Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

ตรัยยาไฮโซฯ Wellness Center

สำหรับความพยายามที่จะวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในเรื่องของสุขภาพดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน นั่นเป็น เพราะศักยภาพ อันเหลือล้นในทุกๆ ด้าน ทั้งสถานที่ การบริการ วิทยาการที่มีหลากหลาย รวมไปถึงในส่วนของแพทย์ทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก

เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นให้ครบถ้วนบริบูรณ์ โรงพยาบาล ปิยะเวท พระราม 9 จึงทุ่มเงินมากถึง 500 ล้านบาท ใช้พื้นที่หลังโรงพยาบาลเปิดศูนย์บริการ ด้านสุขภาพแบบองค์รวมแบบครบวงจรที่สุดใน เอเชียขึ้นในชื่อของ “ตรัยยา” หรือ “TRIA”

ที่บอกว่า ที่สุดในเอเชียนี้ไม่ได้อยู่แค่ความสวยงาม สะดวกสบายของพื้นที่และการบริการเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงคอนเซ็ปต์หลักที่เน้นไปที่การผสมผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก และการดูแลสุขภาพร่างกายในทุกรูปแบบ โดยการระดมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดมาไว้ในที่แห่งนี้

เรียกว่า ไม่ว่าใครต้องการจะให้ดูแลหรือรักษารูปแบบไหน… ที่นี่มีหมดแต่…เน้นว่า เป็นในรูปแบบของแพทย์ทางเลือก หรือการรักษาในรูปแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาเพียงอย่างเดียว ทั้งอายุรเวทแบบอินเดีย, สะกดจิตบำบัดโรค ไลฟ์โค้ช, ฝังเข็ม, สวนล้างลำไส้ใหญ่, ล้างพิษ, ไคโรแพรกติก ฯลฯ

หรือจะสนใจโปรแกรมชะลอสวย ชะลอวัย ก็มีเพียบ ไม่ว่าจะเป็นแอนตี้ เอจจิ้ง, ลด-ควบคุมน้ำหนัก, ควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย, โปรแกรมสำหรับคุณแม่คนใหม่หรือผู้ที่เตรียมเป็นคุณแม่

ทั้งหมดจะผ่านการดูแลให้คำแนะนำแบบ “เทเลอร์เมด” ตามไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิต เฉพาะบุคคลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ความกระจ่างกับทุกคำถามแบบ ไม่รู้เหนื่อย

ส่วนคนชอบสปาก็ต้องบอกว่า ครบเครื่องเพราะ มีทั้งเวชศาสตร์การฟื้นฟู การนวดบำบัดแบบอายุรเวท นวดเพื่อสุขภาพ […]

Index Award รางวัลผลงานออกแบบ …เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น…

ประเทศเดนมาร์กก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านดีไซน์แบบโมเดิร์นมาตั้งแต่ยุค 1940 ด้วยผลงานของนักออกแบบระดับปรมาจารย์หลายต่อหลายคน เช่น Arne Jacobsen, Hans Wegner และ Verner Panton

เมื่อเทศบาลเมืองโคเปนเฮเกนต้องการจัดกิจกรรมสร้างความร่วมสมัยให้กับเมือง แน่นอนว่าต้องคิดถึงงานออกแบบซึ่งสุดท้ายก็กลายมาเป็นการประกวด “การออกแบบเพื่อชีวิต”

รางวัล Index Award มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนทัศนคติของโลก โดยแสดงให้เห็นว่า การออกแบบสามารถ ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น และนับเป็นรางวัลด้านการออกแบบที่มอบเงินรางวัลมากที่สุดถึง 500,000 ปอนด์ ทั้งยังนำผลงานที่ได้รับการคัดเลือกไปจัดแสดง ทั่วโลก

ผู้จัดคาดหวังว่าเงินรางวัลที่สูงถึง 100,000 ปอนด์ สำหรับแต่ละสาขา จะช่วยให้ผู้ชนะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จนสามารถนำผลงานที่อาจช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้คนออกวางตลาดได้ในวงกว้าง

รางวัลนี้แบ่งออกเป็น 5 สาขา : ร่างกาย บ้าน งาน เล่น และชุมชน บวกกับรางวัลมหาชน

ผลงานที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมามีดังนี้ :

