![]() |
ทีมงานด้านความรับผิดชอบต่อาสังคม( CSR)ของ “ดีแทค” กำลังอยู่ในช่วงเวลาเตรียมตัวเดินทางเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ บริษัทที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่อย่าง “เทเลนอร์”ทั่วโลก ซึ่งเป็นเวทีที่จัดขึ้นเฉพาะสำหรับหน่วยงานและผู้บริหารที่ขับเคลื่อนเรื่อง CSR ในองค์กร โดยเฉพาะ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานร่วมกัน ผู้บริหารคนหนึ่งให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นเพราะเทเลเนอร์นั้นอยู่ในตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้มีการพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากทำให้ในช่วง2 ปีมานี้บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก สอดคล้องกับรากฐานที่ “บุญชัย เบญจรงคกุล” ผู้ก่อตั้ง “ดีแทค”ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น จึงเกิด “จุดร่วม”ของความรับผิดชอบที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง
ไม่เฉพาะ “เทเลนอร์” แต่นี่เป็นความเคลื่อนไหวของบริษัทข้ามชาติหลายต่อหลายบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่องการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กระทั่ง แบรนรถยนต์อย่างฮอนด้า รวมไปถึง เนสเลท์ ต่างก็มีเวทีในลักษณะนี้ โดยในเดือนกรกรฎาคม ที่ผ่านมา มีฟอรั่มพิเศษเพื่อระดมสมองของคนที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ของเนสท์เล่ทั่วโลก
“การพูดกันจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางในการทำงานเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการกำหนดกลยุทธ์หลักแต่เป็นในลักษณะของต่างคนต่างทำ” นภดล ศิวะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าว
สิ่งนี้จึงเป็นเสมือนการจัดระบบระเบียบและปรับกระบวนทัพของเนสเล่ท์ทั่วโลกซึ่งหลังจากที่ผ่านมา เนสท์เล่ ได้พัฒนาแนวคิด ความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบฉบับของตัวเอง โดยมี “มาร์ค แครมเมอร์” หนึ่งในกูรูด้าน CSR นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด ที่ทำงานมายาวนานกับ “ไมเคิล อี.พอตเตอร์” เป็นผู้ถอดรหัส ซึ่งเป็นการผสานเอาหลักวิชาการและการปฏิบัติจริงในชื่อ The Nestle Creating Shared Value Report ซึ่งตั้งอยู่บนปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ วิธีคิดอย่างยั่งยืนซึ่งหมายถึงการจัดสรรผลประโยชน์ที่ทุกคนควรได้ในเวลาเดียวกัน เป็น “คุณค่า” ที่จะเกิดขึ้นในฝั่งขององค์กร ควบคู่ไปกับคุณค่าที่เกิดขึ้นในฝั่งของสังคม
เช่น การจัดการด้านเกษตร เนสท์เล่ใน ไทยมีหน่วยงานในการส่งเสริมเกษตรกร มีเจ้าหน้าที่วิชาการ6-7คนที่จะลงไปอยู่กับเกษตรกร ดูแลต้นทุน ปรับปรุงแนะนำเทคนิคสมัยใหม่ในการทำฟาร์ม ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกระบวนการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นทางและสร้างคุณค่าในเรื่องวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันเกษตรกรสามารถเพิ่มจำนวนผลผลิตต่อไร่และมีรายได้ดีขึ้น
การเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นของบริษัทข้ามชาตินี่เอง ที่เป็นแรงบวกที่ทำให้สร้างแรงกระเพื่อมในการขับเคลื่อน CSR ในไทย บวกกับมาตรฐานด้าน CSR และแนวปฏิบัติว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของทั้งในและต่างประเทศที่เป็นแรงกดดันที่ทำให้ พัฒนาการด้าน CSR ในไทยเติบโตขึ้นเป็นลำดับ โดยพัฒนาจาก “การให้” ในลักษณะการบริจาค สู่การดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์ และหลายองค์กรกำลังเดินหน้าในขั้นแอดวานซ์ สู่ระดับของการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคม (Create Value)
“ถึงแม้เราจะเห็นกันมากว่าที่ผ่านองค์กรส่วนใหญ่ทำกิจกรรมในรูปแบบของการบริจาค แต่วันนี้ให้เงินเท่านั้นไม่เพียงพอ พัฒนาการที่เราจะเห็นนอกจากองค์กรจะทำCSR ในเชิงกลยุทธ์แล้ว ยังรวมไปถึงบันไดขั้นสูงสุดที่ทุกคนฝันจะไปถึงนั้นคือการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคมด้วย” สุขจิต ศรีสุคนธ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทสยามเมนทิส ที่ปรึกษาด้าน CSR ให้ความเห็น
CSR ฝั่งตะวันตกกระจกสะท้อนไทย
ในบทความเรื่อง strategy and Society: The Link Between Competitive Advantage and Corporate Social Responsibility ตีพิมพ์ลงใน ฮาร์ดวาร์ด บิสซิเนส รีวิว เมื่อเดือนธันวาคม ปี2549 ของไมเคิล อี. พอตเตอร์ และมาร์ค อาร์.แครมเมอร์ พูดถึงสถานการณ์ CSR ทั่วโลกไว้อย่างน่าสนใจว่า
“แม้ภาคธุรกิจจะตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนพอว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ความจริงแล้วองค์กรทั่วไปมิได้ตอบสนองเรื่องนี้ในด้านกลยุทธ์หรือการดำเนินงานแต่มักใช้วิธีผักชีโรยหน้า โดยการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ หรือทำรายงานขององค์กรว่าองค์กรของคนได้ทำอะไรให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมบ้าง”
ซึ่งทางออกของพวกเขามองว่า ธุรกิจจำเป็นจะต้องวางกลยุทธ์ในการทำCSR เพื่อสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคม เพราเชื่อว่าทั้ง2 ฝ่ายต่างต้องเกื้อกูลกัน โดยเชื่อว่าวางกลยุทธ์CSR โดยดูบริบทความสามารถในการแข่งขันหลักของบริษัทจะช่วยให้บริษัทไปไกลกว่าการบรรเทาผลกระทบให้กับสังคม แต่ยังจะก้าวไปถึงการสร้างคุณค่าร่วมที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง กับสังคมและความสามารถทางการแข่งขันของบริษัท เช่น การคิดค้นนวัตกรรมของโตโยต้า ไฮบริดที่นอกจากตอบสนองปัญหาสังคมในการลดมลภาวะ ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถให้กับองค์กร
แต่ดูเหมือนการ การขับเคลื่อน CSR ในลักษณะนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นมากนัก เช่นเดียวกับในไทย
ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ถ้าย้อนกลับมามองธุรกิจในไทย ที่แม้ว่าในช่วง2-3 ปีมานี้องค์กรธุรกิจจะมีความตื่นตัวกับแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) เพิ่มมากขึ้น
แต่ข้อมูลงานการศึกษาและวิจัยองค์กรธุรกิจไทยหลายสถาบันต่างก็ยืนยันตรงกันว่า CSR ในไทยนั้นยังอยู่ในระดับเริ่มต้น
งานวิจัยของ เฟรดดิก วิลเลี่ยม ชิ้นนี้ซึ่งได้ทำการศึกษาธุรกิจปิโตรเคมี พลังงาน ก่อสร้างและการเงิน พบว่า ทุกกิจการที่ให้ข้อมูลไม่ได้นำCSR เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการธุรกิจและกิจกรรมส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปแบบของการทำบุญ
ขณะที่ผลการสำรวจโดย แกรนธ์ ธอนตัน ระบุว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับสุดท้ายในจำนวน34 ประเทศในแง่พฤติกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในการดำเนินงานอย่างจริงจัง เช่น การสนับสนุนให้พนักงายทำงานตามช่วงเวลาที่ยืดหยุ่นได้ รวมไปถึงความหลากหลายและความเท่าเทียมกันในที่ทำงาน เป็นต้น
ปีเตอร์ วอล์กเกอร์ หุ้นส่วนอาวุโสของ “แกรนท์ ธอนตัน” ในประเทศทไทยกล่าวว่า “ผลสำรวจแสดงให้หเนว่าประเทศไทยยังคงตามหลังประเทศคู่แข่งด้านCSR
“ตัวเลขนี้ถือเป็นตัวเลขที่น่าเศร้าสำหรับกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย ในโลกซึ่ง CSR กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ “
สัญญาณความเปลี่ยนแปลง
จากผลการสำรวจต่างๆ สอดคล้องกับความคิดเห็นของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญมาตรฐานการจัดทำรายงานเพื่อความยั่งยืน GRI อย่าง ผศ.ดร.สมพร กมลศิริพิชัยพร อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ประสานงาน Greening of Industry Network-Asia ที่มองว่า ” วันนี้เรายังเห็นความเคลื่อนไหวขององค์กรส่วนใหญ่อยู่ในระดับกิจกรรมเท่านั้นและถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทบทวนและมองCSR.ในเชิงระบบมากขึ้น”
อย่างไรก็ตามไม่ได้มีแต่ด้านที่เลวร้าย ในทางกลับกลับมีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในวงธุรกิจไทยอย่างน่าสนใจ
“ข้อดีที่เราเห็นวันนี้คือ การขยายวงของธุรกิจที่ตื่นตัวในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมีสูงขึ้น ซึ่งหากเทียบกับเมื่อก่อน การที่องค์กรนำแนวคิดCSR มาใช้ยังเป็นวงที่จำกัดมาก”ผศ.ดร.สมพร กล่าว
เหรียญ2ด้านของ “ผู้นำองค์กร”
อย่างไรก็ตามจากการสัมผัสกับองค์กรธุรกิจ พบว่า ไม่เพียงการขยายวงขององค์กรที่สนใจเท่านั้น แต่ปัจจุบัน จะเห็นว่าในระดับองค์กรผู้บริหารระดับกลางส่วนใหญ่มีความตื่นตัวในเรื่องนี้สูง แต่ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ ผู้บริหารส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญ
ประเด็นที่ ผศ.ดร.สมพร หยิบยกมาพูดถึงนั้นสอดคล้องกับผลสำรวจของ “วีโร่ พับลิค รีเลชั่นส์” บริษัทที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์และ CSR ซึ่งทำการสำรวจคนกรุงเทพจำนวน300คน และกว่า60% เป็นพนักงานในองค์กร ซึ่งระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งที่ให้คะแนนนายจ้างของบริษัทตนเพียงปานกลางเท่านั้น ในแง่ของความพยายามในการดำเนินกิจกรรม CSR
“อาทิมา ตันติกุล” ผู้อำนวยการอาวุโสของ “วีโร่ พับลิค รีเลชั่นส์” กล่าวว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข และเชื่อว่าทุกองค์กรสามารถปรับเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้ แต่ต้องเริ่มจากการสื่อสารและการสร้างการมีส่วนร่วมจากภายในองค์กรก่อน
บทบาทการขับเคลื่อนเรื่อง CSR ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT น่าจะเป็นแบบตัวอย่างของเรื่องนี้ได้อย่างดี โดยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เดิมนั้นมีวัตถุประสงค์หลักในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กร มาสู่การส่งเสริมให้คนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในทุกกระบวนการ แนวคิด CSR ของ CAT วันนี้จึงไม่เพียงถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนโยบายการทำงานขององค์กร และมีการแต่งตั้งคณะทำงานโครงการCSRเพื่อรับผิดชอบดูแลขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้มีทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังมีโครงการสร้าง DNA สำนึกดีต่อสังคมให้กับพนักงานภายในองคืกร ซึ่วงทำให้เกิดความตื่นตัวและสร้างส่วนร่วมในการดำเนินการเรื่อง CSR อย่างมาก
