![]() |
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผย รายงานวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) ฉบับพิเศษประจำเดือนกันยายน 2551 โดยการสำรวจความคิดเห็นของ SMEs จำนวน 4,200 กิจการทั่วประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่า SMEs มีความคิดเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งต่างๆ จะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย SMEs มีความกังวลว่าการบริหารประเทศในระยะเวลาเพียง 7 เดือน ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมายังไม่สามารถขับเคลื่อนงานในบางเรื่องได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือ SMEs ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด และจะกลายเป็นการตอกย้ำความเสี่ยงของผลกระทบจากการลดการใช้จ่ายของผู้บริโภค เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ในอนาคต ความสามารถในการประกอบธุรกิจ และบรรยากาศการลงทุนที่ดี
ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ SMEs พบว่าแม้ว่าการจ้างงาน จำนวนกิจการเปิดใหม่ การส่งออก รายได้สุทธิ จะมีอัตราการขยายตัวในระดับที่น่าพึงพอใจก็ตาม แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังคงส่งผลกระทบต่อ SMEs ในการประกอบการจนอาจจะทำให้กำไรสุทธิในปี 2551 นี้ลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน และส่งผลถึงอัตราผลตอบแทนที่อาจจะทำได้เพียงร้อยละ 3.69 เท่านั้น
แนวทางการช่วยเหลือ SMEs
ทั้งนี้โครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) คาดว่ามาตรการต่างๆ ในการสนับสนุน ช่วยเหลือ และส่งเสริม SMEs ในด้านการตลาด การผลิต
(ผลิตภาพ) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงฟื้นฟูเครื่องจักร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการส่งเสริม SMEs ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น จำเป็นจะต้องขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยไม่ให้ SMEs ที่กำลังประสบปัญหา หรือ SMEs ที่เพิ่งเริ่มกิจการต้องปิดกิจการลงอย่างไม่ควรจะเป็น โดยเฉพาะ SMEs ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษและกลุ่มเฝ้าระวัง อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า แก้วและเซรามิก เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ แปรรูปผักและผลไม้ ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันอาจจะต้องพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค และการให้การช่วยเหลือและส่งเสริม SMEs เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงของปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละรายสาขา
โดยระยะเร่งด่วนเน้นการแก้ไขเฉพาะหน้าเกี่ยวกับปัญหาต้นทุนของ SMEs ควบคู่การสร้างความเชื่อมั่นทั้งของนักลงทุนและของผู้บริโภค เช่น การพัฒนาบุคลากร SMEs ในการลดต้นทุน ควบคู่การจัดงาน ส่งเสริมการลงทุน business matching หรือ exhibition และงาน fair เป็นต้น โดยอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และการศึกษา หรือ Academic Public Private People Partnership
นอกจากนี้แผนระยะสั้นยังจะต้องเร่งส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเฉพาะเจาะจงของ SMEs รายสาขาในการส่งออก ในระยะกลาง เน้นการเตรียมพร้อมเพื่อการแข่งขัน โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มมูลค่า ผลตอบแทนจากการประกอบธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพทุน ผลิตภาพแรงงาน การขยายตลาดด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง SMEs และ LEs ประกอบกับการพัฒนาวิธีการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการรองรับมาตรการต่างๆ จากปัญหาโลกร้อน
ในระยะยาว เน้นการสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันให้กับ SMEs ในสาขาอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจการค้าและการบริการเป็นรายสาขาแบบเฉพาะเจาะจงให้ครบวงจร ประกอบด้วยต้นทุน การตลาด การเงิน R&D การพัฒนาแรงงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การค้าระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ปัจจัยเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ควบคู่การกำกับ แนวทางอย่างใกล้ชิด
โดยแผนระยะเร่งด่วน กลาง ยาว จะต้องมีการทำงานอย่างผสมผสาน ต่อเนื่อง และจะต้องกระจายการส่งเสริม SMEs สู่ระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อให้การส่งเสริมเป็นไปอย่างทั่วถึง
อนาคต และการส่งออก SMEs
รายสาขา 2551
จากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศใน ช่วงที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสที่ 3/2551 ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งภาคการผลิต ภาคการค้าและการบริการต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายปัจจัย เช่น ผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจภายในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนขายที่คงปรับตัวสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย โอกาสในการผันผวนของค่าเงินบาท การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ การขาดดุลการค้า ความเชื่อมั่นในการลงทุน ตลอดจนความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนภายในประเทศด้านสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีทิศทางที่แน่นอนและความขัดแย้งทางการเมืองของพรรค การเมืองต่างๆ ฯลฯ
ทำให้ผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาห กรรมการผลิต ภาคการค้าและบริการ ต่างได้รับผลกระทบทั้งจากผลตอบแทนจากการประกอบธุรกิจ และผลิตภาพ ที่ต่ำลงและต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะทำให้การส่งออกที่เคยคาดการณ์ในไตรมาสที่ 2/2551 ว่า SMEs จะมีการขยายตัวได้ถึงร้อยละ +10.69 จากปีก่อน อาจจะเหลือเพียงร้อยละ +7.96 โดยมีมูลค่าจาก 1.75 ล้านล้านบาท เป็น 1.71 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2551
ต้องการช่วยหาตลาด
ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ได้ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำโครงการ “สำรวจสถานการณ์ SMEs ไทย ” ของผู้ประกอบการพื้นที่ภาคเหนือ 15 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่าง 507 ราย พบว่าในจำนวนนี้มีกิจการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2551 สูงถึง 479 ราย หรือคิดเป็น 94.5% โดยผู้ประกอบการภาคการผลิตได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 57.1%
ทั้งนี้สาเหตุหลักของผลกระทบที่เกิดขึ้นของผู้ประกอบการมาจากปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นคิดเป็น 87.8% โดยทั้งเรื่องวัตถุดิบที่แพงขึ้น ค่าขนส่ง ค่าแรง และต้นทุนด้านอื่นๆ สูงขึ้น ในขณะที่ด้านรายได้จะเห็นว่าได้รับผลกระทบรายได้ลดลงสูงถึง 60.2% โดยสาเหตุหลักมาจากจำนวนลูกค้าลดลงมากที่สุดถึง 45.2% นอกนั้นเป็นเรื่องของสินค้าขายยากขึ้นและมีคู่แข่งขันตัดราคาคิดเป็น 22.7% และ 10.1% ตามลำดับ
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องการความช่วยเหลือในขณะนี้ คือต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาดมากที่สุดคิดเป็น 31.2% ของผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือด้านการเงินและด้านปัจจัยการผลิตคิดเป็น 17.9% และ 10.7% ตามลำดับ โดย ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนดำเนินกิจการเป็นอันดับแรก ซึ่งหลังจากนี้ธนาคารจะเร่งสำรวจ SMEs ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะทำให้ธนาคารได้ข้อมูลครบทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และวางแผนปฏิบัติงานของธนาคารในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างตรงจุดต่อไป
อย่างไรก็ตามขณะนี้เอสเอ็มอีแบงก์อยู่ระหว่างกำหนดมาตรการและแนวทางเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอีแบงก์จะต้องดูแลให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม