ปวดท้อง…แบบไหน ?

Pinterest





  • ปวดท้อง…แบบไหน ?

    วิธีง่ายๆ ในการเดาว่าอาการปวดท้องของคุณเกิดจากอะไร “หนังสือ 108 กระบวนวิธีหลีกหนีโรคในช่องท้อง” แนะนำเอาไว้อย่างน่าสนใจ…

    ถ้าปวดตรงลิ้นปี่ อาจนึกถึงโรคแผลเปปติกของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน ถ้าปวดระหว่างลิ้นปี่กับสะดืออาจนึกถึงโรค ตับอ่อน ถ้าปวดใต้ชายโครงด้านขวาอาจนึกถึงโรคตับหรือถุงน้ำดี ถ้าปวดตรงสะดืออาจนึกถึงโรคลำไส้เล็ก ถ้าปวด ต่ำกว่าสะดืออาจนึกถึงโรคลำไส้ใหญ่ ถ้าปวดเหนือหัวหน่าว อาจนึกถึงโรคกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดด้านขวาหรือซ้ายของสะดือหรือด้านหลังของเอวขวาหรือซ้ายอาจนึกถึงโรคไต ถ้าปวดทางด้านล่างข้างขวาของท้องอาจนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบ ซึ่ง มักเริ่มต้นปวดที่บริเวณเหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย 1-2 วัน ก่อนที่จะย้ายลงมาปวดด้านล่างของท้องทางด้านขวา

    อาการสำคัญที่บ่งถึงอวัยวะ ได้แก่

    ถ้าอาการปวดมาจากหลอดอาหาร อาจมีอาการเจ็บแสบร้อนกลางหน้าอก มักเป็นเวลาดื่มแอลกอฮอล์ กินของเผ็ด เวลานอนราบ ก้ม และอาจมีกรด (เปรี้ยว) เข้ามาในปาก

    ถ้าเกิดจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ส่วนบน อาจมีอาการปวดบริเวณลิ้นปี่หรือส่วนบนของช่องท้องข้างขวาหรือซ้ายก็ได้ อาการอาจดีขึ้นเมื่อกินอาหาร นม ยาลดกรด อาจปวดท้องเวลาท้องว่าง เวลาหิว หรือปวดหลังกินอาหาร อาจตื่นมาหิวกลางดึกและปวดท้อง

    ถ้าเกิดจากตับและระบบทางเดินน้ำดี อาจปวดท้องใต้ชายโครงขวา โดยมีอาการปวดรุนแรงแต่สม่ำเสมอเป็นพักๆ เช่น ปวด 30 นาที หรือ 3-4 ชั่วโมงแล้วหายไป อาการปวดเช่นนี้เรียกว่า biliary colic ถ้ามีควรนึกถึงนิ่วอุดตันระบบทางเดินน้ำดี ซึ่งอาการปวดอาจลามไปด้านหลังหรือไหล่

    ถ้าอาการปวดมาจากลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ อาจปวดท้องตรงสะดือหรือต่ำกว่าสะดือ อาจมีการเปลี่ยน แปลงของการขับถ่ายอุจจาระ เช่น จากปกติวันละ 1 ครั้งไปเป็น 3 วัน 1 ครั้ง ผู้ป่วยอาจมีอาการถ่ายไม่สุด ถ่ายมีมูก ถ่ายเป็นเลือด แน่นท้อง ท้องอืด

    ไม่ว่าจะปวดแบบไหน ถ้าปวดอย่างรุนแรงจนกระทั่งดิ้นไปดิ้นมาหรือขยับตัว ไม่ได้ ให้หยุดกินอาหารและน้ำ เพราะอาจเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้ทะลุ ลำไส้อุดตัน หลอดเลือดแตก ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือนิ่วในระบบทางเดินน้ำดีหรือระบบทางเดินปัสสาวะ…ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

    เมื่อเล็บอยากสวย

    เล็บเป็นอีกส่วนที่สาวๆ ให้ความสำคัญ

    แต่บางครั้งการทาเล็บบ่อยๆ ก็เป็นอันตรายได้ เพราะในน้ำยาทาเล็บมีสารโทลูอีนซัลโฟนาไมด์และฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้ได้ สังเกตผู้ที่แพ้ยาทาเล็บมักจะเกิดผื่นแดงเป็นขุย สำหรับผู้ที่ชอบต่อเล็บก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

    ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทาเล็บเป็นประจำ เพราะทำให้เล็บเหลือง เปราะ ปลายเล็บเผยอ เล็บบุ๋มมีลูกคลื่น ควรหมั่นทำความสะอาดเล็บ และเวลาตัดเล็บก็ไม่ควรแคะซอกเล็บจนเกินไป เพราะอาจทำให้เล็บฉีกขาด เกิดแผล ทำให้เชื้อโรคเข้าไปได้ ควรสวมถุงมือขณะทำงานบ้านที่ต้องใช้สารเคมี

    สุดท้ายหมั่นทาโลชั่นถนอมผิวที่มือและเล็บเป็นประจำ ช่วยให้เล็บแข็งแรง เงางาม เรียบเนียน…

    วิกฤตสุขภาพที่ซิมบับเว

    เศรษฐกิจโลกกระทบกันเป็นแถบๆ หลังสหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตอนนี้กลายเป็นโดมิโนลามไปถึงทวีปแอฟริกาแล้ว

    สำนักข่าวเอพีรายงานวิกฤตสุขภาพที่กรุงฮาราเร เมืองหลวงของประเทศซิมบับเว ทั้งหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออก “มาตรการเร่งด่วน” แก้ไขปัญหาเงินเดือนและสวัสดิการ รวมไปถึงปัญหาที่ชาวซิมบับเวผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ ไม่เพียงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร แต่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ รวมทั้งยารักษาโรคขั้นพื้นฐานด้วย

    ชนะ ! ภูมิแพ้

    ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากถึงร้อยละ 40 และโรคหืดมีถึงร้อยละ 10-15 กล่าวคือ มีคนไทยเป็นโรคหืดเกือบล้านคน ซึ่งยังไม่นับผู้ป่วยบางคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคนี้ด้วยซ้ำไป

    ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกล่าสุด มีผู้ป่วยโรคหืดทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน และปัจจุบันพบว่า มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของโรคกลุ่มนี้อย่างมาก เนื่องจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันซึ่งมีมลพิษในอากาศมากขึ้น

    สมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับภาคเอกชนจัดงานเนื่องในวันโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันโลก ภายใต้ แนวคิด “ออกกำลังกาย วันละนิด พิชิตภูมิแพ้”

    องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า การรักษาโรคโพรงจมูกอักเสบจาก ภูมิแพ้และโรคหืดควรทำควบคู่กันไป เพราะระบบทางเดินหายใจกับปอดนั้นเชื่อมต่อถึงกัน โดยพบว่าผู้ป่วยโรคหืดส่วนใหญ่ประมาณ ร้อยละ 60-80 มักมีโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แฝงอยู่ด้วย ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ก็จะมีโอกาสเป็นโรคหืดได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า ซึ่งการรักษาทั้ง 2 โรคควบคู่กันนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

    ปัจจุบันแม้จะยังไม่มียาที่ใช้รักษาให้โรคนี้หายขาดได้ แต่ก็มียาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ควบคุมอาการลดความรุนแรงและป้องกันได้ โดยยาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้นี้มีทั้งแบบยาพ่นชนิดสเตอรอยด์ ที่มีการใช้มานาน หรือทางเลือกใหม่ที่เป็นยารับประทานและยาทาที่ไม่มีสเตอรอยด์

    ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดโดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น การซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนและคลุมที่นอนเพื่อกำจัดและป้องกันไรฝุ่น กำจัดแมลงสาบในบ้าน ไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขนไว้ในบ้าน หลีกเลี่ยงอาหาร ยา แมลงที่ตนเองแพ้ ควันธูป ควันท่อไอเสีย และควันบุหรี่ รวมถึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ

    สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ :D

    คอลัมน์ HEALTH
    โดย เกด-ริน

    Total Views: 69 ,



    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply