ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) หรือการเมืองเก่าที่ประเทศไทยรับมาใช้เป็นเวลา 76 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้กับประเทศไทย
นี่คือข้อเท็จจริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากสถิติที่มีการปฏิวัติรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง
มีแต่นักวิชาการหัวสี่เหลี่ยมหรือ หัวม้าที่ยังตะแบงเชื่อ (ตำราเล่มเดียว) ว่า การเลือกตั้งผู้แทนโดยมีการใช้เงินซื้อเสียงบวกกับระบบอิทธิพลในท้องถิ่นผสมกับระบบอุปถมภ์นั้นคือระบอบประชาธิปไตยแท้
อีกพวกหนึ่งที่เชื่อในการเมืองเก่า คือ นักเลือกตั้ง หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถใช้เงินซื้อเสียงเพื่อก้าวสู่อำนาจมาตักตวงผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ
เมื่อกระบวนการในการได้รับการเลือกตั้งมาไม่บริสุทธิ์และใช้เงินเป็นหลัก เมื่อมาบวกกับการที่รัฐธรรมนุญ (การเมืองเก่า) ที่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้นการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่มีงบประมาณมาก เพื่อถอนทุนจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมน้ำเน่าของการเมืองเก่าที่ฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
การคอร์รัปชั่นได้วิวัฒนาการจากการรับเงินใต้โต๊ะ รับเงินค่าคอมมิสชั่นของโครงการมาเป็นการคอร์รัปชั่นทางนโยบายในโครงการขนาดใหญ่ การล็อกสเป็กให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือข่ายหรือครอบครัว หรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อยังประโยชน์ให้กับธุรกิจของตน หรือเพื่อเข้าไปเขมือบรัฐวิสาหกิจของประชาชน เช่น กรณี การแปรรูป ปตท.
ประเทศชาติและประชาชนจึงถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีแต่หนี้สิน เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ห่างกันราวฟ้ากับดิน คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนกลุ่มน้อยใช้ชีวิตเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก
การเมืองใหม่จึงเป็นหลักการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อลดความขัดแย้งและกอบกู้ไม่ให้ประเทศล้มละลายหรือเกิดสงครามกลางเมือง
การจะเกิดการเมืองใหม่ได้จะต้องมีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มอาชีพ สหภาพแรงงาน นักคิดที่ไม่มีผลประโยชน์ ภาคประชาสังคมที่มีสัดส่วนอย่างเป็นธรรม ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการ
ต้องมีการยุบสภา และตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาดำเนินการขั้นต้นจนมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นการเมืองใหม่จึงจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในเวลาไม่เกิน 1 ปี
หลายๆ ประเทศหันมาใช้ระบอบประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) เช่น แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งอเมริกาและยุโรป
หลักการของประชาธิปไตยทางตรงแรก คือ
1.ประชาชนเสนอกฎหมายเองได้เมื่อมีจำนวนประชาชนมากพอ โดยมีผลบังคับเมื่อมีเสียงเห็นด้วยมากเพียงพอ (initiative) ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยไม่ต้องผ่านสภาอีกครั้งหนึ่ง
2.ประชาชนเสนอให้มีการลงประชามติเห็นด้วยหรือคัดค้านนโยบายของรัฐ (referendum ) […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม