![]() |
รู้กันอยู่ว่า…อะไรมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ ไม่ดี…ประโยคที่ว่านี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง รวมถึงเรื่อง เค็ม…เค็ม…ที่มาจาก “เกลือ”
ถ้าในครัวเครื่องปรุงรสเม็ดเล็กเกล็ดขาวนี้อยู่คู่กับชีวิตผู้คนมานานนักหนาในฐานะผู้ช่วยเพิ่มเติมรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น ทั้งยังมีบทบาทช่วยถนอมอาหารมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ
แต่ถ้าในทางการแพทย์ละก็ ความเค็มจากเกลือนั้น มีโซเดียมที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากทีเดียว ด้วยเป็นตัวควบคุมความสมดุลต่างๆ ให้กับร่างกายหลายอย่างที่พัวพันกับการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิต กล้ามเนื้อ และไต
โดยปกติแล้วร่างกายกับเกลือไม่ค่อยห่างกันไป เท่าไรนัก เพราะร่างกายเราจะมีระบบในการกักเก็บและนำเกลือมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่าถ้ารับมามากก็ปล่อยออกไปมาก ถ้ารับมาน้อยก็เก็บไว้และขับออกมาแต่น้อย
เรียกว่าเกลือเป็นเสมือนเพื่อนรักของร่างกายได้ทีเดียว
แต่…อย่าประมาทไป เพราะถ้าได้รับเกลือมากหรือน้อยเกินไป เพื่อนรักนี้อาจหักเหลี่ยมโหดก็เป็นได้
ข้อมูลนี้หนังสือชีวจิตบอกไว้ว่า ถ้าร่างกายมีเกลือน้อยเกินไปไม่ว่าจะเกิดจากการเสียเหงือ ท้องเสีย เสียเลือด หรือใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ เป็นตะคริว ปวดหัว ความดันต่ำ ระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจล้มเหลว ชักกระตุก หมดสติ
แต่…กลับกัน ถ้าร่างกายได้รับเกลือมากเกินไปก็ส่งผลเสียอย่างร้ายกาจได้เช่นกัน ทั้งกระหายน้ำ ความดันสูง เกิดภาวะ น้ำท่วมปอดจากโรคไต โรคหัวใจ ภาวะบวม กระดูกพรุน นิ่วในทางเดินปัสสาวะ รวมไปถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต
เห็นแต่ละโรคแล้วน่ากลัว
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า กินเค็มได้แค่ไหนถึงจะดี ?
คำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก และข้อกำหนดสารอาหารบนฉลากโภชนาการ แนะไว้ว่า ควรกินเกลือหรือโซเดียมได้ไม่เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม
เข้าใจยากไหม…?
จำนวนเค็ม 2,400 มิลลิกรัมที่ว่านี้เทียบได้กับเกลือวันละ 6 กรัม…หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา
แค่ 1 ช้อนชาดูเหมือนน้อยนัก แต่ถ้าเทียบกับปริมาณที่ ร่างกายต้องการเพียงวันละ 500-1,475 มิลลิกรัมเท่านั้น จึงถือได้ว่าเกลือ 1 ช้อนชานั้นมากเกินความต้องการไปซะแล้ว
ถ้างั้นแค่กินเกลือไม่ถึง 1 ช้อนชาน่าจะโอเคใช่ไหม ?
ขอบอกว่า ไม่ใช่ เพราะอาหารในปัจจุบันนี้ความเค็มของเกลือของโซเดียมได้แทรกไปอยู่ในแทบทุกส่วน เริ่มตั้งแต่ซอส ปรุงรสสารพัดอย่าง ทั้งน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม ซอส มะเขือเทศ ซอสพริก กะปิ ปลาร้า น้ำบูดู น้ำปู๋ เต้าเจี้ยว ซุปก้อน เต้าหู้ยี้ ผงฟู ผงชูรส หรืออาหารแปรรูปต่างๆ พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก เนยแข็งและเนยเทียม น้ำสลัด เนยถั่ว ไปจนถึงอาหารต่างๆ ทั้งปลากระป๋อง ปลาเค็ม เนื้อตากแห้ง ไข่เค็ม เป็นต้น
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรชั่งหาความสมดุลในแต่ละมื้ออาหารให้ดี เป็นการป้องกันโรคร้ายที่อาจแอบแฝงเกาะหางความเค็มเข้ามาโจมตีเราก็เป็นได้ !!
คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.













ความรู้ยอดนิยม