เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสดีที่ได้ฟังเทศน์ที่วัดญาณเวศกวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสวนพุทธมณฑล วัดนี้เป็นวัดที่ร่มรื่นและแลดูเป็นสถานที่ที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขทางใจอย่างยิ่ง สาระสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการฟังเทศน์คือเรื่องของกำลังชีวิตทั้ง 4 ซึ่งเมื่อผมฟังพระท่านเทศน์จบ ผมก็ตั้งใจเลยทีเดียวว่าจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฟังเทศน์ในครั้งนี้มาเผยแพร่ต่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดผมถึงค่อนข้างที่จะใส่ใจอย่างมากกับหลักธรรมเรื่องเกี่ยวกับกำลังชีวิตทั้ง 4 นี้ สาเหตุก็เป็นเพราะว่าผมมองว่ากำลังชีวิตก็เปรียบเสมือนกำลังใจในการใช้ชีวิต ผมเห็นว่าสถานการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มิใช่แต่เฉพาะในประเทศไทย แต่ทั่วโลกที่ผมมองว่านับวันจะมีแต่จะทำให้จิตใจมนุษย์ทั้งหลายนั้นหดหู่ลงไปเรื่อยๆ ความหดหู่แสดงให้เห็นถึงสภาวะจิตใจของมนุษย์ที่ไร้ซึ่งกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย ณ ตอนนี้ผมมองว่าคนไทยเราไร้ซึ่งกำลังใจอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าความแตกแยกระหว่างคนในสังคมจะจบเมื่อไร และจนบัดนี้ผมก็ยังมิเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดของคนไทยนั้นคืออะไร แต่ที่แน่ๆ คนไทยเราไม่รักกันเหมือนก่อน และความที่รักกันน้อยลงไปทุกวันๆ นี้ก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจของคนไทยไปเรื่อยๆ ท่านผู้อ่านคงจะทราบกันอยู่แล้วว่าเมื่อคนเรามีความรัก ย่อมทำให้เรามีกำลังใจ ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนนั้นตื่นนอนตอนเช้าแล้วออกจากบ้านไปทำมาหากินหรือประกอบกิจการงานต่างๆ เราไม่ได้ตื่นมาเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เราตื่นมาเพื่อคนหรือสิ่งที่เรารัก อาทิ ตื่นมาส่งลูกไปโรงเรียน ตื่นมาทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ตื่นมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ แต่แล้วมาในวันนี้ความรักระหว่างคนไทยเราดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกทีๆ ผมจึงสงสัยว่าแล้วคนไทยเราจะมีกำลังใจมากแค่ไหนกันเชียวในการตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อันเนื่องมาจากความรักในประเทศชาติ
เพราะฉะนั้น ผมขอใช้หลักธรรมเรื่องกำลังชีวิตทั้ง 4 ที่ผมได้เรียนรู้มาจากการฟังเทศน์ที่วัดญาณเวศกวัน มาประยุกต์กับหลักการในเรื่องของการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้คำแนะนำในการสร้างกำลังใจเพื่อให้คนไทยสามารถกลับมารักกัน หรือสมัครสมานสามัคคีกันได้อย่างเดิม
กำลังชีวิตทั้ง 4 ประกอบไปด้วย 1) ปัญญา 2) ความเพียร 3) ความซื่อสัตย์สุจริต 4) ความสงเคราะห์เกื้อกูล กล่าวถึง “ปัญญา” นั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงว่าเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้มากแค่ไหน ทุกวันนี้ถ้าพิจารณากันให้ดีว่า ความแตกแยกกันในหมู่คนไทยนั้น แน่นอนว่าย่อมไม่ส่งผลดี แต่ถ้าจะพยายามมองกันในเชิงบวกต้องยอมรับว่า ความแตกแยกที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยหลายคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องการบ้านการเมืองมาก่อน เกิดให้ความสนใจและมาจัดการความรู้เกี่ยวกับการเมืองกันมากขึ้น คนไทยใฝ่รู้เรื่องการเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ดูเหมือนว่าคนไทยสร้างภูมิปัญญาทางการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ดีคำว่าภูมิปัญญาที่ว่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการความรู้ในเรื่องการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้ทางด้านการเมือง หรือการนำความรู้ด้านการเมืองที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คำถามอยู่ที่ว่า ความแตกแยกกันในสังคมไทยนั้นอยู่ภายใต้ความพยายามในการสร้างภูมิปัญญาทางการเมืองหรือไม่ หรืออยู่ภายใต้ความโกรธที่ต้องการจะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เพราะถ้าเป็นอย่างหลังนั้นผมไม่เห็นทางที่ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ในหมู่เราชาวไทยเลย
กล่าวถึงเรื่องของ “ความเพียร” ในลำดับต่อไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากปัญญา ความเพียรก็คือความพยายามนั่นเอง และท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น และถ้าภายใต้ความแตกแยกในสังคมนั้นมีปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ขอแนะนำว่าคนไทยควรที่จะต้องเพียรพยายามใช้ปัญญากันต่อไป เราคนไทยทุกคนต่างต้องยอมรับว่า สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นี้ถ้าเปรียบเป็นโจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นต้องบอกว่ายากที่จะแก้โจทย์นี้อย่างมาก แต่อย่างที่ผมได้บอกแล้วว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น หมู่เราคนไทยมีความรู้มากมาย มีนักวิชาการที่เก่ง มีนักการเมืองที่มีประสบการณ์ มีประชาชนที่สนใจใฝ่รู้ในการบ้านการเมืองจำนวนมากมาย เราต้องมาร่วมกันจัดการความรู้เรื่องการเมือง โดยใช้ปัญญาแทนที่จะใช้โมหะหรือความอคติในการจัดการความรู้ที่ว่าจะต้องเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน แบ่งปันความรู้กันมิใช่แต่เฉพาะจากบุคคลที่เป็นฝ่ายเดียวกัน แต่รวมถึงบุคคลต่างฝ่ายกันด้วย ความพยายามนี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็คือข้อยุติปัญหาทางการเมือง หรือหนทางที่จะขจัดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งองค์ความรู้ทางการเมืองชิ้นใหม่
ลำดับต่อไปเป็นการกล่าวถึง “ความซื่อสัตย์สุจริต” สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากและองค์ความรู้ทางการเมืองชิ้นใหม่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าปราศจากความซื่อสัตย์สุจริต เพราะความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นตัวการหลักในการทำลายความมีภูมิปัญญา ถ้าความไม่ซื่อสัตย์สุจริตนั้นแอบแฝงอยู่ภายใต้ความแตกแยกภายในสังคมไทยนั้น จะยิ่งบ่อนทำลายกำลังใจในหมู่คนไทยที่พยายามจะหาหนทางขจัดความร้าวฉานในบ้านเมือง ผมคิดว่าความไม่ซื่อสัตย์สุจริตนั้นถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นมาได้จากความอยากที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นจึงต้องขอถือโอกาสนี้เตือนสติกันอีกสักครั้งว่า ถ้าหมู่เราคนไทยมีความอยากที่จะขจัดความแตกแยกในบ้านเมือง ก็จงตั้งความอยากดังกล่าวให้เป็นวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) ตามหลักการในเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ของท่าน Peter Senge แทนที่จะเป็นวิสัยทัศน์แยกกล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างมีความอยากที่จะเอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการไม่ใช้ปัญญาและความไม่ซื่อสัตย์สุจริตอันจะยิ่งก่อให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ
ลำดับสุดท้ายคือ ความสงเคราะห์เกื้อกูล อย่างที่ผมได้เขียนกล่าวไว้แต่ข้างต้นว่า กำลังใจนั้นถูกกระตุ้นมาจากการที่เรามีความรัก และเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ว่าเมื่อคนเรารักกัน ย่อมสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีรากฐานของความเป็นพี่เป็นน้องกัน พร้อมที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์เกื้อกูลกันอยู่เสมอ แต่รากฐานดังกล่าวกำลังจะถูกทำลายลงเนื่องจากความแตกแยกทางสังคมที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แต่ถ้าจะพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องกล่าวว่ามิใช่เรื่องง่ายที่จะให้กลุ่มคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงมาเสริมสร้างกำลังใจกันโดยการสงเคราะห์เกื้อกูลกัน แต่ทว่าสิ่งนี้มิได้จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เสมอไป และคงต้องขอกล่าวอ้างไปถึงประเด็นเบื้องต้นที่ผมได้กล่าวไปแล้วถึงการที่หมู่เราคนไทยจะต้องเพียรพยายามจัดการความรู้ทางด้านการเมืองเพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ร่วม ซึ่งก็คือการได้มาซึ่งข้อยุติปัญหาทางการเมืองหรือหนทางในการขจัดความแตกแยกในสังคมไทย และเพียงแค่ความพยายามในการจัดการความรู้นี้เอง ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่กลุ่มคนทั้งสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงมาสงเคราะห์เกื้อกูลกัน โดยที่ต้องกล่าวเพื่อความเข้าใจ ณ ที่นี้ว่า การจัดการความรู้ทางด้านการเมืองที่ว่านี้เป็นการกระทำที่เกิดจากความใฝ่รู้ทางด้านการเมืองอันแท้จริง เป็นการแบ่งปันความรู้ทางด้านการเมืองจากต่างฝ่ายต่างมุมมอง โดยที่ในความต่างในมุมมองมิจำเป็นจะต้องนำมาซึ่งความแตกแยกเสมอไป แต่ความต่างมุมมองกันสามารถนำมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน นำมาพิจารณาประกอบซึ่งกันและกัน นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอันจะสามารถก่อให้เกิดกลายเป็นข้อยุติปัญหาทางการเมืองก็เป็นได้
อย่างไรก็ดี พระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เทศนายังได้กล่าวเสริมด้วยว่า หลักธรรมเรื่องกำลังชีวิตทั้ง 4 จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมีอิสระจากกิเลส และถ้าจะพิจารณาว่าอะไรคือกิเลสในบริบทของความแตกแยกในสังคมไทย ผมคิดว่าผมได้กล่าวถึงตัวกิเลสดังกล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้นในบทความนี้กล่าวคือ ความอยากที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นจึงต้องขอย้ำกัน ณ ที่นี้ว่า ถ้าหมู่เราคนไทยไม่สามารถลดละจากกิเลสข้อนี้ได้ ความแตกแยกก็จะยังคงอยู่ในสังคมไทยอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ การจัดการความรู้ทางด้านการเมืองก็จะไม่เกิดประสิทธิผล เพราะการจัดการความรู้ดังกล่าวนั้นเป็นการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งหนทางที่จะนำไปสู่ชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้าม หาใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อยุติปัญหาทางการเมืองแต่อย่างใด
ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยเตือนสติให้หมู่เราคนไทยกลับมา “รัก” กันเหมือนเดิม
คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.







ความรู้ยอดนิยม