Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

เทศกาล เฉลิมฉลอง…มาแล้ว

ของดีแบบนี้ เห็นทีต้องบอกต่อ ก็ ลูกเล่นที่สยามเซ็นเตอร์ เล่นทุกปีก็คือการนำเสนอไอเดียของนักศึกษามาช่วยกันออกแบบศูนย์การค้าแห่งนี้ ให้เหมาะกับเทศกาลเฉลิมฉลอง และไม่ใช่แค่การออกแบบสำหรับปีใหม่เท่านั้น เทศกาลเฉลิมฉลองยังหมายถึง 6 เดือนหลังจากเทศกาลปีใหม่นี้ ไม่ว่าจะวันปีใหม่วาเลนไทน์ ตรุษจีน สงกรานต์ วันแรงงาน ล้วนแล้วแต่มีการเฉลิมฉลองจับจ่ายซื้อของกันทั้งนั้น

การออกแบบกราฟิกในการตกแต่งภายในศูนย์การค้า ก็จะต้องมองถึงประโยชน์ใช้สอยและความคุ้มค่าในการลงทุนและเป็นการหาประสบการณ์สำหรับคนที่สนใจในอาชีพนี้อีกด้วย

โดยผลงาน การออกแบบที่คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง ได้แก่ ผลงาน “Color of Amusement” จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมี นายนัฐวุฒิ วิมลทรง, นางสาวฐิติพร อุ่นจิตติ, นายสรัช อรุณานนท์ชัย, นายเวธิต ศรีรางกูล และนายชัชชม ชาญคณิต

หนึ่งในนั้นเล่าว่า เพราะงานเฉลิมฉลองเต็มไปด้วยสีสันมากมาย และมีผู้คนหลากหลายที่มารวมตัวกันที่นี่ ทำให้มีความสุข ความสนุกสนาน จึงเป็นที่มาของผลงาน “Color of Amusement” ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นการเคลื่อนไหวท่ามกลางเมืองที่ไม่เคยหลับใหล มีแต่การเฉลิมฉลองและเต็มไปด้วยสีสันและเสียงดนตรี มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเพื่อหาความสนุก

ในขณะที่รางวัลที่สอง ได้แก่ผลงาน “Melone” จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดย นางสาวพัชเรศ บุญศิริเศรษฐ

เธอนำเสนอคอนเซ็ปต์ของศูนย์ว่าเป็นตัวแทนของดินแดนแห่งความเป็นอิสระ และมีกระต่ายน้อยเป็นตัวแทนของหนุ่มสาวนักช็อปที่เต็มไปด้วยสีสันและจินตนาการ คอนเซ็ปต์ของเธอแตกต่างจากการคิดงานในครั้งแรกไปมาก […]

เมื่อเด็กๆ ขยับเท่ากับ ทำเงิน

ธุรกิจสำหรับเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปสำหรับบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นคลาสสอนดนตรี คลาสสอนเต้นรำ คลาสสอนศิลปะ คลาสสอนว่ายน้ำ ฯลฯ ก็มีเต็มบ้านเต็มเมือง และกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กๆ ในเมืองใหญ่ ที่ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์แทบไม่มีเด็กคนไหนเลยที่จะไม่ต้องไปทำกิจกรรมพิเศษ จะเรียกว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งกว่าปกติคงไม่ผิดนัก

ในต่างประเทศก็เช่นกัน ธุรกิจสำหรับเด็กนั้นมีมายาวนาน ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและการอยู่ถูกที่ถูกทาง แต่ที่น่าสนใจก็คือตอนนี้ถ้าจะเห็นข้อมูลตาม สื่อต่างๆ ที่รีวิว ธุรกิจสำหรับเด็กจะเห็นธุรกิจสำหรับเด็กกลุ่มใหม่ที่เติบโตขึ้นอย่างผิดหูผิดตา คือ ธุรกิจกลุ่มออกกำลังกาย ที่หันมาให้ความสำคัญกับเด็ก อาจจะเป็นเพราะ “โรคอ้วน” กำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า วันนี้ “โรคอ้วนในเด็ก” กลายเป็นวาระแห่งโลกไปแล้ว โรคอ้วนที่เกิดจากการบริโภคที่เกินพอดี บริโภคอาหารจังก์ฟู้ด รวมไปถึงการใช้เวลาของเด็กๆ ทุกวันนี้ที่ส่วนใหญ่หมดเวลาไปกับการนั่งอยู่หน้าจอ คอมพิวเตอร์ และเล่นเกม

การกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็มีธุรกิจที่อ่านใจเด็กๆ ออกและประสบความสำเร็จและหันมาขยายบริการรูปแบบแฟรนไชส์มาแล้วระยะหนึ่ง อย่างฟิตเนสสำหรับเด็กที่ชื่อ “Nextgym” ในสหรัฐอเมริกาที่ให้คำจำกัดความธุรกิจของตัวเองว่า เป็น “การออกกำลังกายสำหรับเด็กเจเนอเรชั่นใหม่” พวกเขาพยายามผสมผสานสิ่งที่ดึงดูดใจเด็กอย่างเกมคอมพิวเตอร์ ให้เข้ากับการออกกำลังกาย โดยพยายามเลือกเกมรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้ให้เด็กนั่งอยู่กับที่ แต่ทุกครั้งที่เล่นเด็กๆ จะต้องออกกำลังกายไปด้วย ในฟิตเนสนี้จึงจะได้เห็นเด็กๆ ออกกำลังกายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเต้นตามเกมเต้นขี่จักรยานแข่งกันโดยมีเส้นทางที่ท้าทายอยู่บนจอ เป็นต้น

อีกรายหนึ่งเป็นธุรกิจในซีแอตเติล “urban monkey” ที่เนรมิตพื้นที่ในสตูดิโอให้กลายเป็นสวรรค์สำหรับลิงน้อยแสนซน […]

เอสเอ็มอี ปี”52 พร้อมรับการปรับตัว

มีการฟันธงว่า ปี 2552 สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยจะยิ่งแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะภาคบริการ ท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัยภายนอกประเทศที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง เอสเอ็มอีเองถึงเวลาหรือยังที่จะต้องเตรียมรับกับสถานการณ์ปี 2552 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และหากสังเกตให้ดียังมีผู้ประกอบการรายย่อยๆ จำนวนมากที่ไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลเลย นั่นเป็นสาเหตุที่พบว่าผู้ประกอบการบางส่วนไม่สามารถที่จะหาคำตอบหรือทางออกให้กับตัวเองได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มานำเสนอ

สมาคมเอสเอ็มอีปรับรับปี”52

วิเชียร เชิดชูตระกูลทอง นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสวท.ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศ 6,000 ราย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ก็คือการดาวน์ไซซ์ธุรกิจลงไปก่อน โดยตนเองก็ได้ดาวน์ไซซ์ ธุรกิจตั้งแต่ต้นปี 2551 ทำให้ไม่มีผลกระทบในเรื่องของขนาดธุรกิจมากนัก ในส่วนของ ออร์เดอร์จากต่างประเทศที่หดลงตนมองว่าได้เตรียมการมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา นั่นก็คือการเตรียมที่จะเปิดตลาด ฮาลาล โดยคัดเลือกนักธุรกิจที่มีศักยภาพ ทางด้านอาหารเปิดตลาดฮาลาลผ่านสมาคมนักธุรกิจไทยและมุสลิม ตนเองก็ได้มีการพุดคุยกับสมาชิกในกลุ่มด้วยว่าจะมีการเปิดตลาดรัสเซียที่กำลังเป็นที่จับตาในขณะนี้

นอกจากนี้ยังต้องเชื่อมโยงเครือข่าย โดยจะเข้าไปปรับปรุงระบบโลจิสติกส์การขนส่ง บ.ข.ส.ภายในประเทศให้สะดวกรวดเร็วและ คุ้มค่ามากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ในเรื่องนวัตกรรมทางการเงินตนคิดว่าจะพยายามส่งเสริมเอสเอ็มอีมีวินัยในการใช้เงินมากขึ้น และมองหาช่องทางใหม่ๆ ที่จะช่วยให้แบงก์สามารถปล่อยกู้เอสเอ็มอีได้มากขึ้น

สวทช.แนะวิธีล้วงเงินแบงก์

สมชาย ฉัตรรัตนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แนะว่า สวทช.มีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีในระยะยาว ในขณะที่แบงก์เองก็มองหานวัตกรรมทางการเงินที่สามารถช่วยให้เอสเอ็มอีมีความยั่งยืน ทาง สวทช.เองก็มีการจับมือกับแบงก์มากขึ้น โครงการแรกก็มีการจับมือธนาคารทหารไทย โดยทางธนาคารจะคัดเลือกลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีปัญหาส่งมาให้กับทาง สวทช.อีกที […]

การจัดทำเอกสารในองค์กร

การจัดทำจดหมายหรือเอกสารเสนองาน เป็นรูปแบบหนึ่งของการนำเสนอ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้ส่งสารถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้รับสาร

การนำเสนอนี้ เป็นทักษะการสื่อสารขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่พนักงานทุกคนขององค์กรพึงมีการสื่อสารภายในองค์กร เช่น การทำรายงานสรุปการทำงานเสนอหัวหน้างาน การเสนอ/ขายความคิดใหม่ๆ ให้ ผู้ร่วมงาน ฯลฯ

สำหรับการสื่อสารกับภายนอกองค์กรนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอกสารทุกชิ้นที่ออกไปจากองค์กร นอกจากจะทำให้เราได้งานหรือไม่ได้งานแล้ว ยังเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้จัดทำเอกสารและคุณภาพขององค์กรอีกด้วย

ดังนั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องใส่ใจและตรวจทานความเรียบร้อยก่อนสื่อสารออกไปทุกครั้ง โดยเฉพาะเอกสารที่จัดทำโดยพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและการขาย

การจัดทำเอกสารนำเสนอทุกครั้ง ผู้จัดทำเอกสารต้องมีวัตถุประสงค์ในใจ มีประเด็นหัวข้อที่ต้องการจะครอบคลุม และต้องใช้ถ้อยคำสำนวนที่เหมาะสม ให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับเอกสาร

หลักการง่ายๆ คือ ให้เกียรติเกินไว้ดีกว่าขาดเสมอ

การจัดทำเอกสารนั้น นอกจากควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว การใช้โปรแกรมในการจัดทำ

เอกสารและโปรแกรมการนำเสนอก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่หลายๆ ครั้งก่อให้เกิดความรำคาญใจให้ผู้รับสารไม่น้อย

การใช้โปรแกรมการจัดทำเอกสาร (โปรแกรม word) หากท่านเข้าไปเริ่มงานใหม่กับองค์กรใดก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะถามและเรียนรู้ คือ รูปแบบมาตรฐานของเอกสารที่ใช้ในองค์กรนั้นๆ

มาตรฐานนี้ ประกอบด้วย ประเภทของตัวอักษร (font) องค์กรของท่านใช้ประเภทตัวอักษร (font) อะไร ขนาดเท่าไร และมีการตั้งหน้ากระดาษอย่างไร การตั้งหน้ากระดาษ คือการกำหนดช่องว่างนับจากริมกระดาษ ทั้งบน ล่าง ซ้าย ขวา

ถ้าองค์กรไหนไม่มีมาตรฐาน ก็ควรจะรีบกำหนดเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะการจัดทำเอกสารหลาย ๆ ครั้ง จะมีพนักงานที่ร่วมกันจัดทำหลายคน เมื่อนำมาประกอบรวมเล่มแล้ว หากต่างคนต่างทำในรูปแบบของตนเองแล้วไม่มีการปรับแต่งให้เหมือนกัน เอกสารที่ส่งออกไป ก็จะแสดงความไม่เป็นมืออาชีพขององค์กร

ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่ทำหน้าที่ปรับแต่งรูปแบบของเอกสารให้เหมือนกันก็ตาม ก็ยังเป็นการเสียเวลาและต้นทุนโดยไม่จำเป็น […]

HR แชมเปี้ยน ความท้าทายการจัดการคน ปี 2008

การรวมตัวกันครั้งใหญ่ของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร ค่าตอบแทนและสวัสดิการจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของประเทศไทย ในงานสัมมนา “Compensation & Benefits Forum 2008 : การบริหารค่าตอบแทน & สวัสดิการ ในยุควิกฤต” ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งเพราะไม่เพียงแต่จะทำให้นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้เห็นถึงภาพเศรษฐกิจในอนาคตเท่านั้น แต่ยังทำให้มองเห็นแนวทางในการรับมือกับการบริหารคนในปีหน้าชนิดทันท่วงที

“บุปผาวดี โอวรารินท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) จำกัด ได้หยิบผลสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทที่เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ มานำเสนอในประเด็นว่า ผู้บริหารในระดับชั้นนำเขาคิดกันอย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผู้บริหารองค์กร 79% เห็นว่าจะต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การปรับค่าตอบแทน สวัสดิการและผลประโยชน์ต่างๆ โดยจะไม่ดูที่ตัวเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เพราะเงินเดือนคือต้นทุนค่าใช้จ่าย (fix cost)

โดย 42.6% เลือกที่จะปรับสวัสดิการและผลประโยชน์ตอบแทนเพียงอย่างเดียว มีเพียง 7% เท่านั้นที่แตะเรื่องเงินเดือน อีก 29% ปรับทั้งเงินเดือนและสวัสดิการ

เมื่อถามต่อว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่ในปี 2552 ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลตรงกันว่า 6.42% และส่วนใหญ่จะปรับให้กับพนักงานระดับปฏิบัติการ […]

คนรวยต้องเสียสละ (ครับ)

“ยังมองไม่เห็นทางออก”…ผมได้ยินคำตอบลักษณะนี้มานานหลายเดือนแล้ว เมื่อผมถามชนชั้นนำไทยมากมายหลายคนว่า เราจะออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้อย่างไร ? ไม่ใครตอบผมได้…สักคนเดียว

นักวิชาการที่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภาคม 2535 บอกผมว่า วิกฤตรอบนี้ยืดเยื้อและยาวนาน

ผมฟังแล้วก็ได้แต่ทำใจ ว่าเราคงจะอยู่ในห้วงเวลาแห่งความเครียดไปอีกหลายปี

แต่ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง ผมมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ที่สุดไม่ว่าใครชนะ ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่าง

ถ้าเสื้อเหลืองชนะ พวกทุนเก่าบวกพวกอำมาตยาธิปไตยก็กลับมาครองเมืองเช่นเดิม กอบโกยส่วนเกินทางเศรษฐกิจกันต่อไปในกลุ่มของชนชั้นกลางจนถึงชนชั้นสูง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะห่างกันออกไปเป็น 10 เท่า ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างฟ้ากับเหว

แน่นอนเศรษฐีที่บริจาคเงินให้ม็อบพันธมิตรฯ พวกคุณก็ทำมาหากินกันต่อไป แล้วที่แน่ๆ พวกคุณก็ทำซีเอสอาร์แบบผักชีโรยหน้ากันต่อไป

อาจจะแปลกไปบ้างก็ตรงที่เราอาจมีนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เป็นสายตรงจากพวกพันธมิตรฯ

ถ้าพวกเสื้อแดงชนะ พรรคเพื่อไทยก็จะใช้นโยบายประชานิยมสูตรเดียวกับที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน โปรยเงินสู่รากหญ้าเพื่อซื้อเสียงคนจน

งบประมาณแผ่นดินเป็นแสนๆ ล้านจะถูกตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแบบไม่มีหูรูด ชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีก็จะหงุดหงิด ไม่พอใจที่เงินกู ภาษีกู ถูกรัฐบาลเอาไปใช้หาเสียง

วงจรแบบเก่าๆ ที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณก็จะกลับมาอีก ยิ่งเลือกตั้งก็ยิ่งชนะ เพราะนโยบายลดแลกแจกแถม รากหญ้าไม่ว่าหน้าไหนก็ชอบ “ป๊อปปูลิสต์ โพลีซี”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเห็นว่าใครชนะก็ไม่แตกต่าง เพราะมันชั่วร้ายพอกัน

ผมเสนอว่า ไหนจะต้องเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนกันแล้ว อย่าไปใส่ใจการเมืองใหม่แบบไร้ราก (ให้เสียเวลา)

ผมเสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ระบบรัฐสวัสดิการกันเลยดีไหม

คนจนแทนที่จะแบมือรับเงินจากรัฐบาลประชานิยมก็เปลี่ยนไปอยู่ในระบบรัฐสวัสดิการ แต่คุณต้องทำงานหนักขึ้น และคุณต้องเห็นคุณค่าของงานมากกว่าเงิน

รัฐสวัสดิการจะดูแลคุณตั้งแต่ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน

คนรวยคุณก็ต้องเสียสละมากขึ้น ถ้าไม่อยากเห็นประเทศไทยจมปลักอยู่ในความขัดแย้งระหว่างคนจนกับคนรวย

ฉะนั้นคุณคนรวย…คุณต้องจ่ายภาษีมากขึ้น

คุณต้องยอมจ่ายภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก […]

“ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม” และ “ต้นทุน” ที่มองไม่เห็นของคอร์รัปชั่น

ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านที่คอลัมน์นี้ว่างเว้นไปกว่าสองเดือน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้เขียนป่วยเป็นโรค “เครียดการเมือง” เช่นเดียวกับคนไทยอีกหลายล้านคนที่หลีกเลี่ยงโรคนี้ไม่ค่อยจะพ้น ในยุคที่คนไทยด้วยกันแตกแยกแบ่งขั้วจนประณามหยามเหยียดคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองว่า “เลว” หรือไม่ก็ “ไม่รักชาติ” ราวกับว่ามีวิธีเดียวที่จะแสดงความรักชาติในยามนี้

สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะอับจนปัญญา อคติครอบงำ และคับแคบทางความคิดอย่างรุนแรงในทุกระดับชั้น สถาบันต่างๆ ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงในฐานะ “เสาหลัก” ของระบอบประชาธิปไตยก็ล้วนถูกรุมเร้าด้วยสารพัดปัญหา ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้และความขัดแย้งภายใน ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะถึงจุดแตกหักพังทลาย กลายเป็นระบอบอนาธิปไตยอย่างน้อยก็ชั่วคราว ดังที่รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวเตือนในคำปราศรัยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2489 ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี:

“ระบบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวังอย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย ข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้”

ผู้เขียนคิดว่าปัญหาหลักข้อหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้วิกฤตจนประนีประนอมกันไม่ได้ คือการที่ฝ่ายหนึ่งยึดติดกับคำว่า “ประชาธิปไตย” จนไม่สนใจ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” ในวาทะของท่านปรีดี เช่น ไม่สนใจจะอ่านคำพิพากษาของศาลอย่างละเอียดเพื่อดูว่าพยานหลักฐานที่ส่งนักการเมืองเข้าคุกนั้นน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เพราะปักใจเชื่อไปนานแล้วว่าศาลมี “ธง” และถูกครอบงำ ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งก็ยึดติดกับ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” จนไม่สนใจหลักการพื้นฐานของ […]

“ทักษิณามาร์เก็ตติ้ง”

ภาพสีแดงเต็มพรืดละลานตาไปทั่วสนามราชมังคลาฯ หัวหมาก เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นสีแดงของมวลชนคนรักทักษิณจากทั่วประเทศที่หลั่งไหล มาร่วมงาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 1 ไฮไลต์ของงานจริงๆ เป็นช่วง “โฟนอิน” เข้ารายการของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ที่มี “วีระ มุสิกพงศ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ และยังมี “วีดิทัศน์” ที่ถ่ายทำล่วงหน้ามาฉายตบท้าย จะเห็นว่าหลังจากผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ชาวบ้านต่างทยอยกลับแค่ 25 นาทีก็เกือบหมดสนาม โดยไม่ได้สนใจที่จะอยู่ฟังแกนนำคนอื่นๆ พูดต่อ จะมีเหลืออยู่บ้างแค่บางตาเท่านั้น

- เท่าที่เห็นบรรยากาศของการจัดงานเน่าจะป็นบรรยากาศของการจัดงานแฟร์ หรืองานแสดงสินค้าเสียมากกว่าเป็นงานปลุกระดมทางการเมือง ทำให้นึกถึง… กลยุทธ์ของมือถือเกาหลียี่ห้อหนึ่งที่มือถือยี่ห้อนี้ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์หลักในมหกรรมฟุตบอลโลกปี 2- 4 ที่เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม แต่ค่ายมือถือรายนี้ใช้กลยุทธ์แจกเสื้อแดงให้คนเกาหลีที่เชียร์ทีมเกาหลีทั้งในและนอกสนามฟรีๆ ทำให้คนเกาหลีที่เดินตามถนนในกรุงโซลและที่อยู่ในสนามฟุตบอลทุกสนามในเกาหลี ล้วนแต่มีสีแดงเต็มพรืดไปทั้งเมืองจนน่าตื่นตา และน่าเกรงขาม

งานนี้ก็เช่นกัน นอกจากสีแดงเต็มพรืดไปทั่วทั้งสนามจากพลังของมวลชนเกือบแสนคนแล้ว ยังได้เห็นบรรดาอดีตนักการเมือง อย่าง “นพดล ปัทมะ” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่หายหน้าหายตาไปนาน มาพร้อมบูทขายหนังสือที่เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ พร้อมแจกลายเซ็นเช่นเดียวกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ก็ขายซีดีเพลงจีนและลูกทุ่งที่ตัวเองลงทุนลงแรงออกอัลบั๊มเอง นอกจากนี้ยังมีบูทขององค์กรแนวร่วมที่อยู่ในเครือข่ายระบอบทักษิณ บรรยากาศออกไปทางสนุกสนาน

บรรยากาศบนเวทีก็ครึกครื้นไม่แพ้บรรยากาศภายนอก […]