Performancing Metrics

Custom Search

โรงเรียนบริหารธุรกิจไทยยุคใหม่ กับทิศทาง สร้าง “คนเก่งและดี”

ในระยะหลังจะเห็นได้ชัดเจนถึงการประกาศตัวของโรงเรียนบริหาร ธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการยกระดับมาตรฐานการเรียนบริหารธุรกิจ สู่ระดับ “เวิรลด์คลาส” (world class)

เมื่อไม่นานมานี้ในวาระที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก้าวสู่ปีที่ 71 “ผศ.ดร.อรรณพ ตันละมัย” คณบดี ก็ประกาศชัด ที่จะเลือกเดินไปบนถนนสายนี้ พร้อมชี้ให้เห็นว่า “ในฐานะสถาบันบริหารธุรกิจต้องมองว่า เราต้องมีอะไรใหม่ๆ มาเสนอลูกค้า ซึ่ง คณะก็มองเห็นเรื่องนวัตกรรมว่าการเป็นผู้นำต้องเรียนรู้เรื่องของนวัตกรรมในองค์กร ทั้งผลผลิต กระบวนการและการจัดการ เพื่อนำไปสู่ความทันสมัยและความเป็นสากลมากขึ้น โดยในด้านหลักสูตรการเรียนการสอนมีเป้าหมายไปสู่การเป็น world class business school โดยเราจะเดินตามมาตรฐานตัวหนึ่งที่เรียกว่า AACSB (the association to advance collegiate school of business) ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงเรียนบริหารธุรกิจในสหรัฐอเมริกา นั่นคือเป้าหมายสูงสุด ว่าทำอย่างไรให้ทั่วโลกยอมรับ”

การปรับตัวในย่างก้าวใหม่ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เพียงจะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่ ที่เรียกย่อๆ ว่า CBS มาจาก Chulalongkorn Business School เพื่อให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น […]

อย่ากัดลิ้นตัวเอง (ครับ)

2 ปีมาแล้ว ผมเคยชื่นชอบ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยเถียงแทนแกนพันธมิตรฯ อย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะผมเห็นว่า มีแต่พันธมิตรฯเท่านั้นที่สู้กับระบอบทักษิณได้

แต่วันที่พันธมิตรฯ บุกเอ็นบีที ยึดทำเนียบรัฐบาล และไม่ยอมไปมอบตัว ทั้งๆ ที่รู้ว่าการกระทำของตนเองผิดกฎหมายอาญา

มิหนำซ้ำยังพูดมั่วๆ เรื่องการเมืองใหม่ 70: 30 ผมและเพื่อนๆ เริ่มเซ็ง และรู้สึกแล้วว่า คนไทยกำลังถูกตบหน้าฉาดใหญ่

วันนี้… ผมปฏิเสธพวกพันธมิตรฯ อย่างสิ้นเชิง เพราะรับไม่ได้กับพวกอนารยะที่ทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง

และที่สำคัญ ผมไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกพันธมิตรและพวกทักษิณ เพราะพวกเขาต่างไม่เคารพกฎหมาย เหมือนๆ กัน

ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ที่ว่า “เกลียดทักษิณ อย่าทำอย่างทักษิณ”

สมัยผมเรียนนิติปรัชญา ผมชื่นชอบโสเครตีส (Socrates) เพราะนักปรัชญากรีกผู้นี้ ยอมตาย เพื่อรักษาหลักกฎหมายของบ้านเมือง

โสเครตีส ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดอาญาอุกฉกรรจก์ ฐานปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าและสร้างพระเจ้าองค์ใหม่ อันเป็นอาชญากรรมที่เป็นภัยร้ายแรงต่อศีลธรรมของสังคมในยุคนั้น

โสเครตีสถูกพิพากษาประหารชีวิต บรรดาลูกศิษย์ชักชวนให้อาจารย์หลบหนีโทษอาญา แต่โสเครตีสปฏิเสธโดยบอกว่า “เขาได้อุทิศชีวิตเขามาทั้งหมดเพื่อสอนให้คนอื่นเห็นถึงความสำคัญของความยุติธรรมและการเคารพกฎหมายของรัฐ การหลบหนีไม่ยอมรับผิดทางอาญาต่อคำพิพากษาของรัฐเป็นการทำลายสิ่งที่เขาได้สอนแก่สังคมมาทั้งหมด

แม้โสเครตีสจะยืนยันในความบริสุทธิ์ และคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการตัดสินคดีก็ตาม แต่โสเครตีสเชื่อว่า การที่เขาดำรงอยู่ในสังคมนี้เท่ากับว่าเขาได้ทำข้อตกลงโดยปริยายที่จะยอมผูกมัดเชื่อฟังกฎหมาย

แม้ว่าผลลัพธ์ของมันจะทำให้เขาต้องสูญเสียประโยชน์หรือถูกพิพากษาประหารชีวิตก็ตาม โสเครตีส เชื่อว่า หากบุคคลสามารถคิดหรือตัดสินใจเอาเองว่ากฎหมายฉบับใดควรเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตาม และฉบับใดที่ไม่ควรเคารพเชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตาม ในไม่ใช้ก็คงไม่มีกฎหมายอีกต่อไป

จริงๆ แล้วตามทรรศนะของผม แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 […]

ยลท่าของ “ซูเปอร์สตาร์ ธงไชย แมคอินไตย์”… แล้วเห็นความเป็นผู้นำแห่งการเรียนรู้

วันนี้ผมอยากให้ผู้อ่านได้อ่านเรื่องเบาๆ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง โดยมากล่าวถึงบุคคลในสายงานด้านบันเทิง “คุณธงไชย แมคอินไตย์” หรือ “พี่เบิร์ด” ของแฟนเพลงหลายๆ คน

โดยการสังเกตส่วนตัว ผมเห็นว่าการนำเสนอข่าวบันเทิงเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจไม่น้อย และความสนใจดังกล่าวอาจจะมีมากพอๆ กับข่าวการเมือง อย่างไรก็ดี ผมอยากชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นถึงความแตกต่างของผู้ทรงอำนาจทางวงการเมือง กับซูเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิง กล่าวคือ ผู้ทรงอำนาจทางวงการเมืองนั้นต้องกล่าวโดยทั่วไปได้ว่า เป็นผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมาย นั่นหมายถึง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีสิทธิ์มีอำนาจโดยชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ผู้ที่มีอำนาจดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ที่มีผู้คนมาเคารพนบน้อมหรือไม่นั้น ก็สุดแล้วแต่ที่ท่านทั้งหลายจะประพฤติปฏิบัติตนและสามารถบริหารราชการบ้านเมืองให้เป็นที่ชื่นชมและศรัทธาโดยคนทั่วไปหรือไม่

ส่วนซูเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิงนั้นมิได้มีการแต่งตั้งการอย่างเป็นทางการ ไม่มีกฎหมายที่จะรองรับการใช้อำนาจของซูเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิง ความเป็นซูเปอร์สตาร์มักมาจากความชื่นชอบและศรัทธาจากคนทั่วไปอย่างแท้จริง และด้วยความชื่นชอบและศรัทธาอย่างแท้จริงนี้เอง เป็นจุดประกายให้ผมขออ้างถึง คุณธงไชย แมคอินไตย์ เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างของคุณลักษณะของภาวะผู้นำที่ดี ที่เหมาะต่อการเป็นผู้ในองค์กรแห่งการเรียนรู้

คุณธงไชยถือได้ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ตัวจริงของประเทศไทย และเป็นศิลปินอีกท่านหนึ่งที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่ผมเยาว์วัย สองสิ่งที่ดีมากที่สุดในตัวของคุณธงไชย คือ การเป็นศิลปินที่มีความเป็น entertainer หรือผู้ให้ความบันเทิงอย่างแท้จริง และอีกสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดในตัวของคุณธงไชย คือ การเป็นศิลปินที่เป็นตัวอย่างของความเป็นคนไทยที่ดีที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งผมว่านี่เป็นหน้าที่หลักอีกอย่างหนึ่งของคนที่เป็นศิลปินในวงการบันเทิง

ผู้อ่านอาจรู้สึกสงสัยว่า เพราะเหตุใดผมจึงนำกรณีตัวอย่างอย่างคุณธงไชยมากล่าวอธิบายในเรื่องของภาวะผู้นำ จริงอยู่ที่ว่าเราคนไทยอาจจะไม่ได้รู้จักคุณเบิร์ด ธงไชย ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งขององค์กร แต่เรารู้จักคุณธงไชยในฐานะศิลปินที่มีความสามารถมากๆ คนหนึ่ง ด้วยความที่คุณธงไชยเป็นศิลปินที่มีความสามารถมากๆ นี่เอง ที่แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่เอื้อต่อหลักแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาองค์กรไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

เป็นความโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสได้ไปชมคอนเสิร์ตแบบเบิร์ด เบิร์ด และนั่นเป็นการชมคอนเสิร์ตในสถานจริงแบบสดๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ในฐานะนักวิชาการที่ไปนั่งดูคอนเสิร์ต สิ่งแรกที่ผมคิดคือเมื่อเข้าไปนั่งชมคอนเสิร์ตซึ่งมีผู้ชมจำนวนเยอะมากๆ ก็คือ […]

ปลูก “จิตสำนึก” คนไทย

ยังจำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่คุณเขียนจดหมายนานแค่ไหนแล้ว

แม้โลกทุกวันนี้ยังหมุนในอัตราความเร็วเท่าเดิม แต่ดูเหมือนใจคนจะหมุนเร็วขึ้นตามเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดไปไกลมากขึ้นทุกที

โลกร้อนขึ้น คนก็ใจร้อนมากขึ้นตามกันไป

ไม่ค่อยจะมีใครอยากนั่งลงบนโต๊ะเพื่อจับปากกามาเขียนจดหมาย แล้วพับบรรจุใส่ซอง ติดแสตมป์ หรือส่งผ่านบริการไปรษณีย์ เพื่อที่จะได้อดใจรอคอยอย่างมีความหวังว่า เรื่องราวที่บอกเล่า สอบถามไปนั้นจะได้รับคำตอบกลับมาสักวันหนึ่งในตู้จดหมายหน้าบ้าน !!

เพราะทุกวันนี้ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์เดินทางรวดเร็วกว่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์สื่อสารยุคใหม่ที่แค่กดปุ่มบนโทรศัพท์ในมือ เทคโนโลยีระดับ 3 G สามารถแสดงภาพและเสียงของคนที่นึกถึงและต้องการสื่อสารด้วยได้ภายในพริบตา ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันสุดขอบโลกก็ตาม

สมัยนี้ “ความรวดเร็ว” กลายเป็นปัจจัยความต้องการพื้นฐาน และการ “รอคอย” กลับเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ !

เช่นเดียวกันกับคำพูดที่ว่า หากต้องการความสุขในระยะยาวจงลงมือปลูกต้นไม้นั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครยินดีที่จะลงทุน “รอ” เหมือนในอดีต

อดีตที่อาจต้องลงแรงเก็บสะสมเมล็ดพันธุ์จากฝักแก่ของต้นปีบ หรือ “กาสะลอง” นำมาเพาะเป็นต้นกล้า เลือกเอาที่แข็งแรงมาลงดิน หมั่นพรวนดิน รดน้ำ แต่งกิ่ง พ้น 5 ปีไปแล้ว ต้นก็จะเริ่มตรงแตกเป็นพุ่ม ให้ใบหนา และเมื่อถึงหน้าหนาว ช่วงต่อระหว่างเดือนกันยาฯ-ตุลาคม จึงจะเริ่มผลิดอกขาว ส่งกลิ่นหอมอบอวลเป็นรางวัลให้กับเจ้าของที่เฝ้าทะนุบำรุง ดูแลมาเป็นอย่างดี

แต่วันนี้ คนยุคใหม่สามารถใช้เงินเนรมิตให้พื้นที่หน้าบ้านมีต้นปีบตระหง่านออกดอกพราว หอมอบอวล ได้ภายในวันเดียว หลังจากคนงานรับเงินและล้อมต้นใหญ่ขนาด 6-8 นิ้ว มาปลูกให้ตามที่สั่ง

หากดูที่ผลลัพธ์ อาจประเมินค่าได้ว่า จะวิธีไหนก็ได้ต้นปีบ ได้ชื่นชม ดมดอมดอกหอมเหมือนๆ […]

การเมืองใหม่ต้องประชาธิปไตยทางตรง

ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) หรือการเมืองเก่าที่ประเทศไทยรับมาใช้เป็นเวลา 76 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้กับประเทศไทย

นี่คือข้อเท็จจริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากสถิติที่มีการปฏิวัติรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง

มีแต่นักวิชาการหัวสี่เหลี่ยมหรือ หัวม้าที่ยังตะแบงเชื่อ (ตำราเล่มเดียว) ว่า การเลือกตั้งผู้แทนโดยมีการใช้เงินซื้อเสียงบวกกับระบบอิทธิพลในท้องถิ่นผสมกับระบบอุปถมภ์นั้นคือระบอบประชาธิปไตยแท้

อีกพวกหนึ่งที่เชื่อในการเมืองเก่า คือ นักเลือกตั้ง หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถใช้เงินซื้อเสียงเพื่อก้าวสู่อำนาจมาตักตวงผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ

เมื่อกระบวนการในการได้รับการเลือกตั้งมาไม่บริสุทธิ์และใช้เงินเป็นหลัก เมื่อมาบวกกับการที่รัฐธรรมนุญ (การเมืองเก่า) ที่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้นการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่มีงบประมาณมาก เพื่อถอนทุนจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมน้ำเน่าของการเมืองเก่าที่ฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

การคอร์รัปชั่นได้วิวัฒนาการจากการรับเงินใต้โต๊ะ รับเงินค่าคอมมิสชั่นของโครงการมาเป็นการคอร์รัปชั่นทางนโยบายในโครงการขนาดใหญ่ การล็อกสเป็กให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือข่ายหรือครอบครัว หรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อยังประโยชน์ให้กับธุรกิจของตน หรือเพื่อเข้าไปเขมือบรัฐวิสาหกิจของประชาชน เช่น กรณี การแปรรูป ปตท.

ประเทศชาติและประชาชนจึงถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีแต่หนี้สิน เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ห่างกันราวฟ้ากับดิน คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนกลุ่มน้อยใช้ชีวิตเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก

การเมืองใหม่จึงเป็นหลักการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อลดความขัดแย้งและกอบกู้ไม่ให้ประเทศล้มละลายหรือเกิดสงครามกลางเมือง

การจะเกิดการเมืองใหม่ได้จะต้องมีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มอาชีพ สหภาพแรงงาน นักคิดที่ไม่มีผลประโยชน์ ภาคประชาสังคมที่มีสัดส่วนอย่างเป็นธรรม ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการ

ต้องมีการยุบสภา และตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาดำเนินการขั้นต้นจนมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นการเมืองใหม่จึงจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในเวลาไม่เกิน 1 ปี

หลายๆ ประเทศหันมาใช้ระบอบประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) เช่น แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งอเมริกาและยุโรป

หลักการของประชาธิปไตยทางตรงแรก คือ

1.ประชาชนเสนอกฎหมายเองได้เมื่อมีจำนวนประชาชนมากพอ โดยมีผลบังคับเมื่อมีเสียงเห็นด้วยมากเพียงพอ (initiative) ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยไม่ต้องผ่านสภาอีกครั้งหนึ่ง

2.ประชาชนเสนอให้มีการลงประชามติเห็นด้วยหรือคัดค้านนโยบายของรัฐ (referendum ) […]

ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นปี”51 คะแนนประเทศไทยดีขึ้นแต่ยังสอบตก

ดร.รุจี วิจิตรวาทการ

องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี พ.ศ.2551 พบว่าประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับ 80 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับ 10 จาก 21 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

CPI (Corruption Perceptions Index) คือดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชั่นมากที่สุด)-10 (คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและมีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก ได้จัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ พ.ศ.2538 ซึ่งในปี พ.ศ.2551 นี้ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศทั่วโลก

ผลการจัดอันดับประจำปี 2551 พบว่าคะแนนและอันดับของประเทศไทยดีขึ้นจากเดิมที่ได้อันดับ 84 (3.3 คะแนน) เมื่อปีที่แล้ว มาเป็นอันดับ 80 (3.5 […]