สาขาร่างกาย : ขาเทียมสำหรับผู้พิการและเหยี่อกับระเบิด ซึ่งมีต้นทุนเพียง 280 บาท โดย Sebastien Dubois

สาขาบ้าน : กระติกน้ำซึ่งมีเครื่องกรองน้ำพลังแสงอาทิตย์ โดย Alberto Meda & Francisco Gomez […]

องค์กรมีดีไซน์

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจใดก็ตาม ย่อมมีความปรารถนาดีไซน์องค์กรให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า พันธมิตร และคนในองค์กรของตัวเอง

เพราะถ้าหากดีไซน์องค์กรได้พึงปรารถนาของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว องค์กรย่อมโลดแล่นบนถนนธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลใดๆ

ในการสร้างหรือพัฒนาธุรกิจให้ไปสู่ The corporation of design นั้นผู้บริหารต้องปลูกฝังดีเอ็นเอดีไซน์ลงไปในบริษัท

โดยมีหัวใจอยู่ที่การบูรณาการ 3 สิ่ง คือ สุนทรียภาพ เทคโนโลยี และกระบวนการ เพื่อให้ตอบทุกโจทย์พฤติกรรมและวิถีชีวิตของลูกค้าผ่านทุกส่วนงานในองค์กร เพื่อสร้างผลผลิตที่ถูก designed

ผลผลิตที่ทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ องค์กร หรือแม้กระทั่งบุคคล

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม “คน” ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง

เพราะว่าหัวใจของวิธีคิดและการทำงานขององค์กรแห่งดีไซน์เริ่มต้นที่ “คนเป็นศูนย์กลาง”

สาเหตุที่ต้องเริ่มต้นที่คน เพราะว่ามีคนอยู่ 2 กลุ่มที่ถือเป็น “สินทรัพย์” ที่มีค่ามหาศาล แต่ไม่ปรากฎอยู่ในงบดุลของบริษัท

นั่นคือ “ลูกค้า” และ “พนักงาน”

อย่าง “เอ็มเค สุกี้” ได้สร้าง MK Training Center ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเอ็มเค สำหรับการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของพนักงาน การสื่อสารภายในเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และการสื่อสารภายนอกผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง ถือเป็นคำมั่นสัญญาต่อลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอก ในความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในการให้บริการ

หรือ “เดลล์ คอมพิวเตอร์” ได้ส่ง ข้อมูลสินค้าแบบเปรียบเทียบและเจาะลึก ให้ลูกค้าคัดเลือกถึงโต๊ะทำงานผ่าน อีแค็ตตาล็อกเป็นประจำทุกเดือน

นั่นคือปัจจัยหลักที่ทำให้เดลล์ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ชั้นนำของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได้โดยไม่ใช่ว่าคุณภาพที่เหนือกว่า ระบบซัพพลายเชนที่ดีกว่า แต่เป็นเพราะดีไซน์รูปแบบธุรกิจที่เข้ากับวิถีชีวิตที่ปรารถนาของลูกค้า

ความจริงในหนังสือ […]

วิกฤตภาวะผู้นำ

ในยุคสมัยที่การแข่งขันรุนแรง ทั้งแย่งยอดขาย ทั้งแข่งกันดึงลูกค้าใหม่ๆ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ต้นทุนการดำเนินกิจการที่นับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่หลายๆ องค์กรพยายามมองหาวิธีที่จะสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สร้างกลยุทธ์หลักทางธุรกิจที่โดดเด่น ทั้งสรรหากลวิธี นวัตกรรมทางธุรกิจที่สร้างความแตกต่างที่ยั่งยืนให้กับแบรนด์เพื่อเพิ่มยอดขาย และส่วนแบ่งการตลาด

อีกหลายองค์กรกลับเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนการดำเนินการ โดยการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิผล นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งโดยควบหรือซื้อ/ขายกิจการ

อันส่งผลให้มีการลดจำนวนคน (lay-off) เพิ่มมากขึ้น ทั้งในระดับแรงงานและในระดับบริหาร ซึ่งถือเป็นยุคแห่งความเสี่ยงสำหรับผู้มีอาชีพลูกจ้าง อย่างที่ไม่เคยมี มาก่อน

จากภาพเบื้องต้น หลายคนคงคิดว่าเป็นยุคที่คนต้องง้องาน แต่ในทางตรงกันข้าม หลายๆ องค์กรกับเผชิญกับปัญหาขาดคน โดยอัตราการลาออก หรือเปลี่ยนงานเพิ่มสูงขึ้นมาก มีการทำวิจัยถึงสาเหตุที่ทำให้คนออกจากงานพบว่า ผู้บังคับบัญชา/ผู้นำ คือสาเหตุหลัก

กอปรกับการศึกษาเกี่ยวกับบรรยากาศการทำงานขององค์กรในต่างประเทศชี้ว่า มากกว่า 50% ของพนักงานบอกว่า สิ่งที่แย่ที่สุดในการทำงานสำหรับพวกเขา คือ ผู้บังคับบัญชา/ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ

นักจิตวิทยาองค์กรในสหรัฐอเมริกายังระบุว่า อัตราของผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพสูงถึง 50% นอกจากนั้น ผลงานวิจัยภาวะผู้นำของโลกก็สะท้อนภาพเดียวกัน

นั่นคือความมั่นใจในตัวผู้นำลดลงในรอบ 3 ปี พร้อมทั้งผลการสอบถามผู้เชี่ยวชาญในฝ่ายบุคคล พบว่ามีค่าเฉลี่ยถึง 37% ของผู้ที่ขึ้นเป็นผู้นำและล้มเหลว (ลาออก หรือทำงานไม่สำเร็จ)

โดยเอเชียมีอัตราส่วนสูงที่สุดถึง 42% เรียกได้ว่าองค์กรกำลังเผชิญกับวิกฤตของภาวะผู้นำ หลายรายงานแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความกดดันจากการแข่งขัน แต่เกิดจากบุคลิกภาพ […]

เคล็ดลับผูกใจพนักงานด้วย CSR ผ่าน 2 โมเดลความสำเร็จ PCS-AACP

จำนวนอัตราการลาออกของพนักงานที่ “พีซีเอส” บริษัทผู้ให้บริการดูแลอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทย ที่มีพนักงานในความดูแลกว่า 25,000 คน ลดลง 1.02% หลังจากเมื่อ 3 ปีก่อน ที่บริษัทเริ่มให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมใน กิจกรรมเพื่อสังคม

ผลสำรวจความผูกพันที่พนักงานที่ “เอเอซีพี” บริษัทประกันชีวิต มีอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 11% ในปีที่ผ่านมา หลังจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ได้มีปรับปรุงแนวทางการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการให้พนักงานในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท

แม้ “ไมเคิล วอล์ฟ” กรรมการ บริษัท พรอพเพอร์ตี้ แคร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จะกล่าวว่า “เราอาจจะบอกไม่ได้ว่า CSR เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้พนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น แต่สำหรับเราก็เชื่อว่า CSR ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจกับงานที่ทำ จากเดิมที่รู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่น่าภาคภูมิใจ”

ในธุรกิจที่พนักงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ผู้ใช้แรงงานกว่า 90% ไม่ว่าจะในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ฯลฯ ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอก แต่ CSR ในมิติของ “พีซีเอส” ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน กว่า […]

“พจมาน” God Mother

การ “หย่า” จากกัน บางความสัมพันธ์ ก็ไม่ได้หมายถึง หมดซึ่งเสน่หาและความผูกพัน

เพราะชีวิตรักและวงจรธุรกิจ-การเมือง ที่หมุนวนอยู่ในครอบครัว “ชินวัตร” ตลอด 32 ปี ย่อมไม่อาจพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปเพียงชั่วข้ามคืน

ตำนานรักระหว่าง “ทักษิณ-พจมาน” จึงไม่อาจจบลงเพราะ “การหย่า”

แต่อาจเป็นเพียงการ “ยุติ” ความสัมพันธ์ทาง “คดี” และแยกทาง “ธุรกิจ-การเมือง” เท่านั้น

ในทางกลับกัน การ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” อาจมีพละกำลังทวีคูณทั้งในกระดานการเมือง และกระดานธุรกิจ

เพราะชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในแวดวงธุรกิจ อาจเป็นเพียงอดีตเจ้าแม่ในวงการโทรคมนาคมหมายเลข 1

อดีตสตรีหมายเลข 1 ประจำตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

และประมุขวัง “จันทร์ส่องหล้า” มุ้งการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบอบ “ทักษิณ”

ทั้ง 3 ตำแหน่ง พัดพาให้ “พจมาน” ประสบชะตากรรมร่วมกับ “ทักษิณ” ตลอดทุกระลอกคลื่นการเมือง

“พจมาน” ต้องเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง ความไม่ลงตัวของกลุ่ม-ก๊กการเมืองทั้ง 10 กลุ่ม ในพรรคไทยรักไทย

ต้องเข้าไป “เคลียร์” ปัญหา ความไม่ลงรอยของผลประโยชน์ในพรรคร่วมรัฐบาล ผ่าน “โผ” คณะรัฐมนตรี และ […]

วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์

ในปี 2551 นี้คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจอะไรที่สำคัญ เขย่าโลกมากไปกว่าข่าววิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐอเมริกา

วิกฤตการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลก และไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร และเมื่อไหร่ คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่ถามกันไปทั่วแล้วว่า ในที่สุดวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร

คำถามดังกล่าวไม่มีใครตอบได้ นอกจากการคาดเดา เพราะคำตอบคงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่เห็นง่ายๆ ก็คือ

เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีนั้นมีขึ้นมีลง ความคิดในด้านเสรีนิยมสุดโต่งที่ว่า ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเสรีนั้น แม้ว่าจะเป็นระบบที่ดีมีประสิทธิภาพ สร้างอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะมิฉะนั้นแล้ว สักวันหนึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นเองก็สร้างวิกฤตไปในตัว

การเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อเก็งกำไรอย่างไร้การกำกับดูแลควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวาณิชธนกิจและกองทุนเพื่อการเก็งกำไร สามารถดำเนินการได้อย่างเสรีและไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบหรือกำกับ ในที่สุดประชาชนผู้ออมทรัพย์ก็ตกเป็นเหยื่อของกองทุนเหล่านี้อย่างช่วยไม่ได้

ถ้าหากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินเช่นว่าเกิดกับประเทศกำลังพัฒนาและมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็ก ประเทศนั้นก็คงจะต้องถูกสถานการณ์บังคับให้เข้าโครงการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และก็คงจะโดนตั้งกฎเกณฑ์เงื่อนไขตามมา

กฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศกำหนดบังคับให้ยอมรับ ที่ผ่านมาที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกคลั่งไคล้ด้วยแนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจเสรี เรื่องโลกาภิวัตน์ เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ทำให้กฎเกณฑ์หรือสัญญาจึงไปในทิศทางนั้น ซึ่งประเทศไทยของเราเคยได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว เมื่อครั้งเกิดวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540

แต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเอง สหรัฐอเมริกากลับไม่ต้องเข้าโครงการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อย่างประเทศอื่น ไม่ต้องเจรจาเงื่อนไขกับไอเอ็มเอฟ แต่สามารถเจรจายืมเงินจากธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ได้โดยตรง ซึ่งความจริงอเมริกาควรจะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ควรจะต้องถูกตั้งเงื่อนไขให้ปฏิบัติด้านวินัยทางการเงินการคลัง แต่ก็เพราะอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางการทหารที่ใครๆ ก็ต้องเอาใจ

เคยมีความคิดว่า ธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินได้ ถ้ามีคนแห่กันมาถอนเงิน เพราะธนาคารพาณิชย์มีหนี้เสียเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นถ้าธนาคารพาณิชย์มุ่งหาเงินกับค่าธรรมเนียมกับค่าบริการแล้ว เอาสินเชื่อของตนออกขายกระจายไปยังประชาชน เป็นการกระจายความเสี่ยงออกจากธนาคารพาณิชย์แล้ว เป็นอันว่าประเทศชาติปลอดภัยจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน แต่การณ์ก็มิเป็นเช่นนั้น เพราะธนาคารพาณิชย์ก็หนีไม่พ้นและก็เป็นรัฐที่จะต้องเข้าไปโอบอุ้ม รับประกันเงินฝากทั้งหมดแม้ว่าจะมีสถาบันประกันเงินฝากที่รับประกันเงินฝากบางส่วนอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งหาได้เกิดประโยชน์อันใดไม่

สถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ไม่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน […]