![]() |
เชื่อหรือไม่ว่าเกษตรอินทรีย์เติบโตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และไทยเราเองเตรียมที่จะสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในแถบบ้านเรา จากการสัมมนา ในงาน “Organic Symposium and Bangkok Organic Declaration” เมื่อ 8 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา
โดยมีรายงานเรื่องของตลาดเกษตรอินทรีย์ของ ชยาพร วัฒนศิริ และวิฑูรย์ ปัญญากุล จากมูลนิธิสายใจแผ่นดิน ที่รวบรวมมาจากหลายแห่ง คือ จาก The International Trade Centre (ITC), Earth Net, Willer and Yussefi 2006 และ Green Net เปิดเผยถึงโอกาสของสินค้าเกษตรอินทรีย์บ้านเราในตลาดยุโรปไว้อย่างน่าสนใจในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ” หรือ Thailand Research Expo 2008
อย่างที่หลายคนเข้าใจก็คือ การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปตลาดยุโรปเป็นตลาดที่น่าสนใจยิ่ง ถ้ามีเครื่องหมายรับรองแล้วก็สามารถที่จะขายได้ทั่วยุโรป
แต่ถ้าจะส่งขายจริงๆ การศึกษาหาความต้องการที่แท้จริงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
รายงานจาก Willer and Yussefi 2006 พบว่า ตลาดในยุโรป ประเทศที่มีการขายปลีกมาก และเติบโตมาเรื่อยๆ ก็คือ อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์
กลุ่มที่ 2 อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ มี ความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้น และกลุ่มที่ 3 ออสเตรีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ และสเปน กลุ่มนี้จะ เข้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างยาก และสุดท้ายโปรตุเกส กรีซ ไม่แนะนำให้ ส่งออกไปเพราะตลาดยังเล็กอยู่มาก
สำหรับทัศนคติของผู้บริโภคในยุโรป พบว่า 59 เปอร์เซ็นต์รู้ว่าเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี 53 เปอร์เซ็นต์ซื้ออาหารเกษตรอินทรีย์เพราะถูกสุขลักษณะ และ 43 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่ามีรสชาติดีกว่า
นอกจากนี้ ราคาของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในแต่ละประเทศยังเป็นตัวกำหนดการนำเข้าที่สำคัญอีกด้วย
รายงานจาก ITC ในปี 2006 ซึ่งเป็น ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเยอรมนีราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นสินค้าพรีเมี่ยมจะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าปกติถึง 111% ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู ไข่ ผักสด และผลไม้
ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์จะมีราคาที่สูงกว่า
สินค้าธรรมดาเพียง 33 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นับว่าไม่สูงมากเท่าที่ควร เนื่องจากอาหารส่วนใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์มีราคาที่แพงอยู่แล้ว
ผู้ที่คิดจะส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ไป ในตลาดยุโรป อาจจะต้องตรวจสอบความต้องการของตลาดเป็นรายประเทศ รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ อาทิ ปัญหาเรื่องภาษาในแต่ละท้องถิ่น หรือสินค้าบางชนิดบ้านเราผลิตได้แต่เราก็พบว่ายุโรปเองก็มีความต้องการเพียงพอแล้ว
ในขณะที่ตลาดอเมริกามีการเปลี่ยน แปลงไปมาก คืออเมริกามีผู้ผลิตสินค้าทางด้านนี้มากขึ้น และมีการนำเข้าวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์มากขึ้นด้วย ปัจจุบันอเมริกามีร้านขายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์รวม 12,256 แห่ง โดยเครือข่ายใหญ่ก็คือ Whole Foods, Wild Oats, Traders” Joe ส่วนการกระจายตัวในตลาด 5 อันดับแรกก็คือ แคลิฟอร์เนีย 1,937 ร้าน ฟลอริดา 853 ร้าน เทกซัส 785 ร้าน นิวยอร์ก 751 ร้าน และอิลลินอยส์ 518 แห่ง
ทัศนคติของผู้บริโภคในอเมริกาพบว่า อันดับต้นๆ คนอเมริกา 87% คาดหวังเรื่องรสชาติ, 83% คาดหวังเรื่องของรูปลักษณ์ของสินค้า, 74% ใส่ใจเรื่องความสะอาด, 70% เรื่องระดับความสุกงอม และ 57% คุณค่าทางโภชนาการ
ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของคนอเมริกันพบว่า 12 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าที่ตัดสินใจซื้อเพราะทราบว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ 82 เปอร์เซ็นต์เลือกซื้อผักเกษตรอินทรีย์ในรอบ 6 เดือน 32% ระบุว่าเป็นสินค้าที่มี แนวโน้มปลอดภัยมากกว่าอาหารประเภทอื่น และ 79% เชื่อมั่นมากกว่าอาหารในซูเปอร์ มาร์เก็ต
ที่สำคัญก็คือแนวโน้มในอนาคตผู้บริโภคกลุ่มคนรักสุขภาพเหล่านี้ กำลังจะกลายเป็นผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันกับผู้บริโภคทั่วไป โดยแรงจูงใจมาจากความเชื่อมั่นในเรื่องของสุขภาพและรสชาติมาก่อน
ในขณะที่กลุ่มใหม่อย่างวัยรุ่น นักศึกษา 20% เริ่มหันมารับประทานมังสวิรัติเป็น ครั้งคราว และกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มเดียวกันกับที่บริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์อีกด้วย
ในญี่ปุ่นรายงานในปี 2001 พบว่าญี่ปุ่นมีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 33,734 ตัน ในขณะที่การนำเข้า 154,642 ตัน
ผู้บริโภคในญี่ปุ่นนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าการผลิตภายในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า การนำเข้าจึงไม่ง่าย ผู้ส่งออกจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้กับตัวแทนบริษัทผู้นำเข้าเสียก่อน
สำหรับโอกาสที่สำคัญก็คือ ตลาดน้ำผักผลไม้โดยเฉพาะผลไม้เขตร้อน เช่น กล้วย มะม่วง ผักสลัด น้ำผึ้ง ชาสมุนไพร
ผู้สนใจสามารถศึกษาเรื่องของตลาดเพิ่มเติมได้จาก www.intracen.org/mat/
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.













ความรู้ยอดนิยม