร ด้านนี้มากขึ้น เพียงแต่ว่าจะทำยังไงให้เอสเอ็มอีสามารถพัฒนาคอนเทนต์สู่ตลาดโลกได้”

“ส่วนข้อจำกัดก็คือ แม้บุคลากรจะมีความคิดสร้างสรรค์ แต่เราไม่มีทุนพอทำให้โปรเจ็กต์สำเร็จ อย่างการทำหนังแอนิเมชั่น เรื่องหนึ่งต้องมีทุนถึง 60-120 ล้านบาท ถึงจะสามารถทำได้ ต้นทุนสูงกว่าการทำหนังที่คนเล่นเสียอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพยายามกันมากขึ้น เพราะมันเป็นปัญหาของประเทศทางแถบเอเชีย คนทำแอนิเมชั่นต้องวิ่งหาทุนจากต่างประเทศ อย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย โชคดีหน่อยรัฐบาลเขาส่งเสริม ที่จริงรัฐบาลเราก็ส่งเสริม แต่มันยังไม่เพียงพอ บ้านเราพัฒนาแบบพาสซีฟ (passive) ที่เราต้องของบฯเข้าไป ไม่ใช่แอ็กทีฟ (active) อย่างต่างประเทศเขาจะมีงบฯ มาเลย…

…ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าบุคลากรของเราจะมีครีเอทิวิตี้ แต่เราขาดบุคลากรที่มีความชำนาญในขั้นสูงที่มี ความสามารถใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ หรือทำ แอนิเมชั่นขั้นสูงนั่นคือ มือเจ๋งๆ ในด้านนี้ยังน้อยอยู่ การแก้ไขตรงนี้ไม่ยากนั่นคือ เราต้องมีการสนับสนุนแอนิเมชั่นไทยให้ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดการเรียนรู้ การพัฒนาไปเรื่อยๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้ซูเปอร์ไวเซอร์ (supervisor) มาสอนให้คนของเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราจะเรียนรู้ระบบการทำงาน อาจจะไปฝึกงานกับสตูดิโอใหญ่ๆ อย่างดรีมเวิร์ก เราก็จะเข้าใจการจัดการของเขามากขึ้น สมมติอย่างเราดูหนังเรื่องวอร์ ออฟ เดอะ เวิรลด์ (War of the World) เราเห็นฉากทอม ครูซ เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด ทำไมมันดูสวย ดูต่างกันกับของเรา ดังนั้นเราจึงควรมีทักษะมากขึ้นกว่านี้”

นายศิริศักดิ์ยังมองอีกว่า…ถ้ารัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมตัวใหม่นี้อย่างถูกต้อง จะนำรายได้เข้าประเทศค่อนข้างสูง อย่างในปี 2549 มูลค่าการตลาดของแอนิเมชั่นสูงถึง 4,530 ล้านบาท ส่วนเกมมีมูลค่าทางการตลาดถึง 5,682 ล้านบาททีเดียว (ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) แนวโน้มเช่นนี้อาจจะทำให้ อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นไปได้ดีกว่าอุตสาหกรรมส่งออกข้าวสาร เพชรนิลจินดา ด้วยซ้ำไป ถ้าเราจัดการ อย่างเข้าใจ เพราะตอนนี้เรามีภาพยนตร์ แอนิเมชั่นออกมาให้ต่างชาติได้เห็นแล้วอย่าง ก้านกล้วย พระพุทธเจ้า นาค

ส่วนในงานไทยแลนด์ เอ็นเตอร์เทน เมนต์ เอ็กซ์โป อุตสาหกรรมแอนิเมชั่น เตรียมแสดงให้เห็นถึงความพร้อม

“เราจะแสดงให้เห็นว่าคนทำงานแอนิเมชั่นของคนไทยมีความพร้อมในเรื่องบุคลากรและคุณภาพ สามารถที่จะทำ เอาต์ซอร์ซหรือร่วมทุนการผลิตในรูปแบบ โคโปรดักชั่นกับต่างชาติได้ เรายินดีจะร่วมทุนในเอเชียมีเงินทุนเยอะมาก อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น การหาทุนมาร่วมพลังกันจะทำให้เราสามารถโชว์ศักยภาพในระดับโลกได้ อีกสักพักก็ขยายไปร่วมทุนกับยุโรปหรืออเมริกาได้” นายศิริศักดิ์กล่าว

อุตสาหกรรมเพลง…ลุยตลาดโลก

อุตสาหกรรมเพลงเป็นอีกอุตสาหกรรมบันเทิงหนึ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแล้ว และถ้าพูดถึงเรื่องมูลค่าทางการตลาด อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าสูงถึง 6,300 ล้านบาทในปี พ.ศ.2549 นับว่าธุรกิจในวงการเพลงยังคงความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว

นายฟิลิปส์ ยูน รองกรรมการผู้จัดการสายงานอราทิสท์ ที่ทำหน้าที่บริหารศิลปินและคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงานในวงการบันเทิงของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเพลงของไทยไว้ว่า

“ต้องย้อนความกลับไปนิดหนึ่งว่า ประเทศไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพลงต่างชาติหรือเพลงฝรั่งมีบทบาทมากในสังคมไทย จนมาวันหนึ่งที่มีศิลปินรุ่นใหม่อย่าง คุณเรวัต พุทธินันทน์ ที่ขึ้นมาปฏิวัติวัฒนธรรมเพลงโดยที่เรายังใช้เมโลดี้สากลแบบต่างชาติแต่ว่าเรายังใส่เนื้อไทยเข้าไป ก็ตรงนั้นเองเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมดนตรีของไทยไปในรูปแบบสากล จากนั้นก็มีพัฒนาการกันเรื่อย จนมาทุกวันนี้ดนตรีกลายเป็นเรื่องสากล ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการเลือกจะข้าม แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่นทุกวันนี้ทำลักษณะอย่างนี้ง่ายขึ้น เพราะการทำดนตรีมีลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นเรื่องของเนื้อร้องเท่านั้นเองที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรม”

โดยในภาพรวมตลาดเพลงไทยนั้น นายฟิลิปส์มองว่า

“ถ้าพูดถึงในด้านการเสพเพลงก็คงจะเปลี่ยนไป เพราะว่าในสมัยก่อนมีวัสดุสื่อกลางในการเสพเพลง เช่น จากแผ่นเสียงมาเป็นเทปคาสเซต เป็นซีดี แต่ทุกวันนี้ของเหล่านี้มันดูโบราณหมดแล้ว เพราะว่าการเสพเพลงในตอนนี้มันเป็นเรื่องของการดาวน์โหลด ลักษณะการเสพก็เลยเปลี่ยนแปลงไป…

…ด้วยเหตุนี้ถ้ามองในเรื่องธุรกิจ แม้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายไปก็คือ รายได้หลักอันหนึ่งของศิลปินก็มาจากการแสดงสด แล้วก็มาจากการที่ลิขสิทธิ์ทางปัญญามีความเข้มข้นขึ้นกลายเป็นกฎหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อมองรายได้ของบริษัท จากที่สมัยก่อนเราไม่เคยได้รับลิขสิทธิ์ในเรื่องการเผยแพร่เพลงในสถานที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยก่อน ก็เป็นรายได้ที่พอจะชดเชยให้กับเราได้ในปัจจุบัน”

การหารายได้ของวงการนี้เขาเปลี่ยนไป เพราะตราบใดที่ยังมีการดาวน์โหลดเพลงแบบผิดกฎหมาย ปัญหาใหญ่ของวงการเพลงก็ยังไม่หมดไป

“ผมว่าเรื่องการป้องกันการดาวน์โหลดเพลงแบบผิดกฎหมาย เราทำเท่าที่ทำได้เพื่อที่จะป้องกัน แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการที่จะลักลอบเนี่ยเป็นเรื่องของการปลูกฝังจิตสำนึก อันนั้นอยู่ในส่วนของระบบการศึกษา การปลูกฝังของเยาวชน ผมว่าในฐานะที่เราอยู่ในธุรกิจผลิตคอนเทนต์กับเรื่องของเทคโนโลยี เราตามกันไม่ทันหรอก แต่ในที่สุดปุ๊บ ผมว่ามนุษย์ต้องปลูกฝังความรู้กับคนทั่วไปว่า อะไรคือสิ่งที่ควรและไม่ควร ในเรื่องของการเคารพซึ่งกันและกัน”

ส่วนคุณภาพของศิลปิน นายฟิลิปส์เห็นว่ามีฝีมือไม่แพ้ใคร…คนทำเพลงในบ้านเรา ผมว่าไม่แพ้ใครเลย เพราะว่าบุคลากรของเราก็เป็นบุคลากรรุ่นใหม่ ซึ่งหลายท่านเองก็ได้มีโอกาสไปศึกษาแล้วก็ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเมืองนอกกลับมาสู่บ้านเรา เพราะฉะนั้นเรื่องของการผลิต ผมบอกได้เลยว่าเครื่องไม้เครื่องมือ ความรู้ของเราไม่แพ้ชาติใดๆ…

“ตอนอัสนี-วสันต์ ไปเล่นคอนเสิร์ตเวิรลด์ทัวร์ อันนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ เราได้เรียนรู้หลายอย่าง เราแสดงให้ต่างชาติได้เห็นลักษณะวงร็อกของไทยว่าเทียบชั้นได้กับระดับอินเตอร์หรือระดับนักดนตรีของเมืองนอกจริงๆ อันที่ 2 ก็คือ เป็นการแสดงคอนเสิร์ตที่เราได้เห็นว่าไม่เคยมีการแสดงคอนเสิร์ตครั้งไหนที่ศิลปินไทยไปต่างประเทศแล้วสามารถรวบรวมคนไทยในเมืองนั้นๆ ได้มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา”

ในส่วนของธุรกิจเอง เรามีตัวอย่างศิลปินมากมาย โดยเฉพาะทางแกรมมี่เรามีศิลปินที่มีการข้ามไปสู่ในชาติต่างๆ เราได้ทำมานานแล้ว อย่าง ณ ปัจจุบันที่เราเห็นที่ผ่านมาก็มีศิลปินอย่างกอล์ฟ-ไมค์, ไอซ์ ศรัญญู หรือบี้-เดอะสตาร์ ตอนนี้ได้ข้ามฝั่งไปญี่ปุ่น หรือไปสู่เกาหลีแล้ว หลายเพลงของศิลปินเหล่านี้ถูกแปลงเป็นภาษาอื่นอย่าง ภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น แต่ถ้าจะไปถึงยุโรปหรือฝั่งอเมริกา อันนี้ยังเป็นตลาดไกลไป แต่ว่าอย่างในเอเชียเราสามารถครอสวัฒนธรรมกันได้ง่าย เพราะใกล้เคียงกันกับเรามากที่สุด จึงมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างชัดเจนมากขึ้นทีเดียว

งานไทยแลนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เอ็กซ์โป รายนี้เขากะนำโปรไฟล์ความสำเร็จของสิ่งที่ได้ทำมา 20-30 ปีออกมาให้เห็น มีการนำเสนอผลงานของศิลปิน และตัวงานที่ได้ไปทำในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าธุรกิจการทำเพลงมีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา

ฟิลิปส์ ยูน ปิดท้ายว่า

“ดนตรีอยู่ในหัวใจของคนไทยและคน ทั่วโลกอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าเราชอบ ก็ช่วยกันส่งเสริม ช่วยกันเชิดชูดนตรีไทยให้ไปยาวๆ”






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>