Performancing Metrics

Custom Search

แสงแห่ง “ฟ้า”

มีโอกาสได้เข้าไปชมพระเมรุอย่างใกล้ชิดก่อนถึงวันพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

รู้สึกเป็นบุญตายิ่งนัก

วันนั้นการก่อสร้างพระเมรุ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน และอาคารประกอบ อาทิ หอเปลื้อง, ทับเกษตร และอาคารประดิษฐานพระรูป 8 หลัง ทิม 8 หลัง พร้อมรั้วราชวัตรแล้วเสร็จเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เหลือรายละเอียดการตกแต่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยเฉพาะบรรดาไม้ดอกสีฟ้าหลากสายพันธุ์จากโครงการหลวงและ กทม.ที่ยังไม่ถึงเวลานำลงประดับสวน ส่วนภูมิทัศน์อื่นๆ โดยรอบนั้นสวยงามเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว

ไม่แต่เพียงได้ชื่นชมด้วยตา แต่ยังได้ความรู้อเนกอนันต์จาก นาวาเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น สถาปนิกผู้ออกแบบพระเมรุในเรื่องที่ไม่เคยทราบมาก่อน

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้ฟังมาและอยากนำมาเล่าต่อ สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องราวของการส่งเสด็จ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯสู่สวรรคาลัยตามโบราณราชประเพณี

ในการออกแบบพระที่นั่งทรงธรรมและพระเมรุ สถาปนิกได้ออกแบบระบบลิฟต์ไฮดรอลิกเตี้ยๆ แทนบันไดเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นลงได้โดยสะดวก ต่างจากการก่อสร้างครั้งก่อนๆ

นอกจากนั้นพระเมรุมาศทั้งของ “สมเด็จย่า” และ “สมเด็จพระพี่นางฯ” มีขนาดใหญ่กว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์พอควร เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ประดิษฐานหีบพระศพเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงพระโกศจันทน์ และเฉพาะพระเมรุหลังนี้ยังออกแบบให้สามารถใช้ระบบเตาไฟฟ้าในการถวายพระ

เพลิงพระศพได้

ส่วนการออกแบบตกแต่งผนังภายในพระเมรุนั้น ช่างศิลป์ได้เลือกใช้สีที่ทรงโปรดของสมเด็จพระพี่นางฯ คือสีฟ้าเป็นพื้น โดยใช้เทคนิคสกรีนสีฟ้าลงบนผ้าทองย่นแล้วเขียนลวดลายเพิ่มเติมภายหลัง มีการออกแบบ

“ดอกแก้วกัลยา” ซึ่งเป็นดอกไม้พิเศษเฉพาะพระองค์ผสมผสานอยู่ในลวดลายอย่างลงตัว โดยเฉพาะช่อดอกแก้วกัลยาขนาดใหญ่ในฉากบังเพลิงและดอกเล็กๆ บนฉากบังเตา

การเขียนลวดลายผนังทั้งหมดทำเสร็จเรียบร้อยก่อนจึงนำมาติดตั้งแบบเดียวกับการติดตั้งวอลเปเปอร์

สีฟ้าของฉากที่เป็นพื้นหลังลวดลายนั้น เป็นสีฟ้าที่สวยจับใจ ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่น นุ่มนวล อ่อนหวาน แต่ขณะเดียวกันก็เปล่งประกายเจิดจ้าด้วยแรงขับของสีทองอร่าม

เพดานเบื้องบนประดับโคมแก้วอัจกลับ ท่ามกลางลายประดับอ่อนช้อยและมวลหมู่เทวดา

เวลาต้องแสง พระเมรุทั้งหลังมลังเมลืองราวกับปราสาทสุวรรณแห่งสัตตบริภัณฑ์บรรพต

สำหรับหมายกำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่ทุกคนรอคอยคือการเฝ้าชมขบวนเชิญพระโกศออกพระเมรุโดยพระยาน

มาศสามลำคานจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในวันที่ 15 พฤศจิกายน […]

อาหารฝรั่งรสไทยๆ สปาเกตตีปลาเค็ม

ใครๆ ก็ว่ากันว่าอิตาลีนั้นป็นเมืองถิ่นกำเนิดแห่งเส้นพาสต้า…แต่จริงๆ แล้วเส้นพาสต้านั้นใครเป็นคนคิดค้นขึ้นมากันแน่ ? บ้างก็ว่าถูกเผยแพร่โดยนโปเลียนที่ได้ลิ้มลองบะหมี่ตอนไปออกรบ การกินอาหารก็เป็นวัฒนธรรมของคนแต่ละเผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราเจอวัตถุดิบใหม่ รสชาติใหม่เราก็มีการพัฒนาปรุงรสชาติไปในแบบที่เราชอบในรสชาติที่คุ้นเคย

ลองดูอย่างเส้นสปาเกตตีสิคะ พอถูกนำไปเมืองใหม่ก็ถูกนำไปปรุงในรสชาติแบบเมืองนั้นๆ เค็กเคยไปกินสปาเกตตีที่ญี่ปุ่นมีรสชาติไม่เหมือนเคยกินที่อื่นเลยค่ะ เพราะใส่ไข่ปลาค้อดหมักเกลือและสาหร่ายโนริด้วยค่ะ เขาเรียกว่าอาหารฝรั่งในแบบญี่ปุ่นค่ะ แน่นอนประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า มีอาหารฝรั่งแบบไทยกับเขาเหมือนกันค่ะ สปาเกตตีเวอร์ชั่นไทยนั้นถูกนำไปผัดกับปลาเค็มจนมีกลิ่นหอม (สำหรับคนไทย…ไม่รู้ว่าถ้าฝรั่งได้ชิมจะว่ายังไงบ้างเนอะ)

สปาเกตตีปลาเค็มแบบไทยนั้นทำไม่ยากนะคะ แต่ถ้าจะทำให้อร่อยต้องทำที่เมืองไทยเท่านั้นค่ะ เค็กเคยพยายามทำตอนเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก ทำยังไงก็ไม่อร่อยแซบเหมือนรสชาติที่กินในเมืองไทย เพราะปลาเค็มนั้นหายากเลยต้องใช้ปลาแอนโชวี่แทน แถมพริกขี้หนูและใบโหระพาก็ไม่หอมจัดเหมือนของมาจากเมืองไทยอีกต่างหาก

นำปลาอินทรีเค็มลงทอดในน้ำมันจนสุกหอม แล้วแกะเนื้อออกมาใช้ 75 กรัม (เราต้องทอดปลาอินทรีเค็มทั้งชิ้น แล้วแบ่งออกมาใช้เท่าที่ต้องการ ที่เหลือเก็บใส่ขวดโหลเก็บไว้ในตู้เย็นได้ค่ะ) ปอกกระเทียม 40 กรัม แล้วหั่นบางๆ ใช้ไฟอ่อนเจียวกับน้ำมันโอลีฟออยล์ 3 ช้อนโต๊ะ พอกระเทียมเริ่มสุกนิ่มให้ใส่พริกแห้งลงไป 5 เม็ด เมื่อพริกแห้งกรอบ หอม ใส่ปลาเค็มลงผัด ใช้ตะหลิวบี้ปลาเค็มให้แตกสักครึ่งหนึ่งและเหลือเป็นชิ้นไว้อีกครึ่งหนึ่ง ระหว่างนี้ให้ต้มเส้นสปาเกตตี 200 กรัม จนสุกตามวิธีที่เขียนไว้ข้างห่อ เมื่อเส้นสุกก็ใส่ลงคลุกกับปลาเค็มชิมรสดู ปลาเค็มนั้นรสชาติไม่แน่นอน อาจต้องเพิ่มเกลืออีกหน่อย ใส่พริกไทยอ่อน 1 ช้อนโต๊ะ และโหระพา 1 กำ […]

สำรับไทยเหรียญทอง มื้อนี้ที่ Twin Tower

เหรียญทองสำรับไทยในการแข่งขัน Food Hotel Thailand 2008 ที่จัดโดยสมาคมพ่อครัวไทยในปีนี้ ตกเป็นของทีมเชฟจากโรงแรมทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ฝ่าฟันการแข่งขันจาก 80 ทีมจากโรงแรมทั่วประเทศ ข่าวดีคือ หลังคว้ารางวัลมาครองแล้ว อาหารไทยสำรับนี้ก็ถูกบรรจุลงเมนูของโรงแรมทันที เพื่อที่นักชิมทั่วราชอาณาจักรจะได้มีโอกาสมาพิสูจน์รสลิ้นบ้าง…

เชฟบุญเชิด ศรสุวรรณ Executive Chef ผู้นำทีมกุ๊กเข้าแข่งขัน แนะนำเซตคว้ารางวัลเริ่มต้นที่ของว่าง “กุ้งพนมรุ้งมณีทอดสมุนไพร” ไอเดียตีโจทย์ที่กำหนดว่าต้องใช้ข้าวมาประยุกต์ด้วย งานนี้เลยเลือกใช้ข้าวกล้องแดงเอามาหุงให้สุกตากให้แห้ง ขึ้นเป็นเม็ดแล้วทอดกรอบ (ลักษณะคล้ายการทำข้าวตัง) จากนั้นปรุงรส เปรี้ยว เค็ม หวาน ครบรสก่อนใส่เนื้อกุ้งชิ้น เสิร์ฟเคียงคู่กับใบชะพลู…เป็นเมนูห่อทานเล่นสนุกๆ

ตามด้วยเมนูซุปซดเพลินๆ อย่าง “แกงจืดลูกรอกดอกขจร” โดยความเด็ดอยู่ตรงความละเมียดละไมเอากุ้งบดปรุงรสไปใส่ไว้ในพวงดอกขจร (ซึ่งเล็กมาก) นำมาแกงจืดกับลูกรอกหรือไส้หมูที่นำมาล้างแล้วกรอกไข่ ทำเป็น 3 สี สีเขียวคือลูกรอกใบเตย สีเหลืองคือลูกรอกไข่แดง และสีขาวคือลูกรอกไข่ขาว

ก่อนเข้าสู่โหมดเมนคอร์สกับ “พะแนงขาแกะ” เชฟบอกว่าขาแกะเป็นเนื้อสัตว์ที่เหมาะมาก เพราะเนื้อแน่นและมีไขมันไม่เยอะ เคล็ดลับของเมนูนี้ คือการนำขาแกะไปตุ๋นน้ำพะแนงให้ซึมเข้าเนื้อ นอกจากช่วยให้เนื้อนุ่มไม่เหนียวแล้วยังช่วยดับคาวด้วย

ตามลำดับแล้วจะมี “ก้ามปูทะเลพริกไทยดำ” ก่อนตบท้ายด้วยของหวานไทยสไตล์ฝรั่งเศส “ข้าวเหนียวมะม่วงห่อแป้งเครป” แป้งเครปสไตล์ฝรั่งเศสหอมนุ่มห่อข้าวเหนียวมะม่วง

ใบเตย ราดด้วยซอสมะม่วงสุก รสชาติหวานไม่แหลม

อ่อ ! […]

กาเฟอีน… ภัยหลังเมลามีน

กาเฟอีน… ภัยหลังเมลามีน

โปรยหัวเรื่องพิลึกๆ เพราะได้ข้อมูลดีๆ มาจากบทความที่ชื่อ “Hey! Who Put the Caffeine in My Soap?” ในเว็บไซต์ www.time.com/time/health เขียนโดย John Cloud เขาเล่าให้ฟังว่า สารกาเฟอีนที่ทุกคนมองว่ามักจะอยู่ในกาแฟอันหอมกรุ่น แต่อันที่จริงมันแฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์หลายชนิดอย่างคาด ไม่ถึงเลยทีเดียว ตั้งแต่เครื่องดื่มให้พลังงาน (energy drink) ขนมเยลลี่ มันฝรั่งทอด ลูกกวาด หมากฝรั่ง โลชั่น ไปจนถึงสบู่เลยทีเดียว

จากการวิจัยทางการตลาดของมินเทล (Mintel) ซึ่งใช้เวลาในการวิจัยตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปีนี้ เวลาห้าปีผ่านไป พบว่า ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์อาหาร ผสมกาเฟอีนขายในอเมริกาถึง 126 ผลิตภัณฑ์ และเฉพาะในปีนี้ มีผลิตภัณฑ์อาหารผสมกาเฟอีนชิ้นใหม่ๆ ออกมาวางตามชั้นขายของถึง 29 ผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว !

กาเฟอีนไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นถ้าเทียบกับสารปนเปื้อนอย่างเมลามีน แต่สิ่งที่น่ากังวลใจก็คือ ในปัจจุบันนี้ไม่มีผลิตภัณฑ์ผสมกาเฟอีนชนิดใดเลยแต่แปะฉลากบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ มีกาเฟอีนผสมอยู่ปริมาณเท่าไหร่ กลุ่ม ผู้บริโภคที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มเด็ก เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เปิดกว้างให้เด็กสามารถบริโภคได้มากขึ้น และ เมื่อเร็วๆ […]

Walk-in Closet ห้องแต่งตัวไร้กรอบ

มีงานวิจัยเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยออกมาเยอะมาก รายหนึ่งสำรวจพบว่าปัจจุบันผู้คนหันมาลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีและกว้างขึ้น

เฉพาะอย่างยิ่ง มุมแต่งตัวที่กำลังมาแรง Walk-in Closet

ว่ากันว่า นักออกแบบยุคนี้พากันให้ความสำคัญมาก คือเดิมอาจเป็นแค่ตู้กว้างๆ สำหรับเอาไว้เก็บเสื้อผ้า เก็บของใช้ต่างๆ แต่หลังๆ จะเน้นจัดให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งที่คำนึงถึงการใช้ชีวิตและการแต่งตัวมากขึ้น

เทรนด์การใช้ชีวิตในบ้านที่กำลังอินสุดๆ ที่ ดร.สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง บอกเอาไว้ในงานเปิดตัว เอส.บี.พาโน ซีรี่ส์ คือ จะเน้นความเรียบง่ายทันสมัย ห้องนอนกลายเป็นห้องที่มีความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จึงมีการลงทุนกับห้องนี้มากเป็นพิเศษ และที่น่าสนใจคือห้องนอนยังเป็นห้องแต่งตัวของหลายๆ คนด้วย เนื่องจากเดี๋ยวนี้คนแต่งตัวเก่งขึ้น

ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพมากขึ้น

…ห้องแต่งตัวจึงเป็นห้องที่มีความสำคัญ และมีการออกแบบตกแต่งให้สวยงาม โปร่งโล่งขึ้น เกิดความรู้สึกอยากเข้าไป และอยากอยู่นานๆ อย่างมีความสุข !

การจัดวางตำแหน่งของห้องนี้จึงอยู่ในความใส่ใจของเจ้าของ บางคนต้องการให้อยูในมุมที่สามารถมองวิวทิวทัศน์ภายนอกได้ หรือไม่ก็ต้องการให้มีแสงแดดส่องเพื่อความสว่าง

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน คือ ความโล่งตา ดูแล้วสบายๆ !!! หากสังเกตดีๆ ในโครงการบ้านจัดสรรเดี๋ยวนี้แปลนของมาสเตอร์เบดรูมจะจัดวางคู่กับ Walk-in Closet แทบทุกโครงการ

กลายเป็นว่า Walk-in Closet จะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สอยได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

เทคนิคการจัดวางห้องแต่งตัวให้ดูโล่งโปร่งนั้น จะต้องแบ่งแยกความต้องการเป็นหมวดหมู่ ทั้งเสื้อผ้าตัวสั้น ยาว ที่วางกระเป๋า ที่ใส่เครื่องประดับ ที่วางเนกไท ถุงเท้า รองเท้า

เดี๋ยวนี้ห้องแต่งตัวเขาจึงหันมาแข่งขันกันที่ความโล่ง คือใครสามารถทำให้ห้องแต่งตัวโล่งๆ […]

คลิกซ้าย…คลิกเดียว “สีเขียว”…จะช่วยลดเครียด !

เฮ้อ !!…ช่วงนี้เครียดจริงๆ สถานการณ์ทางการเมืองยังคงอยู่ในวังวนแห่งปัญหาและยังคงทำให้หัวใจได้เสียวสะดุ้งต่อไป

ดีนะ…ที่มีฝนโปรยปรายลงมา ช่วยชะโลมใจให้คลาย (อารมณ์) ร้อนกันไปได้บ้าง !

รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองก็ยังคงวนเวียนอยู่ในแบบเดิมๆ

เร่งรีบ รีบรน ชิงดีชิงเด่น และแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ…ก็ยังคงดำเนินต่อไป

คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ วันๆ ที่มักจมจ่อมอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

จนเกิดอาการ “เครียด” แบบไม่รู้ตัว !!

เพราะบางครั้ง เราก็เผลอ ลืม หรือปล่อยปละ…สิ่งดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวไป

ต่อไป…ชาวไซเบอร์จะปรับตัวใหม่ !!?

ถ้าเริ่มรู้สึกเครียด ล้า เมื่อยคอ หรือปวดศีรษะตุ๊บๆ

ลองแวบเข้าไปเยือนเว็บไซต์ที่มอบ “สีเขียว” ให้ฟรีๆ ดูสิ…?

สิ่งมีชีวิตสีเขียว ช่างน่าพิศวงนัก เพราะให้แต่คุณประโยชน์แก่ทุกชีวิต และยังช่วยซับความล้า สลายความเครียด และช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้อย่างทันควัน !!

บางเว็บไซต์ อนุญาตให้ดาวน์โหลดรูปธรรมชาติงามๆ อย่างภาพใบไม้ ภาพต้นไม้ ภาพป่าเขา และภาพทิวทัศน์สีเขียว รีบเซฟแล้วนำไปเปลี่ยนหน้าวอลเปเปอร์แบบด่วนจี๋ !!

บางเว็บไซต์ คลิกซ้าย…คลิกเดียว จะปรากฏภาพสีเขียวๆ ให้ได้รื่นตาจนแทบสำลัก ขอให้รีบเซฟด่วน แล้วนำไปเหมะไว้ที่หน้าเดสก์ทอปซะ !!

บางเว็บไซต์ มีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับธรรมชาติบนผืนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ ให้เราได้รับรู้เรื่องราวเพิ่มขึ้นแบบอักโข !!

งานนี้จึงไม่ต้องเสียแรงวิ่งหรือเดินทางเข้าป่า

แต่สามารถยกทั้งป่ามาวางไว้เบื้องหน้าได้ไม่ยาก !!!

“เครียด” เมื่อไหร่ ให้รีบกำซาบสีเขียวเข้าไว้

แค่นี้ก็คลายเครียดได้แล้ว…ว่ามั้ยครับ ?

ใครที่หาสีเขียวไม่เจอลองเสิร์ชเข้าเว็บกูเกิล หรือแวะไปที่ […]

รูปร่างบิดเบี้ยว สัดส่วนที่เปลี่ยนไปของคนไทย

ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้เรามีรูปร่างที่เปลี่ยนไปจนทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าไม่งดงามเท่าเดิม หรือใส่แล้วอาจจะดูแปลกตาขึ้น มีหน้าท้อง ไหล่งุ้ม หลังโกง

เหตุผลของการเปลี่ยนแปลง เขาว่าเกิดจากปัจจัยรอบตัวค่ะ

สถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (ARIYA WELLNESS CENTER) ที่ไลฟ์เซ็นเตอร์ ได้ช่วยไขความกระจ่างให้ด้วยการแจกแจงจากนักกายภาพบำบัดที่บอกว่า ทุกวันนี้คนเรารูปร่างเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ !

เฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทำงานทั้งชายและหญิงอายุระหว่าง

27-50 ปีที่ชอบนั่งหลังงอ นั่งไขว้ จะทำให้น้ำหนักเอียงไม่ข้างใดข้างหนึ่ง แล้วส่งผลให้กระดูกสันหลังคด ส่วนคนที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ สวมรองเท้าส้นสูงนานๆ หรือยืนพักขาโดยทิ้งน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง การกอดอก หรือ นอนขดตัว นอนทับข้างใดข้างหนึ่ง

ข้อมูลนี้ช่างสอดคล้องกับข้อมูลที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย สมาคมสุขศึกษาพลศึกษาฯ สมาคมวิทยาศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กรมอนามัยและสำนักโรคไม่ติดต่อ ที่สำรวจพบว่า…คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี มีเส้นรอบพุงเกินขนาด (ผู้หญิงควรมีเส้นรอบพุงไม่เกิน 80 เซนติเมตร ผู้ชายไม่เกิน 90 เซนติเมตร) มีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น

ทุกอย่างส่งผลกับรูปร่างของเราทั้งนั้นค่ะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อนักกายภาพบำบัดพาไปพิสูจน์ด้วยการถ่ายภาพโครงสร้างทุกๆ ด้านของร่างกาย จับเราหันซ้าย หันขวา หน้าตรง ก้มหลัง เอนตัวไปข้างหลัง

พอนำภาพมาพิจารณากับแนวร่างกายโดยปกติทั่วไป เรามีปัญหาจริงๆ ทั้งไหล่งุ้ม หลังโกง ซึ่งคนที่มีหน้าท้องจะมีปัญหาเยอะหน่อย เพราะไขมันที่หน้าท้องจะเพิ่มน้ำหนักทำให้กล้ามเนื้อเราหย่อนคล้อยส่งผลกระทบถึงหลัง ขา

เป็นผลกระทบที่ไม่เพียงเกิดกับรูปร่าง แต่ยังเกิดกับสุขภาพด้วย […]

มิสเตอร์แบล็กเวลล์ : ดาราดับแสงในวงการวิจารณ์แฟชั่น

ข่าวจากในเว็บไซต์ไทมส์รายงานว่า “มิสเตอร์แบล็กเวลล์ (Mr.Blackwell, 1922-2008) เสียชีวิตแล้วที่ลอสแองเจลิส เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในลำไส้”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เขาเป็นใคร ?

และก็คงจะร้องอ๋อ หากทราบว่าชายผู้นี้คือนักวิจารณ์แฟชั่นผู้จัดให้มีงานประกาศ “รายชื่อสุภาพสตรีผู้แต่งกายยอดแย่” (Ten Worst Dressed Women List) ในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน

ริชาร์ด แบล็กเวลล์ หรือมิสเตอร์แบล็กเวลล์ เติบโตที่ย่านชุมชนแออัดในบรูกลิน นิวยอร์ก ชีวิตในวัยเด็กเขาแร้นแค้นมาก เขาถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายบ่อยๆ, ต้องนอนตรงทางหนีไฟที่คับแคบ โดยมีขวดแตกอยู่ข้างตัวเพื่อป้องกันการโดนทำร้าย, เคยถูกข่มขืนโดยชายแก่คนหนึ่ง และในวัยเด็กยังเคยทำงานขายบริการทางเพศเสียด้วย

แต่ด้วยความใฝ่ดี ริชาร์ดจึงประกอบอาชีพเป็นนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ แต่ดูจะไปไม่ได้สวยกับอาชีพนี้นัก เขาจึงหันหลังให้กับแสงไฟของความเป็นดาราในปี 1958 แล้วก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นด้วยการเป็นดีไซเนอร์

ต่อมาเขาเริ่มรู้ว่าพรสวรรค์ของเขาคือการวิจารณ์แฟชั่น โอกาสของเขาเริ่มจากการประกาศรายชื่อสุภาพสตรีผู้แต่งกายยอดแย่ในปี 1960 เหยื่อรายแรกๆ ของการตีน้ำลายวิจารณ์ก็คือ ดาราดังในยุคนั้นอย่างแอนนา

แมกนานี่ (Anna Magnani) และซา ซ่า กาเบอร์ (Zsa Zsa Gabor)

แล้วเขาก็กลายเป็นจุดสนใจ ได้จัดรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า Mr.Blackwell Presents เมื่อปี 1968

และนี่คือตัวอย่างของคอมเมนต์สุดแสบสันต์ที่มีต่อการแต่งกายของเหล่าดาราและคนดังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เริ่มจากมาดอนน่า […]