โดยมีการจัดตั้งผู้นำเครือข่าย CSR ภายในองค์กรที่มาจากพนักงานทุกภาคส่วนทั้งส่วนกลางลแส่วนภูมิภาค ปัจจุบันมีผู้นำเครือข่าย CSR แล้วกว่า80คน โดยเครือข่ายนี้เป็นคนต้นคิด ในการนำเสนอ สร้างนวัตกรรมCSRทั้งยังร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งมีเป้าหมายในการเป็นต้นแบบในการทำความดีสู่สังคม อย่างเป็นรูปธรรม และปเนการส่งเสริมคนไทยให้มีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมแบบยั่งยืน ภายใต้โครงการกว่า29 โครงการ อาทิ CAT001 สนับสนุนบริหารจัดการน้ำมูลนิธิชัยพัฒนา โครงการโทรคมนาคมบรรเทาสาธารณภัยฯลฯ โดยเป็นการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนแม่บท CSR ขององค์กร
![]() |
พัฒนาการCSR ไทย
และไม่ใช่เพียงแต่ CAT เท่านั้นปัจจุบันหลายหน่วยงานกำลังอยู่ในระหว่างการกำหนดแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ CSR นั้น ซึ่งถือเป็นพัฒนา CSR ที่สำคัญของไทย ที่ดร.พิพัฒน์ มองว่า เป็นทางออกของปัญหา
โดยมองพัฒนาการ CSR ในระดับองค์กร เป็น2ระยะ ระยะแรกคือปัญหาในด้านการจัดการ ระยะที่2 พัฒนาสู่ระดับนวัตกรรม
” ถ้าเราจะมองพัฒนาการCSR ในระดับองค์กร”พัฒนาของCSR ในระดับองค์กร เราจะเห็นว่า มีอยู่2ระยะ ระยะที่1 คือปัญหา หลายคนที่ไปเจอบอกว่าตอนนี้ต้องทำโครงการมากกมายไปหมด โครงการเก่าๆที่เคยทำมาในอดีตก็ต้องทำขณะที่โครงการCSR ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ใหม่ๆก็ต้องทำซึ่งมันมีมากมายไปหมด “
“ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่าหากไม่มีการบูรณาการแผนแม่บท CSR และวางกลยุทธ์จะทำให้องค์กรขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างการทำงานของสถาบันไทยพัฒน์ ปัจจุบันได้เข้าไปมีโอกาสเขียนแผนแม่บทให้กับหลายองค์กร เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางให้ชัดและไม่เกิดความซับซ้อน โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าไปช่วย เช่น inntiative Mapping เพื่อกำหนดกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร ถ้ามีแผนแม้บทหรือกลยุทธ์จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นมาการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่จำเป็นต้องทำ หรือการทำโครงการบางอย่างเพียงโครงการเดียวสามารถตอบโจทย์ได้หลายวัตถุประสงค์ ซึ่งส่วนนี้เรียกว่าเป็นพัฒนาอันหนึ่งในการนำปัญหาและหาทางออกในการพัฒนาCSR”
สำหรับระยะที่2 การพัฒนา CSR ในเชิงบวก ปัจจุบันเริ่มมีองค์กรที่สามารถพัฒนานวัตกรรม CSR ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์CSR ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยมีความคิดสร้างสรรค์ในตัว
” นวัตกรรมในความหมายที่ใช้กันมากในแวดวงCSR คือการพัฒนาผลิตภัณท์ที่มีการใส่เรื่องCSR เข้าไปไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณท์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการบริการที่เป็นมิตรต่อสังคม ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในตัวผลิตภัณท์ แต่สำหรับบางองค์กรไม่ทำเพราะกลัวว่าสังคมจะมองเขาว่าได้ประโยชน์ ก็อาจจะมีนวัตกรรมทางสังคม ในรูปแบบกิจกรรม เช่น การปลูกป่าหลายองค์กรชวนพนักงานไปปลูกป่า แต่เรามักจะหลงลืมว่าต้นกล้าที่ปลูกมันรอดหรือไม่ เพราะผู้เชี่ยวชาญจะบอกว่าถ้าจะให้ต้นไม่อยู่ได้ต้องมีการดูแลต่อเนื่องไปอย่างน้อย3 ปี ฉะนั้นการส่งเสริมให้สนับสนุนการดูแลต้นกล้าก็สามารถปเนหนึ่งในนวัตกรรมของการทำกิจกรรมซึ่งยั่งยืนและสามารถตอบโจทย์ในเชิงกระบวนการได้ เป็น Creative CSR ซึ่งเราก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง”
สู่ยุค “นวัตกรรม”เพื่อสังคม
ในคู่มือ “เข็มทิศธุรกิจ” ของสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม(CSRI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั้นหนึ่งใน8หัวข้อของแนวปฏิบัติเรื่อง CSR นอกเหนือจาก การกำกับดูแลกิจการที่ดี การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้ว นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่แนวปฏิบัตินี้ให้ความสำคัญ
และไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงที่วันนี้มีสัญญาณหลายประการในปัจจุบันที่ส่งให้เห็นถึง การยกระดับการขับเคลื่อน CSR ขององค์กร ที่นำไปสู่ ก้าวที่2 ของพัฒนาการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมสู่ยุคของการสร้าง “นวัตกรรม” ใหม่ ด้วย CSR
ซึ่งเป็นผลจากการนำแนวคิด CSR เข้าไปผสานอยู่ในกระบวนการทำธุรกิจ และมองในเชิงระบบด้วยความเข้าใจ โดยมองความรับผิดชอบตั้งแต่ภายในกระบวนการธุรกิจ จนถึงความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อสังคมภายนอก
นวัตกรรมใหม่จากการทำCSR จึงปรากฎให้เห็นทั้ง3 ด้าน 1.นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต อาทิ การพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านพลังงานพร้อมไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การประกาศของ SCG Paper ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ ไม่นานมานี้ในการประกาศ 3 Green ในการดำเนินกลยุทธ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในนั้นคือ Green Process การให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางฯลฯ
2.นวัตกรรมที่เกิดจากสินค้าและบริการ อย่าง การออกสินค้าใหม่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยจากต้นไผ่ ของ FLYNOW Group ที่มีคุณภาพเส้นใยสูงใส่สบายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของฮอนด้า ทางด่วนข้อมูลการเกษตรของดีแทค ฯลฯ
3.นวัตกรรมทางสังคม ซึ่งเกิดจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร ซึ่งเป็นการคิดค้นการแก้ปัญหาทางสังคมรูปแบบใหม่ เช่น โครงการที่พักสำหรับผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาทางสังคมของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แมกโนเลีย
นวัตกรรมของฮอนด้า
จะว่าไปแล้ว นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ นักสำหรับ “ฮอนด้า” ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี2517 โดยให้ความสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมในการออกผลิตภัณท์ โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่นำเสนอเทคโนโลยีสะอาดในรถยนต์ โดยรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ซีวีซีซี ถือเป็นรถยนต์คันแรกที่ผ่านมาตรฐานด้านปริมาณไอเสียรถยนต์ที่เข้มงวดของสหรับอเมริกา และในปี2535 ได้กำหนดพันธสัญญาเพื่อสิ่งแวดล้อม ให้เป็นนโยบายปฏิบัติอย่างจริงจัง และมีมาตรการด้านนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง รวมไปถึงการคิดค้นและพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์
ขณะเดียวกันยังมีโครงการเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติ ครั้งที่ 5 ตามรอยเท้าพ่อ กับฮอนด้า ซึ่งเริ่มจ้นมาตั้งแต่ปี2542 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน โครงการสพฐ.วิ่ง31ขาสามัคคี โครงการฮอนด้า อาซิโม ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ ซึ่งนำเอาหุ้นยนต์อาซิโมมาจุดประกายแห่งความฝันให้เด็กไทย เป็นต้น
ฉะนั้นสำหรับ “ฮอนด้า”แล้ว CSR จึงมิใช่มุ่งเน้นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเดียว แต่มีความหมายครอบคลุมจิตสำนึกในทุกกระบวนการทำงาน นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง โดยมีผู้นำองค์กรที่ให้ความจริงจังในการกำหนดนโยบาย กระบวนการผลิตทั้งหมดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การปฏิบีติหน้าที่ของพนักงาน การสร้างเครือข่ายดีลเลอร์รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Green Dealers ตลอดจนการมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า โดยมีเป้าหมายปลายทางในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่
*1677 ทางด่วนข้อมูลการเกษตร
บริการใหม่ล่าสุดของ “ดีแทค” ในชื่อ “ทางด่วนข้อมูลการเกษตร” (Farmer Information Superhighway) ซึ่งนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารนำหนุนการพัฒนาการเกษตรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศผ่านบริการใหม่ล่าสุด *1677 ที่เปิดตัวเมื่อวันที่12สิงหาคม2551 ที่ผ่านมา
โครงการนี้เป็นการนำองค์ความรู้ทางด้านการเกษตรผ่านการเรียนถูกและเรียนผิดด้านการเกษตรตลอดระยะเวลา10 ปีที่ผ่านมาของมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด บวกกับความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน จากโครงการเกษตกรสำนึกรักบ้านเกิด มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่ดีแทคและจุดแข็งของสถานีแฮ็ปปี้สเตชั่น ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า31 สถานี เกษตรกรสามารถใช้บริการโทรฟรีที่*1677 และสมัครสมาชิกเพื่อรับข้อมูลอัพเดทด้านการเกษตรไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผล โรคติดต่อของพืช ฯลฯ ซึ่งจะมีการส่งSMS ไปแจ้งข้อมูลให้ทราบในทุกๆวัน รวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อมูลด้านการเกษตรซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถค้นข้อมูลและไขข้อข้องใจในทุกประเด็น โดยหากเป็นปัญหาที่ซับซ้อนก็จะมีปราชญ์ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เป็นผู้ช่วยตอบคำถาม
อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการจัดระบบรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่เคยกระจัดกระจาย และสร้างเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ธนา เธียรอัจฉริยะ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นี่เป็นบริการพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นบนแนวคิดซีเอสอาร์ เพื่อมอบให้กับเกษตรกรไทยซึ่งดีแทคให้ความสำคัญอย่างสูง เราเชื่อว่าถ้าทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของภาคเกษตรดีขึ้นก็จะทำให้ปัญหาของเอกชนและภาวะเศรษฐกิจของประเทศลดลงด้วย”
ขณะเดียวกันยังจะมีการเดินสายโรดโชว์จัดสัมมนาอบรมความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องทางด่วนข้อมูลการเกษตร ให้มากที่สุดในแต่ละจังหวัด โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้สมัครใช้บริการ20,000เลขหมาย
หากทำได้ตามเป้าหมายนี่จะถือเป็นการสร้าผลกระทบในเชิงบวกครั้งสำคัญในวงการเกษตร ขณะเดียวกันคุณค่า(value) ที่ดีแทคจะได้รับนั่นคือการขยายฐานลูกค้าสู่ระดับรากหญ้าอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศไว้
![]() |
แต่ความยากและท้าทายของโครงการนี้อยู่ที่ การสร้างการรับรู้ของเกษตรกร เพราะนี่เป็นโครงการซีเอสอาร์ ดีแทคจึงไม่สามารถทุ่มงบประมาณลงไปกับการโฆษณาผ่านสื่อได้เช่นกิจกรรมการตลาด แต่ก็คาดหวังว่ากิจกรรมสัมมนาโรดโชว์และกิจกรรมเสริมที่จะจัดขึ้นนั้นจะสามารถทำให้คนสามารถรับรู้ถึงบริการนี้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้
ผ้าใยไผ่ของ FLYNOW
FLYNOW Group ที่แม้อาจจะไม่ค่อยประกาศตัวผ่านสื่อถึงการปเรนองค์กรแห่งความรับผิดชอบ แต่หากดูถึงวิธีคิดและวิธีดำเนินธุรกิจนั้นน่าสนใจยิ่ง ในนิตยสารFN Society ฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างองค์กรกับลูกค้าและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นมีมิติหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมใหม่ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ทางธุรกิจแต่เป็นผลิตภัณท์ที่สามารถตอบโจทย์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นเป็นการนำนวัตกรรมเส้นใยจากต้นไผ่ BAMBOO YARN ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศเพราะไม่เพียงผลิตจากพืชที่ปราศจากสารเคมี ยังมีคุณสมบัติพิเศษซึ่งมีการทดลองแล้วในประเทศญี่ปุ่นว่าผลิตภัณท์ดังกล่าวสามารถช่วยแอนตี้แบคทีเรีย ในเวลาเดียวกัน ยังช่วยดูดซับแสงยูวีที่มาทำลายผิว ทั้งยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ปัจจุบันFLYNOW Group ได้นำเส้นใยดังกล่าวข้ามาผลิตเป็นเสื้อโปโล โดยที่ Tag เสื้อจะเขียนว่า BAMBOO YARN มาจำหน่ายในร้าน FN Factory Outlet ทุกสาขา
นวัตกรรมดังกล่าวนอกจะมีคุณสมบัติพิเศษ ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และทำให้แบรนด์FLYNOWสามารถสร้างความแตกต่างกับแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคมได้อย่างแท้จริง และได้ประโยชน์ในระยะยาว สอดคล้องกับวิธีคิดในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มซึ่งให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม อย่างที่ “ช่อทิพย์ ส่งวัฒนา” ผู้อำนวยการ FN Factory Outlet กล่าวว่า “คุณพ่อ(ปรีชา ส่งวัฒนา) ให้ความสำคัญเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคน วิน วิน ทั้งลูกค้า บริษัท และพนักงาน ซึ่งจะวินได้ต้องมีefficiency คือทุกคนต้องมีประสิทธิภาพหมด โรงงานก็ลดต้นทุน ฝ่ายขายก็ลดต้นทุน การตลาดเราก็ไม่ต้องไปทำอะไรมาก เราไม่คิดว่าจะต้องใช้เงินเยอะนำ แต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสุขที่ส่วนหนึ่งได้จากความสุขของคนภายใน ความสุขของตัวเราเอง ความสุขของลูกค้าอันนี้เป็นหลัก”
เอไอเอส กับบริการใหม่เพื่อคนพิการ
เมื่อไม่นานมานี้เอไอเอส ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการ call center ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “เอไอเอส”สร้างอาชีพให้คนพิการ ซึ่งเป็นการต่อยอดและพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา หลังจาก2 ปีที่ผ่านเอไอเอสสร้างโอกาสด้านอาชีพให้กับผู้พิการ ฏโดยรับเป็นพนักงานบริษัทกว่า22คน สมประสงค์ บุญยชัย กล่าวว่า โครงการนี้สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ผู้พิการทางสายตาให้สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวเพื่อที่จะได้มีโอกาสดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน และเรายังมีความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันนี้อย่างต่อเนื่องไปยังภูมิภาคอื่นๆ พร้อมทั้งจะขยายไปยังผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมกลุ่มอื่นๆด้วย
ผู้พิการกลุ่มอื่นที่เขาพูดถึง หมายถึงกลุ่มคนหูหนวก ซึ่งขณะนี้เอไอเอสอยู่ในระหว่างการพัฒนาซอฟแวร์ และทดลองให้ผู้พิการหูหนวกเข้ามาทำงาน ซึ่งหากสำเร็จไม่เพียงจะเป็นการสร้างโอก่าสทางอาชีพให้กับผู้พิการในเวลาเดียวกัน ยังถทอเป็นการสร้างนวัตกรรมใหทม่ในธุรกิจด้วยการให้บริการผ่านภาษาภาพ ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตและเป็นนวัตกรรมใหม่ ทางธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาจากกิจกรรม CSR ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้กับทั้งองค์กรและสังคม
ป่าใต้น้ำ “นวัตกรรม”
อนุรักษ์ปะการังของ “วีนิไทย”
จากความคิดของเด็กๆและครูจากโรงเรียนพลูตาหลวงอ.สัตหีบจ.ชลบุรี ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ “ประสาน แสงไพบูลย์” พยายามผลักดันให้เด็กเรียนรู้จากการแก้ไขปัญหาจริง ปะการังที่ถูกทำลายจำนวนมากในพื้นที่แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กลายเป็นที่มาของกิจกรรมในการทดลองเพาะเลี้ยงปะการัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่กำลังขาดหายไปในธรรมชาติ และค้นพบว่าท่อพีวีซี เป็นวัสดุที่ดีที่สุดที่สามารถนำมาเพาะเลี้ยงปะการังจริงและสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แต่ในวันนั้นด้วยข้อจำกัดในแง่งบประมาณทำให้กิจกรรมที่ว่าไม่สามารถขยายผลได้เท่าไหร่นัก
แต่ทันทีที่ข่าวการค้นพบถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและปรากฎบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้ ผู้บริหาร บริษัท วีนิไทย จำกัด(มหาชน) บริษัทผลิตผงพีวีซี สนใจและเริ่มต้นในการเข้ามาสนับสนุน และกลายเป็นที่มาของการตั้ง มูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า5 ปีในการลองผิดลองถูก ผ่านการเรียนรู้ จนทำให้มูลนิธิฯสามารถหาวิธีการในการดำเนินการปลูกปะการังเขากวางในท่อพีวีซี ได้อย่างมีประสิทธิผล และกลายมาเป็นจุดตั้งต้นของการทำโครงการ วีนิไทย ร่วมใจปลูกปะการัง80,000กิ่ง ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ80 พรรษา โดยนำนวัตกรรมที่ได้ มาปลูกปะการังกว่า80,000กิ่งในระยะเวลา5 ปีนับจากนี้
โดยไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดโครงการและปลูกปะการังกิ่งแรก เลขที่00001 ที่อ.สัตหีบจ.ชลบุรี
มร.กุนเธอร์ นาโดนี กรรมการผู้จัดการ บริษัทวีนิไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หลายปีที่ผ่านมาเราสามารถปลูกปะการังไปได้กว่า10,000กิ่ง จากนี้เราจึงต้องการขยายโครงการ ให้ได้อีก80,000กิ่ง ในพื้นที่ เกาะเสม็ดจ.ระยอง เกาะหวายจ.ตราด เกาะทะลุจ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯที่เราให้การสนับสนุนการทดลองปลูกปะการังนี้มาตลอดเพราะเรามองว่าในฐานะที่บริษัททำผงพีวีซี และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดำเนินการผลิต จนถึงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับชุมชน เราจึงสนใจกับการทดลองปลูกปะการังในท่อพีวีซี โดยเริ่มตั้งแต่การทำวิจัย จนประสบสำเร็จและกลายเป็นที่มาของโครงการนี้โดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม”
ในอนาคตบริษัทกำลังให้ความสนใจที่จะสนับสนุนให้ทำงานวิจัยทดลองปลูกปะการังชนิดอื่นเพิ่มขึ้นด้วย
นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมโยงขีดความสามารถหลักของธุรกิจ โดยเข้าไปเติมเต็ม กิจกรรมเล็กๆที่ถูกคิดค้นโดยคนในพื้นที่ ให้สามารถก่อร่างสร้างตัว และจะอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมสังคมของ”แมกโนเลีย” ผันที่ใกล้ความจริง
แม้ว่าชื่อของ”บ้านแมกโนเลีย”อาจจะไม่ได้เป็นกรณีศึกษาที่คุ้นเคยเมื่อพูดถึง CSR แต่จากที่เมื่อเร็วๆนี้บริษัท เปิดเวทีประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม ในชื่อโครงการ Innovation World”s Care Award หรือชื่อเล่นๆว่า iCare ซึ่งเปิดรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไปส่งแผนธุรกิจเพื่อสังคม ในการจัดตั้ง “โครงการบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุและเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง” โดยผู้ร่วมประกวดผลงานจะต้องออกแบบแนวคิด การบริหารจัดการ แนวคิดอาคาร ซึ่งถือนวัตกรรมสังคมใหม่ ชื่อของ “แมกโนเลีย” ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงได้รับการจับตา
“วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ กรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ คอปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า
” หลักๆคือเราเห็นว่าโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุในปัจจุบันกำลังมากขึ้น และประเทศไทยกำลังเข้าสู่ ยุคประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน6ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 10ล้านภายในไม่กี่ปีจากนี้ ในจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นมากนั้นมีผู้สูงอายุจำนวนมากถูกทอดทิ้ง ขณะที่เราพบว่าแม้คนวัยทำงานจะลดน้อยลงแต่จำนวนเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ทอดทิ้ง จะไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย “
ปัญหาหลักๆเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการคิดโครงการเพื่อสังคม ที่จะให้เด็กและผู้สูงอายุมาอยู่ร่วมกัน และเป็นการเติมเต็มความรักซึ่งกันและกันซึ่งหากทำสำเร็จนี่ถือเป็นโครงการแรกในไทยและในโลกที่มีการทำโครงการในลักษณะนี้
ซึ่งถือได้ว่า เป็นนวัตกรรมในการแก้ปัญหาทางสังคมชิ้นใหม่ ซึ่งอาจจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบของไทยและทั่วโลก
ล่าสุด “แมกโนเลีย” นำทีมผู้เข้ารอบ 8ทีมทั้งประเภทบุคคลทั่วไป และนักศึกษาไปดูงานเรื่องนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะให้ผู้เข้ารอบนำแผนธุรกิจไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งผลงานกลับมาประกวดอีกครั้ง และตัดสินใจหาผู้ชนะในอีกไม่นานนี้
” ก่อนที่จะไปดูงานเราเอาก็มีความกังวลมากว่าเพราะได้รับการทักท้วงจากองค์กรที่เราเข้าไปปรึกษาอยู่บ่อยๆ แต่พอเราไปเห็นการอยู่ร่วมกันของคนชราและเด็กๆ ซึ่งทำได้จริงแม้โจทย์จะไม่เหมือนกับเราทั้งหมด แต่ก็ทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราคิดน่าจะมีความเป็นไปได้สูง”วิศิษฐ์กล่าวในที่สุด
และนี่เป็นฝันที่กำลังใกล้จะเป็นจริงของ นวัตกรรมทางสังคมที่ได้รับการพัฒนาโดยองค์กรธุรกิจ
แนวโน้ม CSR เชิงระบบ
หากดูจากกรณีศึกษาที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ได้นั้นเกิดขึ้นได้จากการกำหนดนโยบายที่ชัดและมอง CSR ในเชิงระบบ ที่มิใช่เป็นเพียงการมองCSR ในระดับกิจกรรม
เรื่องนี้ “อนันตชัย ยูรประถม” นักวิชาการอิสระด้าน CSRมองว่า “พัฒนาการของ CSR ในบ้านเราตอนนี้มีย่างก้าวที่สำคัญเป็นอย่างมาก ถ้ามองย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ตอนที่กระแสของ CSR เริ่มเข้ามาและกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่องค์กรภาคธุรกิจต่างให้ความสนใจกล่าวถึง พร้อมกับหาแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงให้เข้ากับวิถีชีวิตเชิงพุทธของบ้านเรา ยุคนั้นสมัยนั้นกระแสของ CSR จึงกลายเป็นว่าตกไปอยู่กับ “กิจกรรม” ที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่ทำให้คนครหาเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์หรือเป็นการสร้างภาพแนวใหม่ แต่ตอนนี้จะเห็นได้ว่าเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ CSR ถูกมองในเชิงระบบมากขึ้น “
เพราะ หากจะกล่าวถึง ระดับของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ในปัจจุบันสามารถแบ่งกลุ่มองค์กรออกได้เป็น 3ลักษณะ 1. องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบเพียง การบริจาค (Philantrophy) 2.องค์กรที่ให้ความสำคัญในระดับกิจกรรมเพื่อสังคม และ3. องค์กรที่ให้ความสำคัญกับCSR ในเชิงระบบ โดยความรับผิดชอบถูกผสานอยู่ในกระบวนการธุรกิจขององค์กรและดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic CSR)
“การที่องค์กรจำนวนมากมองCSR เชิงระบบผมคิดว่ามันการพลิกโฉมและแนวคิด CSR น่าจะมาจากแนวปฏิบัติและมาตรฐานสากลที่เริ่มออกมาให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสของเจ้าพ่อวงการมาตรฐานโลกอย่าง ISO ที่ประกาศร่วมวงด้วยกับเครื่องมือใหม่ล่าสุดอย่าง ISO 26000 รวมถึงธุรกิจที่ต้องติดต่อค้าขายกับคู่ค้าในยุโรปและอเมริกาเหนือที่ต้องเจอกับศัพท์ใหม่ๆ อย่าง GRI, UN Global Compact, CauxRound Table, CERES, CSR Europe เป็นต้น ซึ่งทำให้เราเริ่มค้นพบว่า การบริจาคอย่างเดียว ช่วยอะไรแทบไม่ได้เลย กระบวนทัศน์ด้าน CSR ของบ้านเราจึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป”
“CSR เชิงระบบ” หมายความถึง ระบบที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญขององค์กรเข้าด้วยกัน ดังนั้นโจทย์ที่ต้องตั้งในการเริ่มต้น CSR ก็ควรจะมองตัวองค์กรเองให้ออกเสียก่อนว่าเป็นใคร กำลังทำอะไร มีการเชื่อมโยงอยู่กับใครบ้างหรือใครที่ได้รับผลกระทบจากตัวเรา ถึงค่อยไปนำไปสู่การปฏิบัติอันเป็นกิจกรรม CSR ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั่นเอง
ลองสังเกตดูง่ายๆ แทบทุกองค์กรที่นำเสนอเรื่องของ CSR ส่วนมากจะแนะนำองค์กร จากนั้นก็กระโดดไปยังกิจกรรมเลยทันที โดยไม่ได้มีมุมมองถึงการเชื่อมโยงว่ากิจกรรมดังกล่าวนั้นมาจากไหน แต่มุ่งเน้นไปที่จำนวนของกิจกรรมหรือเม็ดเงินที่ลงทุนไป ซึ่งผลที่ได้จะต่างกัน
เพราะถ้าเชื่อว่า CSR คือความรับผิดชอบที่สร้างคุณค่าให้ทั้งองค์กรและสังคมแล้ว ก็คงต้องหาให้ได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมีความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์กรกับสังคมตรงจุดไหน นอกเหนือจากความสบายใจที่ได้ทำ แต่ผู้ถือหุ้นหรือพนักงานอาจจะไม่สุขด้วย ถ้าเอาเงินขององค์กรไปใช้มากๆ
พัฒนาCSRเชิงระบบได้อย่างไร
ฉะนั้นแนวคิดเบื้องต้นของการมองในเชิงระบบนี้ อย่างน้อยควรรู้ขอบเขตของพื้นที่ทางสังคมขององค์กรก่อน เมื่อรู้ว่าตัวเราอยู่ตรงไหนแน่แล้ว ก็ควรสำรวจดูให้ดีว่าในพื้นที่สังคม มีใครอยู่บ้าง เพื่อนบ้านเป็นใคร ต้องเกี่ยวข้องกับเขาเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน ไม่เพียงแต่เข้าใจยังต้องจัดลำดับความสำคัญ
โดยพิจารณากลุ่มที่มีผลกระทบกับองค์กรโดยตรงก่อน เพราะองค์กรมีความคาดหวังในผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มต่างกัน ในทางกลับกันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเองก็ต้องการให้บริษัทมีความรับผิดชอบกับเขาต่างกัน ดังนั้นถ้ารู้และเข้าใจกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นผลในทางบวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย
จากนั้นจึงคัดเลือกประเด็นทางสังคมและรูปแบบของกิจกรรมที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการรับรู้ รู้จัก จะบริจาคจากส่วนแบ่งการขายหรือบริจาคตรงๆ การนำพนักงานเข้าไปมีส่วนร่วมหรือ โน้มน้าวชักจูงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนพฤติกรรม รวมไปถึงกิจกรรมที่องค์กรจะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งหมดนี้ต้องมีการเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะสร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคมและตัวองค์กรเองจะได้รับคุณค่าอะไร ไม่เช่นนั้นจะทำการประเมินผลเพื่อจะนำไปสู่การพัฒนากิจกรรม CSR ในองค์กรได้ยาก ใส่โมเดล2 ประกอบ
จากCSR ถึง SD
อย่างไรก็ตามหากมองในแง่แนวคิด เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่มุมมองเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมยังถูกแบ่งเป็นหลายค่าย อาทิ การมองว่าการทำ CSR นั้นห้ามธุรกิจมองในแง่สิ่งที่จะได้รับกลับมา หรือมองเป็นเพียงการคืนกำไรสู่สังคม การมองCSR เป็นเพียงการบริจาค ไปจนกระทั่งการมองCSR ในเชิงของเครื่องมือในการบริหารจัดการ หรือมองCSR เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ฯลฯ
เมื่อความคิดต่าง ที่ผ่านมาจึงเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆ ขบวนCSR ในไทยจึงเต็มไปด้วยวิวาทะและการถกเถียงว่าอะไรคือใช่และอะไรคือไม่ใช่ CSR
แต่ปัจจุบันประเด็นการถกเถียงเรื่องนี้เริ่มเบาบาง อาจจะอย่างที่ ดร.พิพัฒน์ บอกว่า “ไม่มีใครผิดใครถูก สุดแท้แต่จะเชื่อแบบไหน เพียงแต่เราพยายามให้เห็นถึงการทำ CSR ในเชิงกลยุทธ์ว่าเมื่อทำแล้วจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำมากกว่า ซึ่งเป็นการมองความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง โดยใช้ความสามารถหลักขององค์กรเข้าไปช่วยเหลือ”
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงพัฒนาCSR นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า CSR ในไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่าน “เมื่อก่อนเรามักจะพูดว่าเราจะทำ CSR อย่างไร ด้วยวิธีการใด แต่วันนี้กำลังเดินมาถึงอีกจุดหนึ่ง ที่มองว่าเป้าหมายปลายทางของ CSR คืออะไรต่างหาก”
เป้าหมายสู่องค์กรที่ยั่งยืน
หากจับตาดูวิธีคิด CSR ในต่างประเทศ จะเห็นว่าแนวคิดส่วนใหญ่กำลังมีแนวโน้มมาในด้านนี้ โดยเป็นการขยับก้าวจากการมองแค่เรื่อง CSR แต่มองว่าจะทำ CSR อย่างไรเพื่อนำไปสู่เป้าหมายปลายทางของการเป็นองค์กรที่ยั่งยืน (Sustanability) ฉะนั้นCSR ในวันนี้จึงเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้สามารถเดินไปถึงจุดหมายปลายทางนั้น
โดยสามขาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนต้องประกอบไปด้วย ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งหากขาดการสร้างสมดุลของทั้ง 3ส่วนการไปสู่เป้าหมายของความยั่งยืนก็จะเกิดได้ยาก (โมเดลประกอบสามห่วง)
มาร์ค เจ. เอสเทน นักวิชาการที่เติบโตมาจากสายการวัดประสิทธิผล เขาพูดเรื่อง CSR กับ SD โดยมองว่า CSR จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Corporate Sustanbility
ฉะนั้น CSR วันนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของคนที่ทำงานด้านซีเอสอาร์ในองค์กรเท่านั้น แต่การที่ CSR จะนำไปสู่ ความยั่งยืนได้ แต่ละฝ่ายในองค์กรก็ต้องมีหน้าที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่านทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายการตลาด หรือฝ่ายการผลิต ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะต้องทำในเรื่องของตัววันนี้มีมาตรฐานจำนวนมากก็มีมากำกับ
หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมให้เดินไปพร้อมๆกันทั้งองค์กร
“จุดบรรจุที่จะทำCSR ประสบความสำเร็จได้จะเกิดจาก2เงื่อนไข เงื่อนไขหนึ่งคือการให้ความสำคัญของผู้บริหารระดับสูง และมีนโยบายที่ชัดลงมายังพนักงานในองค์กร ในขณะที่เงื่อนไขที่2เกิดจากการมีส่วนร่วมของพนักงานระดับล่าง
เราเห็นหลายองค์กรล้มเหลวจากการขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้าผู้บริหารไม่เอาด้วยโอกาสสำเร็จก็เกิดยากเพราะพนักงานก็จะหมดแรง หรือบาองค์กรก็ออกไปทำแต่ข้างนอกโดยพนักงานในองค์กรไม่รู้เรื่อง อย่างนี้ก็ล้มเหลว” ดร.พิพัฒน์สะท้อนภาพจากที่มีโอกาสไปทำงานศึกษาวิจัยองค์กรธุรกิจไทยหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา
ตั้งแผนก CSR จุดที่ควรระวัง
“ทีนี้มาถึงจุดหนึ่งที่ว่าการตั้ง CSR ออฟฟิศดูเหมือนว่าดี แต่ถ้าองค์กรไม่มองเรื่องนี้ให้ทะลุ การตั้ง CSR office ขึ้นมาจะทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรก เพราะถ้าพนักงานรับรู้เขาจะบอกว่ามีคนรับผิดชอบ มีคนทำไม่ต้องมายุ่งกับชั้น อันนี้คืแอความเสียหายขององค์กรที่ไม่สื่อสารให้เข้าใจร่วมกันก่อน แต่การตั้งโดยการมองให้ทะลุก็ดี เพราะเขารู้ว่า ผมวิเคราะห์ว่าการตั้งแผนกนี้จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีการบูรณาการCSR ให้เป็นอย่างมีเอกภาพซึ่งจะเวิร์ค แต่ถ้าบอกว่ากระแสมา อันนี้จบแล้วกว่าจะมาฟื้นฟูความคิดนี้ใหม่ “
ปัญหานี้จึงอาจจะต้องกลับมาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ ในการปรับปรุงและทบทวน ตั้งแต่แนวคิด การวางแผน กำหนดกลยุทธ์ CSR รวมถึง แนวทางในการขับเคลื่อน CSR ขององค์กร ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะต้องมีการปรับการทำงานกันระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างที่หลายองค์กรกำลังเผชิญหน้าอยู่
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองไปในอนาคต แม้งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงปี2ปีที่ผ่านมาจะมอง CSR ในอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่จากสัญญาณของการเข้ามาศึกษาวิจัยขององค์กรต่างประเทศในไทยวันนี้ อาจจะเป็นภาพหนึ่งที่จะสะท้อนถึงขยับก้าวสำคัญของพัฒนาการ CSR ในไทยและดูเหมือนว่าหากเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียด้วยกัน วันนี้ไทยดูเหมือนว่าจะขับเคลื่อน CSR ได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้คู่แข่งอื่นในภูมิภาค ไม่ว่าจะ จีน สิงคโปร์ ฯลฯ
ซึ่งหากหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรสาธารณกุศล มองเห็นทิศทางนี้ อาจเป็นไปได้มากว่า CSR จะเป็นบันไดที่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่สร้างโอกาสให้ธุรกิจและสังคมไทย ได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพราะต้องไม่ลืมว่าในท้ายที่สุด สังคมไทยนั้นมีพื้นฐานของความเอื้ออาทร และความใจบุญที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม เพียงแต่อาจจะยังต้องทำงานหนักเรื่องการพัฒนา CSR ภายในกระบวนการธุรกิจให้ชัดเจน และเข้มข้นมากขึ้นและมากขึ้น!!
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.










ความรู้ยอดนิยม