Performancing Metrics

Custom Search

ความรู้ล่าสุด

“พลังงานทางเลือก” จะไปทางไหน ? เมื่อราคาน้ำมันไม่ใช่ปัญหา



Donate



หากจะมองย้อนกลับไปเมื่อช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทางด้านพลังาน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในรอบหลาย 10 ปี ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เจอวิกฤตครั้งใหญ่จากความ ตื่นตระหนกตกใจของผู้บริโภค ทำให้ยอดขายรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาหดตัวลง

กลุ่มรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักอย่าง รถปิกอัพขนาด 1 ตัน ยอดตกวูบลงทันที ส่วนรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กและสามารถเลือกใช้พลังงานทางเลือกกลับกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเข้ามาแทนที่ เห็นได้จากความตื่นตัวของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่พยายามนำเสนอรถยนต์ทางเลือกที่เน้นเครื่องยนต์ขนาดเล็กและเครื่องยนต์ที่สามารถรองรับการใช้พลังงานทางเลือกได้หลายรูปแบบ

ชูพลังงานหลากหลาย

เริ่มกันตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมากับนโยบายการสนับสนุนการใช้น้ำมันผสมแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากขึ้น หรืออี 20 จากนั้นได้มีการจุดประกายเพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์และผู้ผลิตรถยนต์เตรียมตัวเพื่อตอบรับกับนโยบายเร่งด่วน สำหรับการผลักดัน อี 85 ให้เกิดขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของอัตราภาษีระหว่างอี 85 และอี 20 ที่ไม่แตกต่างกัน ทำให้โครงการรถยนต์ อี 85 ไม่เดินหน้าไปเท่าที่ควร

แต่รถยนต์ประหยัดพลังงานที่ดูจะประสบความสำเร็จและกลายเป็นพลังงานทางเลือกอย่างแท้จริงน่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงอย่างซีเอ็นจี หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า เอ็นจีวี

จากแรงโปรโมตและการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐและ ปตท. ส่งผลมีรถยนต์ “เอ็นจีวี” ออกมาวิ่งให้เห็นมากขึ้น

รวมถึงแรงตอบรับของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น เชฟโรเลต มิตซูบิชิ ฮุนได โตโยต้า และ ทาทา ที่ส่งรถซีเอ็นจีออกมาเป็นทางเลือกอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยถีบตัวขึ้นไปสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร ปรับลดลงมาอยู่ที่ลิตรละ 20 กว่าบาท ทำให้เกิดคำถามถึงแนวโน้มของรถพลังงานทางเลือกว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เมื่อราคาน้ำมันไม่ได้เเพงอย่างที่คิด

ค่ายรถยังเดินหน้าซีเอ็นจี

แต่ไม่ว่าตัวแปรมากน้อยแค่ไหน ค่ายรถส่วนใหญ่ก็ยังจับประเด็นว่า ซีเอ็นจีสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากสุด และค่ายรถรายแรกที่ออกมาแสดงจุดยืนและเดินหน้านำเสนอรถยนต์เอ็นจีวีออกสู่ตลาดอย่างเต็มภาคภูมิก็คือ บริษัท เชฟโรเลตเซลส์ ประเทศไทย จำกัด ที่ส่งรถยนต์นั่งขนาดกลาง ออพตร้า ซีเอ็นจี ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นการผลิตจากโรงงานโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก

ตามมาด้วย บริษัท ฮุนได มอเตอร์ ไทยแลนด์ หลังจากตัดสินใจกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอีกครั้ง ก็ขอเกาะกระแสพลังงานทางเลือกด้วยการส่งโซนาต้า ซีเอ็นจี ทำตลาด จากเดิมในช่วงแรกที่ขายได้เฉลี่ยเดือนละ 100 คัน แต่วันนี้ยอดการจำหน่ายก็ได้ลดลงไปอยู่ในหลัก 10 เท่านั้น ทำให้ฮุนไดต้องหามาปรับแผนการตลาด โดยหันไปชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า ความประหยัดในระยะยาว ที่น่าจะมีส่วนช่วยประกอบการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้มากขึ้น

ล่าสุด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ตัดสินใจส่งรถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ซีเอ็นจี ออกสู่ตลาดเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่แลนเซอร์ ซีเอ็นจี ฟาดยอดขายไปแล้วกว่า 50 คัน

เช่นเดียวกับค่ายรถยนต์น้องใหม่อย่างทาทา ที่เตรียมเปิดตัวรถปิกอัพซีนอนซีเอ็นจี เโดยชูจุดเด่นที่ใช้ระบบซีเอ็นจี 100% ไม่ใช่ระบบร่วมกับน้ำมันดีเซลและติดตั้งถังก๊าซระหว่างแชสซีกับพื้นกระบะ โดยเป็นรถปิกอัพซีเอ็นจีรุ่นแรกที่ผลิตออกมาจากโรงงานผลิตโดยตรง

แรงหนุนจากโรดแมปพลังงาน

เมื่อจำนวนของรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ปัญหาเรื่องความเพียงพอของจำนวนสถานีบริการนั้น กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านพลังงานทั้งหมดของประเทศ ได้ออกมาตั้งรับกับสถานการณ์ที่ต้องเร่งขยายสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีให้เพียงพอ ประสานกับบริษัท ปตท.อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งเป้าหมายการใช้ก๊าซเอ็นจีวีเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่งให้ได้ 20% ภายในปี 2555 โดยจะเพิ่มการใช้ ก๊าซเอ็นจีวีจากปัจจุบันที่ 1,670 ตัน/วัน ให้เพิ่มเป็น 12,220 ตัน/วัน ภายในปี 2555 และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ กระทรวงพลังงานได้จัดทำโรดแมปแผนดำเนินงานครอบคลุมปี 2551-2555

สำหรับการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีให้ครบทุกจังหวัดภายในปี 2552 จากปัจจุบัน มีจังหวัดที่มีสถานีบริการเอ็นจีวีเแล้ว 45 จังหวัด และมีการขยายเพิ่มทั้งสถานีแม่ และสถานีแนวท่อขนานกันไปตามแผน และจะทยอยเปิดสถานีรองรับกับความต้องการที่มีอยู่เดิม

ข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2551 มีสถานีบริการก๊าซเอ็นจีแล้ว 200 สถานี สิ้นปี 2551 นี้จะขยายเพิ่มเป็น 355 สถานี และกำหนดเป้าหมายอีก 5 ปี หรือภายใน ปี 2555 จะมีสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีรวมทั้งสิ้นถึง 740 สถานี

วันนี้คำถามเรื่องแนวโน้มและทิศทางของพลังงานทดแทน ประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกอย่างซีเอ็นจีจะยังคงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคต่อไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง รวมถึงราคาก๊าซแอลพีจีพร้อมจะขยับขึ้นอีก 6 บาท คงเป็นเรื่องที่น่าจับตาไม่น้อยในยุคที่ทุกคนต้องพึงพาพลังงานทางเลือกนอกเหนือจากน้ำมัน






Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.
เว็บการตลาด
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>