Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

ครบ 10 ปียากินเตะปี๊บดัง

เผลอแผล็บเดียว ยาเม็ดสีฟ้าที่ช่วยพลิกฟื้นชีวิตรักผู้ชายปึ๋งปั๋งเตะปี๊บดังอีกครั้งก็มีอายุครบ 10 ปีแล้ว

คิดดูสิ จากการคิดเริ่มต้นว่าเป็นยาช่วยรักษาโรคหัวใจขาดเลือด มีเงินศึกษาวิจัย 1,000 ปอนด์ กลับกลายมาเป็นยาที่ทำให้ชายที่ประสบปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จำนวนกว่า 35 ล้านคน ใน 120 ประเทศทั่วโลกยิ้มได้

หากจะนับเป็นเม็ด บริษัทไฟเซอร์ผู้ผลิตบอกว่า ผลิตไปมากกว่า 1,000 ล้านเม็ดขายไปทั่วโลกแล้ว

แม้จะได้รับความนิยมแพร่หลาย แต่ชายหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่เยอะว่านึกจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ อย่าเชียว…ทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด แพทย์ยืนยันแล้วว่า จะใช้ยานี้ได้ต้องแพทย์สั่งนะจ๊ะ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรพบแพทย์ เพื่อสามารถใช้ยาได้

ไม่ยากหรอก เพราะ ศ.น.พ.เออร์วิน โกลด์สทีน ผู้เชี่ยวชาญด้านการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับแนวหน้าของโลก ช่างคิดวิธีให้เข้าใจง่ายมากๆ คือให้แบ่งเป็น 4 เกรด โดยสังเกตอวัยวะเพศว่าอยู่ในลักษณะใด เกรด 1 ขยายขนาดแต่ไม่แข็งตัว (ให้ลองเอาลิ้นดันแก้ม) เกรด 2 ไม่แข็งพอที่จะสอดใส่ (เอามือดันจมูกดูก็จะรู้) เกรด 3 แข็งตัวพอสอดใส่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่เต็มที่ (หันฝ่ามือเข้าหาตัวแล้วจับนิ้วกลาง พับงอได้) เกรด 4 แข็งตัวเต็มที่ และเต็มขนาด (หันฝ่ามือออกไป แล้วลองกดนิ้วกลางดู […]

มะเร็งเต้านม รู้เร็ว…รักษาได้…

ช่วยกันเผยแพร่ทุกทาง …ทั้งโปรเจ็กต์เย็บเต้านมเทียม ทั้งแฟชั่น Think Pink ผ้าโพกศีรษะสำหรับผู้ป่วย ล่าสุดศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม เปิดตัวทูตคนดังช่วยรณรงค์ต้านมะเร็งเต้านมผ่านภาพถ่ายอีก

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย โดยพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยสามารถพบได้ 1 ใน 10 ของผู้หญิง มะเร็งเต้านมนั้นสามารถพบได้ในผู้ชายเช่นกัน แต่พบในอัตราที่น้อยมาก โดยผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

พบบ่อยในหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุก่อน 12 ปี หรือ ประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ง่ายกว่าคนปกติ รวมทั้งผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง รวมทั้งผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน อาจเกิดมะเร็งเต้านมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นด้วย

อาการเริ่มต้น เช่น มีก้อนที่เต้านม (ร้อยละ […]

หอยเป๋าฮื้อ การพัฒนาไม่มีวันจบ รางวัลนวัตกรรมเศรษฐกิจ

เป็นเวลามากกว่า 10 ปี ที่ผลิตภัณฑ์หอยเป๋าฮื้อ “อาบาเน่” ของบริษัท ภูเก็ตเป๋าฮื้อฟาร์ม จำกัด มุ่งที่จะสร้างนวัตกรรมการเพาะพันธุ์และส่งออกหอยเป๋าฮื้อไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียและยุโรป และวันนี้ฟาร์มแห่งนี้มีรายได้จากการสร้างนวัตกรรมในธุรกิจของตนเองไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาทต่อปี

จะเรียกว่าเดินมาได้ 1 ใน 3 ของเส้นทางไปสู่ความสำเร็จก็ว่าได้ เพราะภูเก็ตเป๋าฮื้อฟาร์มได้ผ่านการคิดค้นพัฒนามาแล้วหลายขั้นตอน

ตั้งแต่การศึกษาหาข้อมูลเพื่อตั้งฟาร์มหอยเป๋าฮื้อซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงระบบปิด โดยไม่จับมาจากธรรมชาติ เป็นองค์ความรู้ที่นำมาจากอเมริกาและยุโรป

แต่ในระยะเริ่มแรกจึงได้แค่การผลิตลูกหอยส่งออกให้กับประเทศ จีนและญี่ปุ่นเพื่อเลี้ยงต่อและจำหน่ายในประเทศนั้นๆ ต่อไป

นายสัตวแพทย์สิทธิศักดิ์ เหมืองสิน กรรมการผู้จัดการ มองว่า ถ้าต้องการเพิ่มมูลค่าก็จะต้องมีการพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงใหม่ ให้สามารถเพาะและเลี้ยงจนโตได้ขนาดบริโภค แนวคิดนี้มีมานานแล้วแต่ต้นทุนยังสูงและเสี่ยงเกินไปที่จะลงทุน

ในปี 2549 นายสัตวแพทย์สิทธิศักดิ์จึงร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมแห่งชาติในการศึกษาหาวิธีการเลี้ยงในต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป โดยมีการนำเอาองค์ความรู้จากในประเทศมาพัฒนาต่อเนื่อง บวกกับแนวคิดของคุณหมอที่มีมาส่วนหนึ่ง แล้วค่อยๆต่อยอดจนสำเร็จในที่สุด

ปี 2550 เราจึงเห็นทั้งหอยขนาด 1 ปี รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ

เท่านั้นยังไม่พอ การพัฒนายังต้องสอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศอีกด้วย

ที่ฟาร์มเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเปิดเป็นภัตตาคารอาหารทะเลสำหรับรองรับคนที่จะมาท่องเที่ยว ดูงาน หรือมาดูฟาร์มหอย การพัฒนาในส่วนของบายโปรดักต์ได้มาจากรสนิยมและความต้องการของลูกค้า ภายในประเทศเป็นหลัก

ลูกค้าภายในประเทศไม่ได้บริโภคหอย เป๋าฮื้อเป็นประจำ ต่างจากจีน ดังนั้นเมื่อต้อง การจะพัฒนาตลาดภายในประเทศจึงต้องทำให้เป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานได้เลย

“เรามีการออกรูปแบบใหม่ อาทิ เป๋าฮื้อนึ่งซีอิ๊ว เป๋าฮื้อในน้ำเกลือ ซุปเป๋าฮื้อ ผสมโสม ให้คนที่มาเที่ยวฟาร์มและมารับประทานอาหารที่ภัตตาคารซื้อกลับไปเป็นของฝาก และเรายังส่งหอยแช่แข็งขายผ่านท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต สำหรับคนเมืองที่ต้องการผลิตภัณฑ์ไปปรุงอาหาร”

นับเป็นความสำเร็จในการพัฒนาตลาดอีกขั้นหนึ่ง

และล่าสุดกับรางวัลนวัตกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่เพิ่งได้รับมาหมาดๆ […]

ชุดหุ่นยนต์… นวัตกรรมใหม่เพิ่มศักยภาพ การเคลื่อนไหวของมนุษย์

เป็นที่รู้กันดีว่า ญี่ปุ่นคือประเทศผู้นำด้านการผลิตหุ่นยนต์มานานนับศตวรรษ และในเดือนตุลาคมที่จะ ถึงนี้ Cyberdyne Inc. บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ในญี่ปุ่นก็จะกลายเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์รายแรกในโลกที่สามารถผลิตหุ่นยนต์ได้คราวละมากๆ เพื่อนำไปจำหน่ายได้อย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลอัจฉริยะ โดยหุ่นยนต์ที่ทางบริษัทจะเดินเครื่องผลิตกันขนานใหญ่ก็คือ “ชุดหุ่นยนต์ HAL (Hybrid Assistive Limb) TM” ที่คิดค้นโดย ศาสตราจารย์ ซานไก ผู้บริหารของบริษัท Cyberdyne Inc.

การผลิตหุ่นยนต์ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การผลิตหุ่นยนต์ที่เป็นเครื่องจักรกลทั่วไป และการผลิตหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์หรือแอนดรอยด์ แต่สำหรับชุดหุ่นยนต์ HAL นี้จะจัดอยู่ในจำพวกเครื่องกลที่สามารถนำมาสวมใส่บนร่างกายมนุษย์ได้ โดยจะส่งผลให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 8 จุด ที่ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณหัวไหล่ ข้อศอก หัวเข่า และข้อมือ

โดยทั่วไปชุดหุ่นยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการ ช่วยเหลือการเคลื่อนไหวของมนุษย์ มักใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ จากนั้นจึงไปกระตุ้นการทำงานของเครื่องจักรกล จึงทำให้เกิดข้อจำกัดในเรื่องความเหลื่อมล้ำของระยะเวลาจากการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์และเวลาที่หุ่นยนต์จับการเคลื่อนไหวได้และ

