Performancing Metrics

Custom Search
Page Ranking Tool

 Donate

ความรู้ล่าสุด

หัวหน้าต้องเปิดใจรับฟัง ไม่ใช่เบิกตารับฟัง (ตอนที่ 4 จบ)

ผู้เขียนได้กล่าวถึงสิ่งที่หัวหน้างานควรทำและไม่ควรทำ (Do and Don’t) มา 6 ประการแล้วใน 3 ตอนแรก สำหรับในตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนจบจะกล่าวถึงสิ่งที่หัวหน้างานควรทำและไม่ควรทำในประการที่ 7 และประการที่ 8 ดังนี้7.หัวหน้าต้องเปิดใจรับฟังไม่ใช่เบิกตารับฟังการทำงานจะประสบความสำเร็จได้ ผู้ที่ทำงานร่วมกันจะต้องรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน คนเรามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้และไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่การทำงานเมื่อมีความเห็นที่แตกต่างกันควรมีการนำมาปรึกษาหารือโดยนำเหตุผลและข้อเท็จจริงของแต่ละคนมานำเสนอเพื่อนำไปสู่การได้ข้อสรุปร่วมกันในการทำงาน การที่เราจะเข้าใจและยอมรับเหตุผลของ ผู้อื่นได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่ปราศจากอคติ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแต่ละฝ่ายพร้อมเปิดใจกว้าง (open minded) รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นโดยไม่ด่วนตัดสินล่วงหน้าว่าผิดหรือถูก

หัวหน้าบางคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเพราะถือว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน ทำให้มั่นใจว่าตนต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ

หัวหน้าบางคนมีข้อสรุปในใจอยู่แล้วว่า ต้องการให้ลูกน้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่หากสั่งลูกน้องตรงๆ ว่า ให้ทำในสิ่งที่ตนต้องการก็จะดูเหมือนเป็นเผด็จการเกินไป จึงเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้เสนอความคิดเห็นแค่พอเป็นธรรมเนียม เมื่อลูกน้องพูดไปก็ทำเป็นพยักหน้าหงึกๆ เพื่อดูประหนึ่งว่าสนใจฟัง พอลูกน้องพูดจบก็สรุปว่า ตกลงเอาตามนี้ก็แล้วกัน (ให้ทำในสิ่งที่ตนต้องการ) ลูกน้องก็มึน เพราะสิ่งที่หัวหน้าสรุปเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เสนอ กรณีเช่นนี้ไม่ได้เรียกว่า “เปิดใจรับฟัง” แต่เป็นเพียงการ “เบิกตารับฟัง” เท่านั้นเอง

คราวต่อไปลูกน้องก็จะไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร หัวหน้าอยากให้ทำอะไรก็สั่งมาแล้วกัน สภาพการทำงานเช่นนี้จะทำให้คนไร้ชีวิตชีวา ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใดๆ เกิดขึ้นในการทำงาน ท้ายที่สุดภาระต่างๆ ก็จะย้อนกลับมาตกอยู่ที่หัวหน้า

ถ้าหัวหน้าท่านใดทำตามที่กล่าวมาแล้ว มีความสุขก็ทำต่อไปเถอะครับ แต่ถ้าอยากเห็นลูกน้องของท่านมีส่วนร่วมและมีชีวิตชีวาในการทำงานมากขึ้น อย่าเพียงแค่เบิกตารับฟังแต่ลองเปิดใจรับฟังลูกน้องของท่านอย่างจริงใจและสม่ำเสมอ แล้วท่านจะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอันมหัศจรรย์ของลูกน้อง

8.หัวหน้าต้องสร้างผู้นำ (leader) […]

เปิดความเสี่ยงบิ๊กธนาคารระดับโลก จุดชนวน Crisis of Confidence

ภาพความปั่นป่วนของตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม โดยเฉพาะอาการหวั่นไหวรุนแรงของตลาดหลักในเอเชีย คำสั่งระงับการซื้อขายของ ตลาดหุ้นโตเกียวที่ดิ่งทะลุฟลอร์กว่า 10% ซึ่งแทบจะไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน นับจากเกิดวิกฤตการเงินในภูมิภาค เมื่อปี 2540-2541

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเอเชียเป็นผลพวงต่อเนื่องจากการ ดำดิ่งของดัชนีดาวโจนส์และดัชนีตลาดสำคัญๆ อีก 2 ตัวคือ เอส แอนด์ พี 500 และแนสแดค เฉพาะดาวโจนส์ทรุดแรงถึง 678.91 จุด หรือ -7.3% มูลค่าหายไปในวันเดียว 8.72 แสนล้านดอลลาร์

ต้นรากของวิกฤตที่กำลังกระหน่ำใส่โลกอยู่ในขณะนี้ล้วน มาจากวิกฤตความเชื่อมั่นที่มีตัวสถาบันการเงินในสหรัฐ ยุโรป และอีกหลายประเทศ ปัญหาใหม่ๆ ที่ทยอยออกมาจุดชนวน ความวิตกขึ้นอีกครั้งว่า แผนกู้วิกฤตต่างๆ ที่สหรัฐ อังกฤษ ไอซ์แลนด์ และอื่นๆ ในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นแค่การไล่ล่าวิกฤตที่ลามเร็วเหมือนไฟไหม้ฟาง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ประมวลข้อมูลความเสี่ยงและสภาพปัญหาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐและอีกหลายประเทศในยุโรป เพื่อเป็นข้อมูลสะท้อนกลับมาอธิบายปรากฏการณ์ในตลาดการเงินปัจจุบัน ให้เห็นภาพได้ชัดเจนกันยิ่งขึ้น

เริ่มที่สหรัฐซี่งเป็นต้นตอของวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลก ภาคปัจจุบัน การล้มละลายของ แบร์ สเติร์นส์ แฟนนี เม-เฟรดดี แมค และ เลห์แมน บราเธอร์ส […]

ไม่มีครั้งใด… “แตกแยก” เท่าครั้งนี้ !!!

ห้องอาหารของบริษัท หลายแห่ง ปิดป้าย งดวิจารณ์การเมือง

วงสนทนาของเพื่อนฝูงที่เมื่อก่อนพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ชั่วโมงนี้ ถ้าไม่อยากให้วงเหล้าจืดชืด ต้องไม่เอาเรื่อง พันธมิตรฯ กับ ทักษิณ มาเป็นประเด็นสนทนา

หลายครอบครัวในเมือง เถียงกันเรื่องการเมือง ฝ่ายเมียอาซิ่ม นั่งดู การชุมนุมของพันธมิตรฯ จากเอเอสทีวี ทั้งวันทั้งคืน ปากก็ด่า รัฐบาลทรราช ตำรวจป่าเถื่อน

ขณะที่ผัว อาแป๊ะ เกลียดพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์เข้ากระดูกดำ ก่นด่าและสาปแช่งวันละสามเวลา

ก่อนหน้านี้ ผัวเมียคู่นี้เคยไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนรถไฟด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้ ต่างคนต่างอยู่ ไม่หันหน้ามาคุยกัน

เพราะคุยกันครั้งใด เป็นต้องเถียงกัน แหลกราญ ล่าสุด เมียอาซิ้ม ออกจากบ้านไปร่วมชุมนุม ไม่กลับบ้าน อาแป๊ะ เซื่องซึม ไม่พูดกับใคร

ที่จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านตั้งวงกินเหล้า เปิดทีวีดูข่าว ตำรวจสลายม็อบ คนหนึ่งเชียร์ตำรวจ อีกคนเชียร์พันธมิตรฯ เถียงกันไปเถียงกันมา ฝ่ายด่าม็อบชักมีดแทงฝ่ายเชียร์ม็อบพันธมิตรฯดับ

ส.ส. พรรครัฐบาล ยอมรับว่า แม่ของตัวเอง มาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาล

แม่ค้าตลาดสะพานควาย เบื่อม็อบ เต็มที หลุดปากว่า ตำรวจน่าจะจัดการ ไอ้พวกม็อบให้ราบคาบ ขายของไม่ได้แล้ว

ในกองบรรณาธิการข่าวหลายแห่ง […]

พันธมิตรฯกู้ชาติ อ (นา) รยะขัดขืน ?

มีสุภาษิตกฎหมายละตินกล่าวไว้ว่า Obeclientia est legis essential (Obedience is the essence of law) แปลว่า “การเคารพกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญของกฎหมาย”

สุภาษิตกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายและการเคารพ เชื่อฟังกฎหมายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เคียงคู่กันอยู่เสมอ การเคารพ เชื่อฟังกฎหมายจึงเสมือนเป็นพันธะหน้าที่ทางศีลธรรม (moral obligation) ที่บุคคลในสังคมพึงผูกพันตนเองต่อคำมั่นสัญญา ที่มีต่อสังคมในลักษณะเป็น “สัญญาประชาคม” (social contract) แนวความคิดในเรื่องการเคารพกฎหมายเช่นนี้ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติมาช้านานนับเป็นพันๆ ปี นับตั้งแต่ปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกนามว่า โซเครตีส (Socrates) ซึ่งถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดอาญาอุกฉกรรจ์ ฐานปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าและสร้างพระเจ้าองค์ใหม่อันเป็นอาชญากรรมที่เป็นภัยร้ายแรงต่อศีลธรรมของสังคมในยุคนั้น โซเครตีสถูกพิพากษาประหารชีวิต มีคนชักชวนให้เขาหลบหนีโทษอาญา

แต่โซเครตีสปฏิเสธโดยโต้แย้งว่า เขาได้อุทิศชีวิตเขามาทั้งหมดเพื่อสอนให้คนอื่นเห็นถึงความสำคัญของความยุติธรรมและการเคารพกฎหมายของรัฐ การหลบหนีไม่ยอมรับผิดทางอาญาต่อคำพิพากษาของรัฐเป็นการทำลายสิ่งที่เขาได้สอนแก่สังคมมาทั้งหมด แม้เขาจะยืนยันในความบริสุทธิ์และคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการตัดสินคดีก็ตาม โซเครตีสเชื่อว่าการที่เขาดำรงอยู่ในสังคมนี้เท่ากับว่าเขาได้ทำข้อตกลงโดยปริยายที่จะยอมผูกมัด เชื่อฟังกฎหมาย

แม้ว่าผลลัพธ์ของมันจะทำให้เขาต้องสูญเสียประโยชน์หรือได้รับโทษทัณฑ์ก็ตาม เขาเห็นว่าหากบุคคลสามารถคิดหรือตัดสินใจเอาเองว่ากฎหมายฉบับใดควรเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ฉบับใดที่ ไม่ควรเคารพเชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตาม ในไม่ช้าก็คงไม่มีกฎหมายอีกต่อไป และถ้าเป็นเช่นนั้นบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายย่อมเป็นผู้ที่ร่วมทำลายระบบกฎหมายทั้งหมด และกระทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐ (จรัญ โฆษณานันท์, 2531 : 312, 313)

ตัวอย่างของการเคารพกฎหมายของโซเครตีสปรัชญาเมธีในสมัยกรีกโบราณที่นำมาอธิบายในเชิงนิติปรัชญา ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้สังคมสมัยโบราณที่อำนาจสูงสุดเป็นของศาสนจักร หรือเป็นของจักรพรรดิหรือกษัตริย์ซึ่งในบางยุคสมัยมีการใช้อำนาจเป็นไปตามอำเภอใจของผู้ปกครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน มีการกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น แต่ก็ยังมีบุคคลบางคนในสมัยนั้นที่เห็นความสำคัญของการเคารพกฎหมายที่ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

ของกฎหมายที่เป็นกติกาสำคัญของบ้านเมือง

สังคมประชาธิปไตยกับหลักนิติรัฐ

นิติรัฐ (legal […]

อำนาจรัฐ ป่าเถื่อน ?

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงข่าวถึงกรณีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งพันธมิตรฯได้กล่าวหาว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา จนทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุรพลกล่าวว่า อาวุธปืนยิงแก๊สน้ำตาบรรจุกระสุนแก๊สน้ำตาขนาด 38 ม.ม. ใช้ยิงครั้งละ 1 นัด ระยะไกลประมาณ 150 เมตร ส่วนตำแหน่งยิงนั้น หากยืนอยู่ใกล้ก็ยิงด้วยวิถีโค้งหากยืนอยู่ไกลก็ยิงวิถีตรง หากกระสุนกระทบร่างกายเพียงนิดเดียว จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน แต่ไม่มีอานุภาพทำลายล้างและ ไม่ก่อบาดแผลฉีกขาด

“ถ้ามีกระแสลมพัดไปทางเป้าหมาย ตำรวจจะยิงให้ตกต้นทาง เพื่อให้ลมพัดไปยังผู้ชุมนุม แต่ถ้ากระแสลมนิ่ง จะยิงไปในฝูงชนที่เป็นเป้าหมายเพื่อสลายการชุมนุม นอกจากนี้ ตำรวจยังมีแก๊สน้ำตาชนิดขว้าง ซึ่งไม่ใช่ระเบิดสังหาร แต่เป็นวัสดุพลาสติก รูปร่างคล้ายระเบิดปิงปอง มีภาพถ่ายจับตอนที่ตำรวจกำลังขว้าง ขอยืนยันเป็นแก๊สน้ำตา การใช้ชนิดขว้างต้องเป็นระยะกระชั้นชิด ที่หน้ารัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าประชุมแถลงนโยบาย”

พล.ต.ต.สุรพลกล่าวถึงสาเหตุที่ใช้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ปฏิบัติการว่า เพราะ ตชด.มีกองร้อยควบคุมฝูงชน ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี ส่วนกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาดนั้น เป็นผลกระทบที่มีต่อผู้ชุมนุม […]

“อินดิโก คอมแพค ซีดาน” เก๋งเล็กรุ่นล่าในแดนโรตี

บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศอินเดีย) เปิดตัวรถยนต์ “อินดิโก คอมแพ็ค ซีดาน” (อินดิโก ซีเอส) รุ่นท็อป 3 รุ่น หลังจากที่ได้เปิดตัวรุ่นมาตรฐานที่งานออโตเอ็กซ์โป กรุงนิวเดลี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยรถ “อินดิโก ซีเอส” ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าทั่วอินเดีย และทำให้ยอดขายรถยนต์ในตระกูลอินดิโกพุ่งขึ้นถึง 84% ในปีนี้ หรือเฉลี่ยเดือนละ 4,400 คัน

รุ่นท็อปของอินดิโก ซีเอส มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน GLX เครื่องยนต์ดีเซล LX TDi พร้อมระบบอินเตอร์คูลเลอร์ และเครื่องยนต์ดีเซล LX DICOR ทุกรุ่นมาพร้อมกระจกไฟฟ้าหน้า-หลัง ระบบตัดหมอกกระจกหลัง เครื่องปรับอากาศพร้อมระบบทำความร้อน พวงมาลัยพาวเวอร์ และเซ็นทรัลล็อก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย

รูปลักษณ์ภายนอกของ อินดิโก ซีเอส ได้รับการออกแบบสปอร์ตที่มีระดับให้มีความทันสมัย ส่วนภายในรถตกแต่งด้วยโทนสีครีมในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และ สีดำในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมแผงคอนโซลดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งบุผ้าเนื้อดี พวงมาลัยหุ้มด้วยหนัง […]

“โปรตอน เพอร์โซนา” ซีดานซีเอ็นจี สัญชาติมาเลย์

เรียกว่ามาได้ถูกจังหวะกับภาวะราคาน้ำมัน และการตื่นตัวกับปัญหาทางด้านวิกฤตด้านพลังงานของบ้านเรา หลังจากตัดสินใจเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซียแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สำหรับ “เสี่ยธวัชชัย จึงสงวนพรสุข” กรรมการบริหาร แห่งค่ายพระนครยนตรการ กับรถยนต์โปรตอน 3 รุ่นหลัก อย่างโปรตอน แซฟวี่, โปรตอน นีโอ และโปรตอน เจน-ทู ที่ปัจจุบันมียอดการจำหน่ายมากกว่า 2,000 คันแล้ว ล่าสุดได้มีการส่งรถยนต์โปรตอน เพอร์โซนา ซีเอ็นจี ออกสู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการ

โปรตอน เพอร์โซนา ซีเอ็นจี ถือเป็นอีกหนึ่งความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ด้วยความตั้งใจ และภายใต้แนวคิดของการออกแบบ “The Right Car for the Right Times” ที่ต้องการสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขับเคลื่อนชีวิตอย่างคุ้มค่า

ด้วยความตั้งใจที่ต้องการตอบสนองการเดินทางให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลเพิ่มขึ้น ทีมงานได้เพิ่มถังบรรจุก๊าซขนาด 90 ลิตร พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพด้วยการรับรองมาตรฐานการติดตั้งซีเอ็นจีจากโรงงานประกอบรถยนต์บางชันเยนเนอเรล เอเซมบลี และให้การรับประกันคุณภาพรถยนต์ยาวนานถึง 3 ปีเต็ม หรือ 100,000 ก.ม. ระบบควบคุมบังคับและระบบกันสะเทือนของการพัฒนาเทคโนโลยีโดยทีมวิศวกรจาก Lotus ประเทศอังกฤษ

โปรตอน เพอร์โซนา ซีเอ็นจี […]

ปัญญา

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความปั่นป่วนในบ้านเมือง

คนที่มีอาชีพ “นักข่าว” อย่างผมจะขายดี

โทรศัพท์ที่เคยแต่ “โทร.ออก” หา แหล่งข่าว กลับเปลี่ยนมาเป็นกด “รับสาย” ตลอดทั้งวัน

ตอนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ครั้งหนึ่ง

7 ตุลาคม 2551 ก็อีกครั้งหนึ่ง

เบากว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับ “ฮอต”

จนต้องบอกเพื่อนสนิทบางคนที่โทร.มาเข้าคิว “รอสาย” แบบน่าหมั่นไส้

“ขอโทษนะวันนี้ต้องรอคิวหน่อย”

คุยเรื่อง “การเมือง” วันนี้ไม่เหมือน “การเมือง” ตอน 19 กันยายน 2549

เพราะทุกคนเลือกฝ่ายกันเรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ผมยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่ เวลาใครโทร.มาถามก็จะตอบตามข้อมูลที่ได้รับ

แต่พูดยังไม่ทันจบ

รุ่นพี่ที่โทร.มาสวนกลับทันที

“ไม่จริงหรอก…” จากนั้นก็เถียงแบบยาวเหยียด

ครับ ตอนหลังผมจึงสรุปได้ว่า คนที่โทร.มาเขาไม่ได้ต้องการ “ข้อมูล”

แต่ต้องการเสียงสนับสนุน

วันที่ 7 ตุลาคมที่เกิดเหตุรุนแรงทั้งที่หน้ารัฐสภาและกองบัญชาการตำรวจนครบาล คนที่โทร.มายังเพียงแค่สอบถามเหตุการณ์

แต่พอหลังจากนั้นเสียงที่โทร.มาจะเปลี่ยนเป็นถามเรื่อง “ความจริง”

เขาอยากรู้ “ความจริง” ว่าใครทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต

ครับ เข้าอีหรอบเดิม

คือแต่ละคนมี “ความเชื่อ” อยู่แล้ว

โทร.มาเพื่อต้องการเสียงสนับสนุน

บางคนก็เห็นว่า “ตำรวจ” สลายม็อบรุนแรง

บางคนก็เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯพกระเบิดมาเอง

บางคนก็เชื่อว่า “มือที่ 3″

แต่ที่เหมือนกันก็คือ คนไหนเชื่อแบบไหนก็จะยกเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อของตนเอง

และปฏิเสธข้อเท็จจริงในมุมอื่นแบบ เด็ดขาด

ผมนึกถึงคำพูดของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่บอกว่า ในทางการเมืองแล้ว

“ความเชื่อ คือ ความจริง”

“ข้อเท็จจริง” เป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้าคนส่วนใหญ่เชื่ออย่างไร

นั่นแหละ ทิศทางของ “สังคม” […]