เจ้าหญิงแมรี่ในเมืองไทย

Pinterest





  • เจ้าหญิงแมรี่ในเมืองไทย

    ครั้งก่อนได้เห็นภาพเจ้าหญิงแมรี่ พระชายาในมกุฎราชกุมารเดนมาร์ก เสด็จไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยในยูกันดามาแล้ว คราวนี้ถึงคราวผู้ป่วยคนไทยบ้างแล้ว

    ในโอกาสวันโรคเบาหวานสากลที่ผ่านมา เจ้าหญิงแมรี่เสด็จไปจังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเป็นการฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเดนมาร์กและประเทศไทย โดยได้เสด็จไปยังหน่วยแพทย์ชุมชนและโรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสถาน คัดกรอง ป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน

    พร้อมกันนี้เนื่องในวันเบาหวานโลก สมาคมโรคเบาหวานฯจึงรณรงค์พร้อมชวนคนไทยระวังภัยโรคเบาหวาน เตือนคนอ้วนมีความเสี่ยงสูงสุด เผยพบยอดผู้ป่วยในเมืองไทยเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคน !

    ที่น่าตกใจ คือ ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว !!!

    อย่ารังแกฟัน !

    ท.พญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ เตือนหลายพฤติกรรมที่อาจทำร้ายฟัน ในหนังสือ “ฟ.ฟัน”

    เริ่มตั้งแต่พฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมเป็นกิจวัตร นอกจากเสี่ยงเป็นโรคฟันผุแล้ว หน้าฟันอาจจะกร่อน ไร้ความเงา เมื่อยิ้มฟันหน้าตื้อๆ มัวๆ ไม่ขาวใส หากติดสีจะหม่นคล้ำ แม้ฟอกสีฟันก็หายยาก เนื่องจากน้ำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พวกนี้มีฤทธิ์เป็นกรด ดื่มบ่อยๆ ก็เปรียบกับการอมน้ำส้มสายชูไว้ในปาก ซึ่งสามารถละลายแคลเซียมจากฟันได้อย่างรวดเร็ว

    การกินของเปรี้ยวจี๊ดเป็นนิสัยก็เช่นกัน มะม่วงดิบ ฝรั่งดอง มะยม มะขามคลุก ส้มเปรี้ยว มะนาวฝาน และอาหารเปรี้ยวอื่นๆ ที่เวลานึกถึงแล้วน้ำลายสอ ประเภทเข้าปากปุ๊บ น้ำลายพุ่งปรี๊ด ตาสว่างทันที แบบนี้ฟันกรามเสี่ยงจะสึกเป็นหลุมๆ เหมือนผิวพระจันทร์ นั่นเพราะเคลือบฟันและเนื้อฟันละลายหายไป (จากความเป็นกรดของอาหาร) พอลงแรงเคี้ยว ยิ่งทำให้ฟันสึกเร็วเป็นสองเท่า นานไปฟันจะกลายเป็นตดกุดๆ สีเหลืองๆ ส่วนฟันหน้าปลายฟันเว้าแหว่ง ใบหน้าจะสั้นลง (เพราะฟันสั้นลง)

    การใช้ฟันเกินหน้าที่ เช่น กัดเส้นด้าย (พวกชอบเย็บปักถักร้อย แต่ขี้เกียจหยิบกรรไกรทั้งหลาย) ใช้ฟันกัดแทะกระดองปูม้า ปูทะเล เปลือกหอยแครง เปิดขวดน้ำอัดลม จะเห็นฟันหน้าเว้าแหว่ง

    การสูบบุหรี่ทำให้สีฟันคล้ำลง เพราะน้ำมันดิบ (tar) ที่อยู่ในควันบุหรี่ เหงือก และปาก พานดำคล้ำไปด้วย เนื่องจากเส้นเลือดฝอยหดตัว เหลือเลือดแดงมาเลี้ยงผิวเหงือกผิวปากน้อย

    แม้แต่การกินแล้วล้วงคออาเจียน (bulimia) อันตราย เนื่องจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารเป็นกรดเข้มข้นที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อ ย่อยเนื้อ (ที่กินเป็นอาหาร) กรดเหล่านั้นสามารถกัดกร่อนเนื้อเยื่อทางเดินอาหาร เพดานปาก และฟันด้านใน

    …รู้อย่างนี้แล้ว เลิกพฤติกรรมรังแกฟัน หันมารักฟันกันดีกว่ามั้ย…

    ชายไทย…ฟิตไม่แพ้ชาติไหน

    การสำรวจความตระหนักในสุขภาพเพศชายของผู้ชายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดย Millward Brown ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัทไบเออร์ เชริง ฟาร์มา เอเชีย แปซิฟิก โดยสำรวจผู้ชายวัย 45 ปีขึ้นไป จำนวน 1,000 คน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และประเทศไทย

    ผลการสำรวจพบว่า ชายไทยมองว่าการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอเป็นหนทางอันดับ 1 ในการนำไปสู่สุขภาพที่ดี ซึ่งเหตุผลในการดูแลสุขภาพของ ชายไทยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67) เพื่อป้องกันความเจ็บป่วย ในขณะที่ชายในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญเรื่องนี้เพียงร้อยละ 47 และเมื่อถามถึงอาการเนื่องมาจากภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย อาทิ หมดความต้องการ และสมรรถภาพทางเพศ อ่อนเพลีย ลงพุง มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงลดลง ซึมเศร้า นั้นพบว่า 1 ใน 2 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีอาการ ดังกล่าว

    มีเพียงร้อยละ 17 ที่กำลังรับการรักษา หรือรับประทานอาหารเสริม นอกจากนี้ร้อยละ 79 ของผู้ร่วมสำรวจไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชาย หรือเทสโทสเตอโรนมาก่อน หรือไม่แน่ใจว่าคืออะไร

    มีลูกยาก…แก้ได้ !

    “ไลฟ์เซ็นเตอร์” เปิดเผยอัตราเฉลี่ยสาเหตุการมีบุตรยากมาจากเพศชาย ประมาณร้อยละ 40 เกิดจากการสร้างเชื้ออสุจิที่ผิดปกติ ทำให้ไม่มีเชื้อ หรือได้เชื้ออสุจิที่คุณภาพไม่ดี การขนส่งเชื้ออสุจิผิดปกติ หรือมีปัญหาในการหลั่งเชื้ออสุจิ ตลอดจนปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ความเครียดจากการทำงาน โรคประจำตัวทางร่างกายอื่นๆ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการมีบุตร ขณะที่สาเหตุที่เกิดจากเพศหญิงมีประมาณร้อยละ 50 โดยส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของการสร้างรังไข่ หรือการตกไข่ ความผิดปกติของอุ้งเชิงกรานและหลอดมดลูก ทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน ความผิดปกติของปากมดลูกและมดลูก ความผิดปกติของช่องคลอด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ห่างเกินไป ความเครียด และโรคประจำตัวทางร่างกายอื่นๆ

    แพทย์จะตรวจดูการทำงานของรังไข่ คุณภาพท่อนำไข่ ระดับฮอร์โมนของฝ่ายหญิง และการสร้างเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย โดยการนับจำนวน ดูการเคลื่อนที่และลักษณะรูปร่าง ด้วยวิวัฒนาการการแพทย์ในปัจจุบัน มีวิธีเพิ่มความน่าจะเป็นของการมีบุตรเพิ่ม ทั้งวิธีทางธรรมชาติและวิธีทางวิทยาศาสตร์

    วิธีธรรมชาติทำได้ด้วยการนับวันเพื่อคาดคะเนระยะเวลาที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์ และการทานยากระตุ้นเพื่อให้ไข่สุกเต็มที่และตกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน ส่วนวิธีทางวิทยาศาสตร์มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการทำกิฟต์ (GIFT), ซิฟต์ (ZIFT), อิ๊กซี่ (ICSI) และการปฏิสนธินอกร่างกาย (In VITRO Fertilization-IVF) หรือเด็กหลอดแก้ว

    นอกจากพึ่งวิวัฒนาการแล้ว สิ่งสำคัญคือคู่สมรสต้องพร้อมใจกันลดความเครียด ปรับสมดุลอารมณ์ เพราะความเครียดทำให้ร่างกายผลิตอสุจิได้น้อยลง และไข่ไม่ตกตามกำหนด :D

    คอลัมน์ HEALTH
    โดย เกด-ริน




    Share and Enjoy

    • Facebook
    • Twitter
    • Delicious
    • LinkedIn
    • StumbleUpon
    • Add to favorites
    • Email
    • RSS

    Leave a Reply