แม้ “อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต”(เอเอซีพี) จะไม่ใช่องค์กรที่โดดเด่นที่สุดในแวดวงธุรกิจประกันชีวิต หากจะพูดถึงแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร(Corporate Social Responsibility:CSR) แต่จุดที่น่าสนใจของ “เอเอซีพี” กลับอยู่ที่ว่า แม้จะเป็นผู้มาทีหลัง หากเพียงระยะเวลาสั้นๆในการทำงานอย่างเป็นจริงเป็นจังในเรื่องนี้ ผลที่ออกมานั้นแทบจะพลิกการทำ CSR ขององค์กรจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย!!
ไม่ง่ายที่จะทำให้ เรื่องนี้ได้รับการให้ความสำคัญในองค์กรเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นๆในองค์กร ไม่ง่ายที่จะทำให้ฝ่ายต่างๆมองว่ากิจกรรมเพื่อสังคมสามารถตอบโจทย์ธุรกิจ ไม่ง่ายที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ และไม่ง่ายที่จะทำให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นอาสาสมัครเกินกว่าครึ่ง
ภายในระยะเวลาเพียงแค่2 ปี!!
เป็นเวลา2 ปีนับตั้งแต่ “เอเอซีพี” ดึง “สุภา โภคาชัยพัฒน์” ที่มีประสบการณ์ยาวนานในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง โคคา- โคล่า (ประเทศไทย)จำกัดและ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี จำกัด
มานั่งในตำแหน่งกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กรของบมจ.อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต ไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่า “สุภา”เป็นผู้ปลุกปั้น CSR ใน”เอเอซีพี” นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้
อะไรคือเคล็ดลับในการนำพาองค์กรทั้งองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนCSR ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ
และนี่เป็น7เคล็ดลับที่ว่า
ข้อแรก ผู้บริหารต้อง “ซื้อ”
“สุภา” บอกว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการทำ CSR ในองค์กรคือการเริ่มต้น เราต้องเริ่มนั่งคุยกับผู้บริหารโดยผู้ที่รับผิดชอบงานด้านนี้ ต้องสามารถชี้ประเด็นให้ผู้บริหารเห็นว่ากิจกรรมเพื่อสังคมจะเข้าไปมีส่วนเสริมอย่างไร ในการขับเคลื่อนองค์กรระยะยาว ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย โดยนำมาเชื่อมโยงกับธุรกิจ
“สิ่งที่ต้องย้ำเสมอสำหรับคนที่จะลุกขึ้นมาทำ CSR นั่นคือไม่ใช่ทำหนเดียวแล้วเลิก แต่ต้องมีพันธสัญญาว่าทำโครงการนี้ต่อ เหมือนเป็นสถาบัน เพราะฉะนั้นหน้าที่หนึ่งของฝ่ายไหนก็ตามของบริษัทที่จะทำหน้าที่ดูแลตรงนี้ จะต้องสามารถนำเสนอความสำคัญของ CSR ต่อองค์กร ต่อบริษัทให้ผู้บริหารรับทราบว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์กับสังคมและบริษัทในระยะยาว เพราะฉะนั้นคนรับผิดชอบไม่ใช่แค่จัดโครงการ แต่ต้องสามารถแยกแยะความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ให้องค์กรในฐานะผู้บริหาร เพื่อจะให้โครงการนี้อยู่ได้ในระยะยาว และมีงบประมาณที่คงอยู่ตลอด ไม่ใช่ขึ้นลงตามเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เพราะถ้าบริษัทขาดทุนก็แสดงว่าไม่มีงบประมาณจะทำต่อ”
ข้อที่2 คนรับผิดชอบต้องเสียงดังพอ
จากข้อแรกสะท้อนว่า คนที่มีอำนาจดูแลรับผิดชอบเรื่อง CSR ในองค์กรจะต้องมีอำนาจเพียงพอในระดับบริหาร และมีพลังเพียงพอที่จะโน้มน้าวคนในระดับบริหารได้ หลายๆหน่วยงานอาจจะมองว่าให้คนที่อยู่ในทีมใดทีมหนึ่งทำก็ได้ซึ่งไม่ใช่ ดังนั้นการจะให้องค์กรจัดสรรงบประมาณและขายความคิดเรื่องความรับผิดชอบกับการบริหารงานทั้งองค์กรให้ความรับผิดชอบเข้าไปอยู่ทุกส่วนได้ อาทิ การให้พนักงานสามารถมีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ทำให้เขามีความสุขในการทำงาน มีผลิตภัณท์ที่รับผิดชอบฯลฯ คนทำต้องเสียงดังพอ
ข้อที่3 ทำให้CSRเป็น “ทุกวันของธุรกิจ”
ที่ “เอเอซีพี” ถือว่า CSRเป็น everyday business ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยมีฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งมีความสำคัญเหมือนกับแผนกอื่นๆ เช่น การตลาด ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฯลฯเพื่อทำให้งานขับเคลื่อนไปได้ดี ตรงนี้เป็นเครื่องพิสูจน์หนึ่งในการพิจารณษว่าองค์กรใดตั้งใจหรือไม่ตั้งใจการทำCSR
“ทุกวันนี้มีการจ้างบริษัทมาทำ CSR มันก็ไม่ใช่CSR เพราะไม่ใช่คนในองค์กรทำเอง มันเพี้ยนไปแล้ว เพราะการทำ CSR ก็หมายถึงบริษัทเป็นบริษัทที่ดี คนก็ต้องดีไปด้วย ทุกอย่างต้องดี”
ข้อที่ 4ตั้งโจทย์ให้ชัด และกลับมาเช็คเสมอๆ
เป้าหมายในการทำCSR ของ “เอเอซีพี” มี 2 เรื่อง เรื่องแรก การยึดวิสัยทัศน์หลักขององค์กร ในการจะเป็นปัจจัยหลักแห่งความค้มครองทุกครอบครัวไทย อย่างโครงการเอเอซีพี ซึ่งจะให้กรมธรรม์กับคนดีและขาดแคลนซึ่งไม่สามารถซื้อกรมธรรม์ได้ที่ผ่านมามอบไปแล้ว877กรมธรรม์ ประการต่อมา ต้องการสร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องการประกันชีวิตกับคนรุ่นใหม่และมองเห็นประโยชน์ ทุกครั้งที่ทำงานCSR เราจะกลับมาเช็คตรงนี้เสมอว่ามันตอบโจทย์หรือไม่
ข้อที่ 5ไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพ
เฉพาะกิจกรรมเพื่อสังคมปัจจุบันมีอยู่8 โครงการ มีโครงการหลัก3 โครงการได้แก่ เอเอซีพีคุ้มครองทุกครองครัวไทย ซึ่งมอบกรมธรรม์ให้กับครอบครัวคนดีที่ขาดแคลนในสังคม AACP Thailand Animation Contests ซึ่งเป็นการจัดประกวดแอนิเมชั่น เกี่ยวกับโลกร้อน เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กและเยาวชนและโครงการ AACP พาน้องเที่ยว ซึ่งจะพาเด็กนักเรียนในกทม.เที่ยวกทม.ทุกสัปดาห์เช่น วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ พระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งจะทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์และเปิดโลกทัศน์มากขึ้น แต่ละปีสามารถพาเด็กเที่ยว7,000 คน โดยใช้งบประมาณรวม20ล้านบาทต่อปี
“8โครงการคิดว่ามากเกินพอแล้ว เราไม่เชื่อในเรื่องปริมาณ ถ้าองค์กรไหนจะทำแค่1-2 โครงการแล้วทุ่มเทลงไปให้ดีที่สุด จะดีกว่า”
ข้อ6การมีส่วนร่วมของพนักงาน
อย่างที่รู้กันว่า CSR ที่มีประโยชน์และจะทำให้ได้ดี จะต้องให้พนักงานในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ถ้าต้องการให้สิ่งเหล่านี้มันงอกเงยอยู่ในบริษัท ที่ผ่านมามีพนักงานเข้าไปเป็นอาสาสมัครให้กับโครงการ เอเอซีพี พาน้องเที่ยว แต่ปีนี้หลายคนมาบอกว่าเขาไม่สะดวกไปทำเสาร์ อาทิตย์ เราก็พยายามหากิจกรรมใหม่ให้ โดยใช้ห้องประชุมหนึ่งที่มีอยู่มาจัดเป็นห้องอ่านหนังสือเพื่ออัดเสียงส่งให้โรงเรียนคนตาบอด ซึ่งจะทำให้คนมีใจเริ่มคิดทำอะไรให้สังคม โดยมีจุดเริ่มต้นง่ายๆจากในบริษัท การสามารถดึงคนมาร่วมได้มากๆส่วนหนึ่งเราใช้การสื่อสารภายใน รวมทั้งมีโมเดลตัวอย่าง เช่น คุณวิลฟ์ แบล็คเบิร์น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ลงไปอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เป็นตัวอย่างก็สะท้อนว่ากระทั่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังมีส่วนร่วม
ข้อ7ต้องใส่ใจในรายละเอียด
ในการทำ CSR เรื่องงบประมาณเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นหน่วยงานหรือคนที่รับผิดชอบต่อง “ใส่ใจในรายละเอียด” แล้วหาทางที่เป็นไปให้ได้ เช่น สิ่งที่เราทำเสมอๆและไม่ต้องใช้เงินคือการนำกระดาษที่ใช้ไปแล้ว2หน้าไปบริจาคให้โรงเรียนคนตาบอด นั่นเป็นสิ่งที่เราจะต้องทิ้ง ดังนั้นเพียงเราใส่ใจสักนิดหนึ่งว่าสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้เอาไปทำอะไรได้ มันก็เกิดประโยชน์ ในท้ายที่สุด
แม้ “สุภา” จะบอกว่า “นี่ยังไม่ถึง100% ของความสำเร็จสูงสุดตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ คิดว่าน่าจะอยู่ที่70-80%”แต่เคล็ดลับที่ตกตะกอนมาจากการปฏิบัติเหล่านี้ก็น่าจะมีประโยชน์เพียงพอ หากคุณเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม