มองโลกรอบตัวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเล่นหุ้นคงหดหู่ใจมากที่สุดเมื่อมูลค่าหรือใบหุ้นที่ถืออยู่มีราคาลดลงอย่างฮวบฮาบ เพราะผลกระทบจากวิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกา และปัญหาการเมืองในไทยที่ไม่เคยนิ่ง
ตั้งแต่ต้นปี 2551 จนถึงวันนี้ตลาดหุ้นไทยเกิดอาการเสียศูนย์อย่างรุนแรงและรวดเร็ว จากสถิติตลาดหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้วเกิน 400 จุด คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมลดลงไปแล้วเบ็ดเสร็จเฉียด 3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีนักลงทุนต่างชาติแห่เทขายหุ้นทิ้งอย่างไม่ใยดีคิดเป็นมูลค่า 1.34 แสนล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินที่ไม่น้อยเลย
ร้อนถึงบรรดาเศรษฐีติดอันดับทั่วโลก ที่เคยรวยมากๆ กลับรวยน้อยลงเนื่องจากคำนวณมูลค่าใบหุ้นแล้วเงินหายไปในพริบตา
เปรียบแล้วใบหุ้นของเศรษฐีทั่วโลกก็ไม่ต่างจากวอลเปเปอร์ที่บางครั้งดูมีค่ามาก บางครั้งก็แทบไม่มีค่าเลยเพราะทุกอย่างคือสิ่งสมมติ
แน่นอนเมื่อเกิดวิกฤต มาตรการการรับมือกับเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แตกต่างเพียงว่ามุมมองและกลยุทธ์ที่จะดำเนินไป ประเทศไหนควรใช้แบบไหน
หันกลับมามองตลาดหุ้นไทย การแก้ปัญหาจะนิยมใช้มาตรการสร้างความมั่นใจเป็นหลัก ทั้งขอให้ภาคเอกชนร่วมให้ข้อมูลและประเมินมูลค่าที่แท้จริงให้นักลงทุนรับทราบ พร้อมวางแผนเดินสายโรดโชว์ญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเงินออมเยอะสุด และมีหลายบริษัทแสดงความสนใจที่จะข้ามห้วยเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ถ้าการคาดหวังเป็นจริงก็เป็นเรื่องน่ายินดี
แต่ที่ไม่น่ายินดีกลับเป็นประเด็นของอสังหาริมทรัพย์ เมื่อกูรูในวงการ “อนันต์ อัศวโภคิน” ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และ “มานพ พงศทัต” อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นตรงกันว่า “ที่ดินในเมืองไทยตอนนี้แพงมาก”
สาเหตุหลักมาจาก “ดีมานด์” ที่ขยับตัวแรงก่อนหน้านี้ หรืออีกนัยหนึ่งมาจากกระแสความต้องการและการลงทุนของชาวต่างชาติ
ที่ดินใจกลางเมืองหรือชานเมืองกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดดังๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ราคาจับแทบไม่ลง
ผลสุดท้ายเมื่อ “ที่ดิน” ที่เป็นต้นทุนต้นน้ำมีราคาโอเวอร์ คนไทยที่คิดซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็ต้องจ่ายแพงขึ้นตามต้นทุนราคาที่ดิน
ตัวอย่างการซื้อขายที่ดินย่านเพลินจิตของกลุ่มไรมอนแลนด์ ที่มีกลุ่มทุนดูไบเป็นผู้ร่วมทุนได้ทุ่มเงินซื้อที่ดินจากเจ้าพ่อชาเขียว “ตัน ภาสกรนที” ตกราคาตารางวาละ 1.2 ล้านบาท ถือว่าแพงมากที่สุดในเวลานี้ จากที่ราคาซื้อขายครั้งหลังสุดอยู่ที่ตารางวาละ 6 แสนบาท
นอกจากนี้ ยังมีที่ดินย่านสาทร 11 อีกแปลงหนึ่งที่เคยซื้อขายในราคาตารางวาละ 4.5 แสนบาท ได้ขยับขึ้นเป็น 8 แสนบาท แพงกว่าย่านสีลมหลายเท่า ข่าวว่ากลุ่มแขกหรือกลุ่มตะวันออกก็จดจ้องมองหาเพื่อกว้านซื้อที่ดินในย่านสุขุมวิทอีก ซึ่งยากที่จะประเมินถึงความต้องการ
เมื่อรูปการณ์ออกมาแบบนี้ ไม่ต้องเป็นกูรูก็สามารถชี้ชะตาเมืองไทยได้ว่า “กำลังถึงจุดตีบตัน” น่าสงสารคนไทยที่ต้องซื้อคอนโดมิเนียมตารางเมตรละแสนบาทในไม่ช้า ช่างสวนทางกับรายได้คนไทยจริงๆ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อเปิดข่าวเช้าขึ้นมาทุกวัน จะเจอแต่ข่าวพาดหัว “แบงก์คุมเข้มสินเชื่อบ้าน” และตามติดด้วยสถิติของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล กำลังเจริญงอกงามขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็น “ยาดำ” ที่ทำให้สถาบันการเงินเจ็บกระอัก
ขณะที่ข่าวกระทรวงแรงงานกำลังจับตาปัญหาการเลิกจ้าง เพื่อรับมือวิกฤตคนว่างงานและขาดรายได้จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผันผวนก็เป็นเรื่องน่าหดหู่
เป็นวิกฤตสู่วิกฤตที่เกินเยียวยา
ที่สำคัญภาครัฐเองก็แทบจะไม่มีมาตรการคุมเข้มกับการปั่นราคาที่ดินที่ไร้ขอบเขต
ล่าสุดกรมที่ดินจะประกาศสถิติว่า การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน 9 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2551) ในพื้นที่ต่างจังหวัด 255 ราย ลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2550 ซึ่งทั้งปีมีการออกใบอนุญาตรวมทั้งสิ้น 495 ราย
สาเหตุหลักที่ทำให้ยอดการออกใบอนุญาตจัดสรรลดลง เพราะแนวโน้มการปลูกสร้างบ้านพักตากอากาศในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ลดลงไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
สำหรับการออกใบอนุญาตจัดสรรในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครช่วง 9 เดือนมีทั้งสิ้น 79 รายใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ที่น่าสังเกตคือ การออกใบอนุญาตจัดสรรในเขตกรุงเทพฯส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ส่วนรายเล็กแทบจะไม่มีแล้ว
กลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินให้เหตุผลตรงกันว่า “ทั้งหมดมาจากปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และเข้มงวดกับลูกค้าที่มาขอสินเชื่อบ้าน ที่ผ่านมามีอัตราการถูกปฏิเสธเงินกู้มากขึ้น เพราะสถาบันการเงินกลัว เอ็นพีแอลฟื้นคืนชีพ”
ฉะนั้น มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ประกาศลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่จะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2552 นั้น จึงเป็นที่ถูกกล่าวขานและกำลังถูกผลักดันให้รัฐบาลขยายเวลาออกไปอีก
สุดท้ายแล้วการจะขยายเวลากับมาตรการอุ้ม จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นั่นคือเรื่องปลายเหตุ
หากเรื่องต้นเหตุ ทั้งการเมืองที่ไม่เสถียรและราคาที่ดินยังแพงอยู่มาก
ทุกอย่างอาจต้องจบลงด้วยโรคร้ายที่เรียกว่า “ฟองสบู่แตก” เพราะคนเราไม่เห็นโลงศพย่อมไม่หลั่งน้ำตา
คอลัมน์ WEEKLY TALK
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.












ความรู้ยอดนิยม