ตอบสนองนอกจากนี้ชุดหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบเซ็นเซอร์การเคลื่อนไหวยังไม่สามารถใช้กับผู้สวมใส่ที่เป็นคนพิการหรือไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อีกด้วย จึงส่งผล ให้การผลิตและจำหน่ายชุดหุ่นยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่แพร่หลายหรือได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดีชุดหุ่นยนต์ HAL ได้เอาชนะข้อจำกัดทั้งหลายเหล่านี้ด้วยการพัฒนากลไกที่สามารถจับสัญญาณความรู้สึกทางชีวภาพ (Bioelectric Signals) ซึ่งส่งตรงมาจากสมองได้อย่างอัจฉริยะ จึงทำให้ผู้ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลยสามารถใช้งานชุดหุ่นยนต์ HAL ได้ เพียงแค่มีความคิดอยากจะขยับเขยื้อนร่างกายเท่านั้น

โดยปกติเมื่อเราต้องการเคลื่อนไหวร่างกาย สมองจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ โดยสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้จะเดินทางไปยังกล้ามเนื้อผ่านทางเส้นประสาทกล้ามเนื้อ […]

สสว.-เอสเอ็มอีแบงก์ สำรวจเอสเอ็มอี พบปัจจัยเสี่ยงเพียบ…

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผย รายงานวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) ฉบับพิเศษประจำเดือนกันยายน 2551 โดยการสำรวจความคิดเห็นของ SMEs จำนวน 4,200 กิจการทั่วประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่า SMEs มีความคิดเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งต่างๆ จะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย SMEs มีความกังวลว่าการบริหารประเทศในระยะเวลาเพียง 7 เดือน ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมายังไม่สามารถขับเคลื่อนงานในบางเรื่องได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือ SMEs ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด และจะกลายเป็นการตอกย้ำความเสี่ยงของผลกระทบจากการลดการใช้จ่ายของผู้บริโภค เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในอนาคต ความสามารถในการประกอบธุรกิจ และบรรยากาศการลงทุนที่ดี

ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ SMEs พบว่าแม้ว่าการจ้างงาน จำนวนกิจการเปิดใหม่ การส่งออก รายได้สุทธิ จะมีอัตราการขยายตัวในระดับที่น่าพึงพอใจก็ตาม แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังคงส่งผลกระทบต่อ SMEs ในการประกอบการจนอาจจะทำให้กำไรสุทธิในปี 2551 นี้ลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน และส่งผลถึงอัตราผลตอบแทนที่อาจจะทำได้เพียงร้อยละ 3.69 เท่านั้น

แนวทางการช่วยเหลือ SMEs

ทั้งนี้โครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) คาดว่ามาตรการต่างๆ […]

นวัตกรรม คำสามัญของอนาคต

“นวัตกรรมจะเป็นคำ สามัญเหมือนคำว่าเทคโนโลยี”

นั่นเป็นมุมมองของ “ปรีชา ยังสุขสถาพร” ผู้จัดการฝ่ายงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

เขามองว่า การไม่มีนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีจะมีผลต่อการแข่งขัน เพราะเราจะไม่มีแบรนด์อย่าง แอลจี ซัมซุง หรือ โนเกีย เกิดขึ้นมา

แต่เราก็สามารถไปบุกด้านบริการ หรือดีไซน์ได้ โดยที่เราต้องวางทิศทาง ให้ชัดเจน เหมือนสวิตเซอร์แลนด์ที่เขา วางตำแหน่งประเทศไว้ในเรื่องการ บริการ คือ ท่องเที่ยว การเงิน การธนาคาร

“ถ้าเราจะมาเน้นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ต้องเริ่มต้นกันใหม่เลย ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี”

ปัญหาของเราคือ ไม่ได้เรียนที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

“ถามว่ารถไฟฟ้าสายที่สองของเราสร้างเองได้หรือเปล่า อย่าว่าแต่จะทำเลย แม้แต่การซ่อมบำรุงก็ต้องจ้างต่างชาติมาทำ สิ่งที่เรียกว่า technology transfer เราขาดหายไป และดูเหมือนไม่สนใจด้วย ในแง่ทฤษฎีการทำนวัตกรรม บริษัทใหญ่ๆ ยิ่งทำได้ยากเพราะมีความเสี่ยงสูง ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อผลกำไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยได้เห็นกัน”

“ปรีชา” มองว่า ถ้าจะสร้างนวัตกรรมจะต้องมี ปัจจัยสำคัญ 3 อย่าง คือ คน เงิน เทคโนโลยี

“จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม คือ ความคิดสร้างสรรค์ คนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ แต่สังคมไทยมีอะไรที่ขัดแย้งกัน เราจะเห็นโฆษณาบางชิ้นที่สร้างสรรค์มากๆ แต่ละครหลังข่าวก็น้ำเน่ามากๆ เหมือนกัน เด็กๆ […]

ที่เก่าเวลาเดิม

เขาจำได้ว่าเมื่อคราวที่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายขาย เขาดีใจและรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นล้นพ้น ด้วยอายุ เพียงแค่ 30 ต้นๆ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ในขณะที่เพื่อนๆ ร่วมรุ่นของเขา ยังทำกันอยู่ในระดับพนักงานธรรมดา เสียส่วนใหญ่

จากคนที่ทำตามคำสั่งของหัวหน้าเพียงลูกเดียวมาก่อน เขามีลูกน้องที่ต้องสั่งเอง คนที่สั่งและมอบหมายงานให้เขาก็คือ ผู้บริหารสูงสุดของที่นั่น มันเป็น คำสั่งกว้างๆ ว่านายต้องการอะไร เขาต้องเอามาคิดว่าจะต้องทำอย่างไร ควรจะใช้ใครทำบ้าง

เขาลองผิดลองถูกมาเรื่อย บางงาน มันก็ออกมาดี บางงานก็ถูกตำหนิบ้าง ว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยังไงเขาก็เอาตัวรอดมาได้เสมอ อาศัยที่เขา เรียนรู้นิสัยใจคอของนายได้ดีพอสมควร ว่าจังหวะอารมณ์ไหนของนายเขาควรพูดอะไรหรือไม่ ทำอะไรยังไงบ้าง

นายเป็นคนที่อารมณ์ร้อนพอสมควร ไม่ค่อยจะยอมใครอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะใครที่คิดไม่เหมือนหรือ ขัดแย้ง และอาจจะออกอาการกราดเกรี้ยว ด้วยซ้ำ หากเกิดมีใครคิดจะลบเหลี่ยม หรือทำเป็นรู้ทัน

ธุรกิจของบริษัทนี้มันก็คือการเล่นกับเงิน พูดง่ายๆ คือเอาเงินทุนจากบริษัทแม่มาทำให้เกิดดอกออกผล ผ่านหลายหลาก วิธีการ ด้วยการเช่าซื้อ ด้วยการลีสซิ่ง ด้วยคอมมิสชั่น ด้วยการหมุนและเล่นกับ ค่าเงิน กู้มาถูกแล้วเอามาปล่อยแพง ฯลฯ

เขามองว่านายของเขาไม่ธรรมดา มีความเก่งกาจสามารถมากในงานแขนงนี้ มันต้องตรงกับนิสัยใจคอเสียจริงๆ ประเภทด้านได้อายอด จะได้กำไรมันก็ต้องได้เปรียบ เสียไม่ยอมแต่ได้เอา ใครจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ช่างมัน […]

ก้าวต่อ MQDC ฝันใกล้ (เป็น) จริง “บ้านพักคนชรา-เด็กกำพร้า”

อาจจะดูเป็นเพียง “ความฝัน” บนกระดาษ สำหรับโครงการ “บ้านพักผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า” หรือ “บ้านสำหรับคนสองวัย” ที่บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผ่านการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม Innovation World,s CARE Award หรือ iCARE Award ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปส่งแผนธุรกิจเข้าประกวด โดยแผนธุรกิจ ดังกล่าวนอกจากจะต้องวางแนวคิดในการนำคนทั้งสองวัยมาอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานชีวิตที่มีคุณภาพแล้ว ในเวลาเดียวกันต้องมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ที่จะทำให้องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นแม้จะเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรจะต้องสามารถยืนอยู่ได้บนขาของตัวเอง เพื่อค้นหาผู้ชนะเลิศ ก่อนที่แผนธุรกิจ ดังกล่าวจะถูกปลุกปั้นจากกระดาษสู่การดำเนินการจริง ในราวต้นปี 2552 ที่จะถึง

ที่ว่าเป็น “ความฝัน” เพราะหากโครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง นี่จะเป็นครั้งแรกในโลก ซึ่งเป็นบ้านพักที่นำคนสองวัยคือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง มาอยู่ร่วมกันและน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ในไทยที่แนวคิด “ผู้ประกอบการทางสังคม” (social entrepreneur) องค์กรทางสังคมที่สามารถหารายได้จากการทำธุรกิจเพื่อดูแลตัวเองได้จะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งยังเป็นโครงการเพื่อสังคมในเชิงรุก เพื่อ เตรียมรองรับปัญหาผู้สูงอายุ ที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในอนาคต (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ)

ตะลุยญี่ปุ่น ค้นหา “ต้นแบบ”

“ตั้งแต่เราทำโครงการแม้เราจะมั่นใจว่าแนวคิดนี้เดินมาถูกต้องจากการศึกษาและวิจัย ในการที่จะเติมเต็มช่องว่างความรักของคนสองวัยนี้เข้าด้วยกัน แต่เท่าที่เราไปคุยกับหน่วยงานที่ดูแลเด็กและผู้สูงอายุในไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลายคนบอกกับเราว่าเขาพยายามทำแล้ว […]