Performancing Metrics

Google

WebWiseKnow.Com

ความรู้ล่าสุด

Facebook Button (Find me there)

WiseKnow Blog

Google Buzz

WiseKnow.Com



NextMove Co., Ltd.



Virus Busters

กำจัดไวรัสคอมฯ

ถึงที่บ้านท่าน


ดร.โรแนล แคมป์เบล กรณีศึกษา “ผู้นำตามสถานการณ์”

Pinterest



อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดความระส่ำ และกำลังแพร่ขยายเข้ามายังหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย จึงเป็นเหตุให้ผู้นำ ในแต่ละองค์กรต่างพากันหาวิธีการในการป้องกัน

บ้างบางองค์กรเลือกปรึกษากับผู้นำ จากองค์กรอื่นๆ ขณะที่ผู้นำบางองค์กรเลือกปรึกษากับทีมที่ปรึกษา พาร์ตเนอร์ รวมไปถึงฝ่าย HR เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาอย่างละมุนละม่อม

ที่จะทำอย่างไรก็ได้ ที่จะรักษาคนเก่ง คนดี ให้อยู่กับองค์กรนานที่สุด

แน่นอนคำตอบย่อมไปในหลายทิศ หลายทาง ที่ต่างล้วนเป็นคำตอบที่แทบจะหาข้อสรุปไม่ได้ว่า หนทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่กำลังแพร่ขยายเข้ามาในองค์กรต่างๆ นั้น ผู้นำควรที่จะต้องแก้ด้วยวิธีใดกันแน่

เหตุนี้เอง สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จึงได้ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จึงจัดงานสัมมนาขึ้นในหัวข้อที่ชื่อว่า “Situational Leadership” หรือในชื่อภาษาไทย คือ “ผู้นำตามสถานการณ์”

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ ระหว่างเวลา 09.00-16.30 น. โดยมี “ดร.โรแนล แคมป์เบล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Center of Leadership Studies เจ้าของลิขสิทธิ์ Situation Leadership Model มาเป็นผู้บรรยาย

“ดร.โรแนล แคมป์เบล” นอกจากจบปริญญาตรี ด้านความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพฤติกรรมในองค์กร จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก และบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮาวาย

เขายังจบปริญญาโท สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟีย ปริญญาโท ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์แห่งการพัฒนาพฤติกรรม จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

“อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา” กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า…ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่ผู้บริหารทุกคนต่างให้ความสนใจ เพียงแต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำส่วนใหญ่ถูกนำเสนอเชิงชี้แนะว่า ผู้นำควรจะมีบทบาทอะไรถึงจะชัดเจนที่สุด

“ดังเช่น ผู้นำควรเป็นผู้ชี้เป้าหมาย ผู้นำควรกระตุ้นจูงใจผู้อื่น ผู้นำควรร่วม แก้ปัญหา และกล้าตัดสินใจ หรือบ้างก็แนะว่า ผู้นำควรวางตัวอย่างไร หรือผู้นำควรเป็นเสมือนผู้รับใช้หรือไม่”

“ซึ่งเรื่องราวที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำที่พูดถึง ต่างมีวิธีการว่าผู้นำควรทำอย่างไรให้เฉพาะเจาะจงยังมีอยู่น้อยมาก ดังนั้นการสัมมนาผู้นำตามสถานการณ์ครั้งนี้ จึงเป็นการให้ คำตอบกับผู้บริหารทุกคนที่เข้ามาฟังว่า ผู้นำ ที่ดีควรมีแนวทางการนำอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำลังผันแปรเช่นนี้”

นอกจากนั้น “อภิวุฒิ” ยังขยายความต่อ ว่า เมื่อพูดถึงภาวะผู้นำในอดีต ต่างมีความเชื่อว่า ผู้นำที่เก่งคน และเก่งงาน โดยบริหารงานแบบเข้าไปมีส่วนร่วม นับเป็นการนำที่ดีที่สุด ที่ผู้นำทุกคนควรยึดถือปฏิบัติ

“ขณะเดียวกัน วิธีการนำแบบใช้ตนเองเป็นใหญ่ ก็เป็นวิธีการนำที่ไม่ดี ดังนั้น ผู้นำที่ดีจึงไม่ควรยึดถือปฏิบัติ แต่ทฤษฎีภาวะผู้นำยุคใหม่ และงานวิจัยส่วนมากพบว่า ภาวะผู้นำที่ดีต้องสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และสถานการณ์ที่ว่านี้ หมายถึงสถานการณ์ขององค์กร สถานการณ์ของทีมงาน และความพร้อมของพนักงานแต่ละคน”

ผลเช่นนี้เอง จึงทำให้ “อภิวุฒิ” กล่าวถึงโมเดลผู้นำตามสถานการณ์ที่ “ดร.โรแนล แคมป์เบล” เป็นคนคิดว่า เรื่องของผู้นำตามสถานการณ์ถือเป็นโมเดลด้านภาวะผู้นำที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดในโลก คือองค์กรกว่า 100 แห่ง และผู้นำกว่าล้านคนทั่วโลก ต่างใช้โมเดลการนำนี้ในการบริหารจัดการองค์กรและทีมงาน

ทั้งนี้เพราะเป็นโมเดลที่เข้าใจง่าย และใช้ได้จริง ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนานอกจากจะได้เรียนรู้เครื่องมือในการวิเคราะห์ ความพร้อมของพนักงานแต่ละคน ยังจะได้เรียนรู้แนวทางในการนำที่เหมาะสมกับระดับความพร้อมในแต่ละระดับด้วย

ที่สำคัญ “อภิวุฒิ” ยังชี้ให้เห็นว่า เรื่องของผู้นำตามสถานการณ์ที่ “ดร.โรแนล แคมป์เบล” มาบรรยายครั้งนี้ เนื้อหาจะมีความเกี่ยวข้องหลายส่วนด้วยกัน คือ

หนึ่ง ความสำเร็จ และความล้มเหลวของผู้นำ

สอง ความสำคัญของการเป็นผู้นำตามสถานการณ์

สาม เครื่องมือในการวินิจฉัยระดับความพร้อมของผู้ตาม

สี่ การประเมินภาวะผู้นำตามสถานการณ์

ห้า แนวทางการนำในแต่ละสถานการณ์

หก โมเดลผู้นำตามสถานการณ์

พร้อมกันนั้น “อภิวุฒิ” ยังอธิบายถึงโมเดลของผู้นำตามสถานการณ์ต่างแบ่งระดับความพร้อมออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน ทั้งนี้โดยอาศัย 2 ปัจจัยหลัก คือ ความรู้ความสามารถในการทำงานของพนักงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างหนึ่งก่อน

อย่างที่สอง ความสนใจ ใส่ใจ และตั้งใจทำงานของพนักงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความพร้อมทั้ง 4 ระดับนั้น “ดร.โรแนล แคมป์เบล” อธิบายง่ายๆ ให้เห็นภาพดังนี้

หนึ่ง ทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจ และไม่อยากทำ หรือไม่ยอมรับ

สอง ทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจ แต่สนใจอยากทำ หรือยอมรับ

สาม ทำได้หรือเข้าใจ แต่ไม่อยากทำ ไม่สนใจ หรือหมดกำลังใจที่จะทำ

สี่ ทำได้ หรือเข้าใจ และสนใจ หรืออยากทำ

นอกจากนั้น “อภิวุฒิ” ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องแนวทางในการบริหารบุคลากร ที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตให้ฟังว่า การบริหารคนที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตล้วนขาดกำลังใจ และมีความหวาดผวา

“จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติ อย่างเช่นในอดีต เราจะเห็นว่าวิธีการบริหารจัดการถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่ง เป็นการบริหารงานแบบให้พนักงานมีส่วนร่วม หรือแบบประชาธิปไตย”

“กับอีกขั้วหนึ่ง เป็นการบริหารงานแบบรวบอำนาจไว้ที่ผู้นำ หรือแบบเผด็จการ ซึ่งที่ผ่านมาเชื่อกันว่าการบริหารงานแบบประชาธิปไตยคือการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นหนทางที่ดีที่สุด ที่ผู้นำทุกคนควรมุ่งไป แต่ปัจจุบันความคิดเช่นนั้นค่อยๆ เปลี่ยนไป”

“เพราะแท้จริงแล้ว การบริหารจัดการทั้งสองแบบนี้ไม่มีอะไรดีที่สุด หรือแย่ที่สุด เพราะบางกรณี ผู้นำก็จำเป็นต้องใช้ พนักงานมีส่วนร่วม แม้จะดูเหมือนช้า หรือเสียเวลามากก็ตาม”

“ขณะที่บางกรณี การตัดสินใจโดย ไม่ต้องฟังใครมาก ก็เป็นสิ่งที่ผู้นำจำเป็น ต้องทำ แต่ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ด้วย ดังนั้นความสามารถ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ จึงต้องใช้ให้ถูกต้องและเลือกใช้ภาวะผู้นำอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำทุกคนควรต้องมีในขณะนี้”

“เพราะภาวะเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจเอเชียกำลังอยู่ในช่วงขาลง องค์กรหลายๆ แห่งกำลังอยู่ในสถานการณ์ของความวิตกกังวล หรือความอยู่รอดขององค์กรต่างกลายเป็นประเด็นให้ใครต่อใครต่างถกกันอย่างกว้างขวาง”

“ยิ่งตอนนี้มีคนออกมาพูดกันมากว่า ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง จึงทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ว่า เผาหลอกยังขนาดนี้ แล้วเผาจริงจะขนาดไหน เหตุนี้เองในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำจึงตกเป็นเป้าสนใจ และดูเหมือนว่าถนนทุกสายกำลังจะมุ่งไปหาผู้นำ ดังนั้นคำถามที่ถามกันมาก คือ ผู้นำคิดอย่างไร มองอย่างไร และจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ ที่จะช่วย กอบกู้หรือประคับประคองฐานะขององค์กรให้อยู่รอดต่อไป”

ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้นำในแต่ละองค์กรเป็นอย่างยิ่ง

ฉะนั้น หากผู้นำคนใด หรือองค์กรใด กำลังมองภาวะวิกฤตอย่างยากที่จะหาทางออก คงต้องลองไปฟังงานสัมมนาครั้งนี้ เพราะอย่างที่ทราบ “ดร.โรแนล แคมป์เบล” ไม่เพียงเป็นผู้รู้จริงต่อเรื่องภาวะผู้นำ

หากยังเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก ถึงเรื่องผู้นำตามสถานการณ์ด้วย

ยิ่งในภาวะที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา กำลังเปลี่ยนผ่านผู้นำมาเป็น “บารัก โอบามา” ด้วย ก็ยิ่งทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่า ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประวัติศาสตร์ชาติอเมริกันชนนั้น จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไร

ก็ยิ่งทำให้เราๆ ท่านๆ ที่อยู่ในภาคส่วนขององค์กรธุรกิจต่างหายใจรดต้นคอทั้งสิ้น

แล้วอย่างนี้จะให้พลาดได้ยังไง ?




Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>