|
|
10 รถเด่นเขย่าตลาดปี 2008

ตลอดปี 2008 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ทั่วโลกมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาด้วยทางเลือกใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัวออกมา แม้ว่านับจากช่วงต้นปีเป็นต้นมาราคาน้ำมันจะทะยานสูงขึ้นแบบติดจรวด ก่อนที่จะโดนกระหน่ำซ้ำอีกระลอกด้วยเศรษฐกิจเป็นพิษ
ทั้งต้นแบบและรถยนต์ในสายการ ถ้าให้ลองไล่นับดูเห็นทีจะเหนื่อย เลยถือโอกาสสรุป และจัด10 รถเด่นของการเปิดตัวในปี 2008 |
|
1.Bugatti Veyron Gran Sport : ท้าสายลมพันแรงม้ากับราคา 7 หลัก
ฮือฮาเอาเรื่องเมื่อบูกัตตี้ บริษัทในเครือโฟล์คสวาเกน เผยทางเลือกที่ 2 ของเวย์รอน สุดยอดซูเปอร์คาร์หรูที่มีเรี่ยวแรงในระดับ 1,000 แรงม้าออกมา และยิ่งฮืฮฮามากขึ้นไปอีก เมื่อเวย์รอน เปิดประทุน หรือที่ใช้ชื่อว่า GS-Grand Sport คันแรกของไลน์ผลิต ซึ่งมีหมายเลขตัวถัง #01 ถูกประมูลออกไปด้วยราคากว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 105 ล้านบาท
สปอร์ตรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในงานประกวดรถยนต์โบราณที่เพบเบิลบีช Concurs d’Elegance ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และมีการจัดประมูลดึงเงินออกจากบัญชีของนักสะสมรถยนต์ ซึ่งราคาเริ่มต้นกันที่ 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 59.5 ล้านบาท หรือแพงกว่าค่าตัวของ GS ที่จะเริ่มขายจริงในเดือนมีนาคม 2009 นิดหน่อย ก่อนจะไปจบลงที่ 3.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 111 ล้านบาท (ราคารวมค่าธรรมเนียมการประมูล 10%) |
|
การพัฒนามีขึ้นบนพื้นฐานของรุ่นคูเป้ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2005 รวมถึงใช้เครื่องยนต์ W16 ทวินแคม 8,000 ซีซีที่ เทอร์โบ 4 ตัวที่มีกำลังสูงสุด 1,001 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 127.5 กก.-ม. ที่ 2,200-5,500 รอบ/นาทีในการขับเคลื่อน แต่ที่ต่างออกไปคือ แผ่นหลังคาแข็งซึ่งสามารถถอดออกได้
เมื่อใส่หลังคาตามปกติ ตัวรถจะแล่นทำความเร็วได้ 407 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เมื่อถอดหลังคาออก ตัวเลขจะลดลงมาอยู่ที่ 360 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงต่ำกว่า 2.4 วินาที |
|
2.Lamborghini Estoque : กระทิงเปลี่ยวริรถทำ 4 ประตู
หลังจากที่ออดี้เข้าเทคโอเวอร์กิจการในปี 1998 มุมมองในเชิงการตลาดของลัมบอร์กินีถูกปรับเปลี่ยนอย่างมาก เพื่อก้าวย่างที่ปลอดภัยในตลาด เพราะบทเรียนที่ผ่านมานับจากถูกขายจากไครสเลอร์มาอยู่ในมือของนักธุรกิจจากเอเชียก่อนที่จะล้มหายตายจากเพราะโรคต้มยำกุ้ง คือ สิ่งที่ลัมบอร์กินีไม่อยากจะเป็นเช่นนั้นอีก
การที่จะได้เห็นรถสปอร์ตเพียงรุ่นเดียววางขายบนโชว์รูมเหมือนกับเมื่อก่อนไม่มีอีกต่อไปแล้ว และหลังจากเต็มที่กับตลาดสปอร์ตแล้ว คราวนี้ค่ายกระทิงดุก็เริ่มหันมามองตลาดรถยนต์ 4 ประตูมาดสปอร์ตกันบ้าง และ Estoque ที่ถูกเปิดตัวในปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 คือ ต้นแบบเริ่มแรกของโปรเจ็กต์นี้ ก่อนที่จะกลายเป็นของจริงในปลายปีหน้า |
|
ตัวรถมีความยาว 5,150 มิลลิเมตร และสูงเพียง 1,350 มิลลิเมตร ได้รับการพัฒนาบนเลย์เอาท์ของเครื่องยนต์วางด้านหน้าแบบ Front Mid-Engine ดันเครื่องยนต์ให้อยู่พลังเพลาด้านหน้าและถอยหลังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อกประโยชน์ในเรื่องของการกระจายน้ำหนักซึ่งมีความสมดุลในแบบด้านหน้าและหลัง 50-50% อีกทั้งยังเน้นในเรื่องความสบายในการขับและสามารถใช้งานได้ทุกวัน
แน่นอนว่าคู่ปรับของ Estoque คือ บรรดารถยนต์ 4 ประตูที่เกิดจากแบรนด์รถสปอร์ตอย่างพอร์ช พานาเมอรา และแอสตัน มาร์ติน ราปิดที่จะเปิดตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนหน้าตาที่เห็นอยู่แม้จะดูสปอร์ตเต็มพิกัด แต่ก็ให้ความสะดวกสบายและกว้างขวางในการใช้งาน เพราะระยะฐานล้อของตัวรถมีความยาวถึง 3,010 มิลลิเมตรเลยทีเดียว
ในเรื่องรายละเอียดของเครื่องยนต์ เท่าที่มีการเปิดเผยออกมา ในตัวต้นแบบมากับเบนซินวี10 ที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับที่ใช้อยู่ในรุ่น Gallardo LP560-4 และเมื่อต้องทำตลาดจริง น่าจะมีทางเลือกใหม่ๆ และแปลกๆ ตามออกมาด้วย เช่น เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล หรือระบบไฮบริด |
|
3.Toyota iQ : จิ๋วแจ๋วเพื่อคนเมือง
โตโยต้าใช้เวลาเพียง 1 ปีนับจากเปิดตัวรุ่นต้นแบบในงานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ในการสานโปรเจ็กต์ 3-Metre Car ให้กลายมาเป็นความจริง พร้อมกับสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยด้วยตัวถังขนาดจิ๋วแต่มีความอเนกประสงค์ในการใช้งาน เพราะรองรับการบรรทุกผู้ขับและผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ได้ถึง 4 คนแบบสบายๆ หรือจะเลือกปรับและพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบของการใช้งาน
อีกทั้งยังเต็มพิกัดความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยรอบคันรวมถึงแบบใหม่ล่าสุดอย่าง REAR WINDOW CURTAIN SHIELD AIRBAG ซึ่งถือเป็นถุงลมนิรภัยแบบ SRS หรือ Supplemental Restraint System รุ่นแรกของโลกที่มีการพองตัวขึ้นมาเพื่อป้องกันศีรษะของผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนเบาะหลังจากการกระแทกเมื่อรถยนต์ที่นั่งอยู่ถูกชนทางด้านท้าย |
|
ในญี่ปุ่นเป็นตลาดแห่งแรกที่ได้สัมผัสกับ iQ ส่วนในยุโรปจะเริ่มขายในต้นปี 2009 ซึ่งหลังจากเปิดตัวในบ้านตัวเองไม่นาน iQ ก็ได้รับเลือกให้คว้ารางวัล Car of the year หรือ COTY ของญี่ปุ่นทันที
เครื่องยนต์ของ iQ ที่ขายในญี่ปุ่นมากับรหัส 1KR-FE แบบ 3 สูบ ทวินแคม 12 วาล์ว 1,000 ซีซี VVT-I 68 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 9.3 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบต่อนาที ซึ่งในญี่ปุ่นมีขายเฉพาะเกียร์ CVT ส่วนยุโรปมีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ CVT |
|
4.BMW 7 Series : เปิดศึกตลาดหรูระลอกใหม่
โมเดลเชนจ์ครั้งล่าสุดที่จะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่นปัจจุบันในรหัส E65/E66 ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2002 โดยซีรีส์ 7 รุ่นใหม่แม้ว่าจะมีหน้าตาและรูปลักษณ์ภายนอกที่หลายคนบอกว่าดูผ่านๆ แล้วไม่เห็นต่างจากรุ่นเดิม แต่ความจริงแล้วนี่คือของใหม่ทั้งคัน และมากับรหัสตัวถังใหม่ที่ใช้ตัว F แทนที่ตัว E อย่างที่เราคุ้นเคยกัน
ซีรีส์ 7 ใหม่จะมากับรหัส F01/02 ในรุ่นฐานล้อปกติและฐานล้อยาว ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบโดยอิงอิทธิพลมาจากต้นแบบรุ่น Concept CS ที่เปิดตัวในปี 2007 รุ่นฐานล้อปกติมีความยาว 5,072 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,070 มิลลิเมตร ส่วนรุ่นฐานล้อยาวที่มีคำว่า L ต่อท้ายรหัสรุ่นมีความยาว 5,212 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,210 มิลลิเมตร |
|
เครื่องยนต์ที่ทำตลาดในช่วงแรกมีทั้งเบนซินและเทอร์โบดีเซล เริ่มจาก 740i และ 740Li เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ทวินแคม 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่ 326 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 45.8 กก.-ม. ที่ 1,500-4,500 รอบ/นาที
ตามด้วย 750i และ 750Li เครื่องยนต์เบนซินวี8 ทวินแคม 32 วาล์ว 4,400 ซีซี พร้อมเทอร์โบ 407 แรงม้า ที่ 5,500-6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 61.1 กก.-ม. ที่ 1,750-4,500 รอบ/นาที และเทอร์โบดีเซล 730d บล็อก 6 สูบเรียง ทวินแคม 24 วาล์ว 3,000 ซีซี 245 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 55.0 กก.-ม. ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที |
|
5.Honda Insight : การกลับมาของความประหยัด
ชื่อของอินไซท์กลับมามีบทบาทอีกครั้งในตลาดรถยนต์โลกหลังจากที่ยุติการผลิตไปในปี 2006 ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามความต้องการของฮอนด้าที่พุ่งเป้าการเจาะตลาดรถยนต์ในยุคหน้าด้วยหลากหลายควาามประหยัดของรถยนต์ไฮบริดซึ่งเน้นตัวถังขนาดเล็กทั้งแบบแฮทช์แบ็ก และสปอร์ต 2 ประตู
ตัวต้นแบบของอินไซท์ถูกเปิดตัวในปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 เดือนตุลาคมและหลังจากนั้นไม่นาน ฮอนด้าก็นำภาพของรุ่นจำหน่ายจริงออกมาเผยแพร่ตามอินเตอร์เนต และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ เดือนมกราคม 2009 พร้อมกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่างโตโยต้า พริอุสใหม่
รายละเอียดของตัวรถยังไม่มีการเผยออกมา แต่เชื่อว่าฮอนด้ายังเดินหน้าในการพัฒนาระบบไฮบริดของตัวเองในชื่อ IMA หรือ Integrated Motor Assisted และฮอนด้าตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะมียอดขายทั่วโลกในปีแรกของการทำตลาดอยู่ที่ 200,000 คัน โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์ไฮบริด และแคนาดา โดยไลน์ผลิตจะอยู่ที่โรงงานที่ซึซึกะ ประเทศญี่ปุ่น |
|
6.Chevrolet Volt : เปิดมิติใหม่ของการขับเคลื่อน
ทันทีที่โวลต์เริ่มวางขายในตลาดช่วงปลายปี 2010 จะถือว่าเป็นรถยนต์รูปแบบใหม่ที่มีการนำเสนอทางเลือกของการขับเคลื่อนแบบใหม่ที่เรียกว่า E-REV : Extended-Range Electric Vehicle หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลขึ้นที่มีส่วนประกอบคล้ายรถยนต์ไฮบริด แต่สลับหน้าที่ให้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนรถ และเครื่องยนต์สันดาปภายในทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้เข้ามาชดเชยที่ถูกใช้ไปในแบตเตอรี่
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนมีกำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม. โดยที่เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้เชื้อเพลิงแบบ E85 จะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนขนาด 220 เซลล์ และตัวรถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง |
|
นอกจากนั้น ตัวรถยังสามารถขับด้วยไฟฟ้าแบบเดี่ยวๆ ได้ เพราะตัวระบบถูกออกแบบให้ระยะทาง 65 กิโลเมตรแรกพึ่งพลังจากกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ (ซึ่งถูกชาร์จจนเต็มเมื่อเจ้าของขับถึงบ้านหรือออฟฟิศแล้วเสียบปลั๊กชาร์จ) เพียงอย่างเดียว โดยที่เครื่องยนต์ไม่ถูกสตาร์ทขึ้นมา แต่ถ้าเกินจากนั้น เครื่องยนต์ก็จะทำงาน เพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บ
ตัวรถมาในแบบ 4 ประตูพร้อมรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากตัวต้นแบบซึ่งเปิดตัวในปี 2006 เพียงเล็กน้อย โดยมีการปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง โดยจีเอ็มนำโวลต์เปิดตัวครั้งแรกในงานฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งบริษัท และจะเริ่มผลิตขายในสหรัฐอเมริกาปลายปี 2010 โดยที่ยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาในตอนนี้ |
|
|
 |
7.Tata Nano : ยานยนต์ขวัญใจคนงบน้อย
ฮือฮาทั้งต้นปีและปลายปีสำหรับรถยนต์รุ่นนี้ ซึ่งทันทีที่ราทาน ทาทาประธานของทาทา มอเตอร์เผยโฉมรถยนต์รุ่นนาโนออกมา ก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เพราะนี่คือ เก๋งป้ายแดงที่มีราคาถูกที่สุดในโลกด้วยราคาเริ่มต้นที่เพียง 2,500 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 80,000 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น
โปรเจ็กต์นี้ได้รับการพัฒนามานานหลายปี และเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อคือ People’s Car หรือโครงการรถยนต์เพื่อปวงประชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตาต้าต้องการให้คนอินเดียส่วนใหญ่ละทิ้งพาหนะคู่กายอย่างมอเตอร์ไซค์ที่สามารถบรรทุกทุกคนในครอบครัวแล้วหันมาใช้รถยนต์ 4 ล้อแทนด้วยการผลิตรถยนต์ราคาประหยัดที่มีค่าตัวเริ่มต้นอยู่ในระดับ 100,000 รูปี หรือ 2,500 เหรียญสหรัฐฯ
บนตัวถังแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มีความยาวเกิน 3 เมตรมานิดๆ และกว้างไม่เกิน 1.5 เมตรของนาโน เครื่องยนต์ถูกวางอยู่ทางด้านท้าย และเป็นแบบ 2 สูบที่มีความจุ 623 ซีซี 33 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 4.89 กก.-ม. ที่ 2,500 รอบต่อนาที มีอัตราเร่งจาก 0-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 14 วินาที แต่สามารถแล่นทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 104 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับการขับแบบผสม โดยที่ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระ คอยล์สปริง
ประธานของทาทา มอเตอร์กล่าวในวันเปิดตัวนาโนว่า ‘นี่ไม่ใช่รถยนต์ต้นแบบหรือรถยนต์ทดลองการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น แต่นี่คือรถยนต์ที่พร้อมขายและจะออกจากไลน์ผลิตของโรงงาน Singur ไปยังโชว์รูมต่างๆ ในอินเดียช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน’
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นตามที่คาดเอาไว้ เพราะในช่วงกลางปีเดียวกัน โรงงานในเมือง Singur ก็เกิดปัญหา เพราะว่าการเวนคืนที่ดินของทาทาเพื่อนำมาใช้ในการทำโรงงานก่อสร้างไม่โปร่งใส และทำให้ชาวนาผู้เสียผลประโยชน์ทั้งหลายออกมาประท้วงกันใหญ่โต จนทำให้ต้องปิดโรงงานชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องย้ายไปที่อยู่ที่เมืองชานันต์ รัฐคุตราชแทน
โรงงานใหม่จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ประมาณ 1,100 เอเคอร์ ประกอบด้วย โรงงานหลัก พร้อมทั้งมีบริเวณ สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ดำเนินการโดยพันธมิตร และพื้นที่สำหรับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง โรงงานแห่งนี้จะเริ่มต้นผลิตรถยนต์ได้ 250,000 คันต่อปี และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 500,000 คันต่อปี อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างงาน ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้กว่า 10,000 ตำแหน่ง |
|
8.Porsche Panamera : 4 ประตูเพื่อคนรัก Porsche
ประกาศว่าจะขายกันล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2006 ในที่สุดบรรดาแฟนๆ ของ Porsche ก็ได้เห็นโฉมหน้าของรถยนต์ 4 ประตูในสายการผลิตรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทแล้ว เมื่อมีการเผยภาพและสเปกคร่าวๆ ของรถยนต์รุ่นนี้ออกมาทางอินเตอร์เนต โดย Porsche จะใช้ชื่อในการทำตลาดว่าพานาเมอรา และเริ่มขายในตลาดยุโรปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009
พานาเมอรา ถือเป็นรถยนต์ 4 ประตูรุ่นแรกในไลน์ผลิตของพอร์ช แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พอร์ชคิดจะผลิตรถยนต์ 4 ประตู เพราะถ้ายังจำกันได้ย้อนกลับไปในปี 1988 พอร์ชภายใต้การนำทัพของอุลริช เบซ ซึ่งปัจจุบันเป็นซีอีโอของแอสตันมาร์ติน เคยวาดฝันที่จะผลิตเก๋ง 4 ประตูออกสู่ตลาดเพื่อเสริมทัพกับรุ่น 928 ในการแข่งกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นรหัส 989 ในอีก 3 ปีให้หลัง แต่นั่นก็เป็นแค่ต้นแบบเท่านั้น และรถยนต์รุ่นนี้ก็ไม่เคยนำออกมาจัดแสดงสู่สาธารณะชนเลยแต่สุดท้ายอีก 20 ปีให้หลัง โปรเจ็กต์ได้กลายเป็นจริง |
|
ขนาดตัวถังมีความยาว 4,970 มิลลิเมตร กว้าง 1,931 มิลลิเมตร สูง 1,418 มิลลิเมตร เครื่องยนต์วางด้านหน้าและขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนทางเลือกของเครื่องยนต์เท่าที่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ เป็นแบบบล็อก V ล้วนๆ ทั้ง 6 และ 8 สูบ โดยเน้นไปที่เบนซินแบบไดเร็กต์อินเจ็กชันหรือ DFI เป็นหลัก มีทั้งหายใจเอง และอัดอากาศด้วยเทอร์โบ โดยมีกำลังอยู่ในระดับ 300-500 แรงม้า
ส่วนความจุแม้ยังไม่ระบุ แต่เชื่อว่าจะมีทั้ง 3,600 ซีซี, 4,800 ซีซี และ 4,800 ซีซี เทอร์โบเหมือนกับคาเยนน์ ส่วนระบบส่งกำลังมีทั้งแบบธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติแบบดับเบิลคลัตช์ 7 จังหวะที่เรียกว่า PDK- Doppelkupplungsgetriebe ส่วนการผลิต Porsche ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 20,000 คันต่อปี
สำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในตอนแรกมีข่าวว่าจะเผยโฉมครั้งแรกในเจนีวา มอเตอร์โชว์ เดือนมีนาคม 2009 แต่สุดท้ายถูกเลื่อนไปเป็นงานเซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ ในอีก 1 เดือนถัดไป |
|
|
 |
9.Pininfarina Rolls-Royce Hyperion : หนึ่งเดียวเพื่อนักสะสม
อีกครั้งที่พินินฟารินาเอาใจนักสะสมรถยนต์คนพิเศษ เมื่อจัดการดัดแปลงรถยนต์ตามใบสั่งเหมือนกับที่เคนทำมาแล้ว โดยคราวนี้เป็นการร้องขอจากโรแลนด์ ฮอลล์ที่ต้องการแปลงโฉมโรลล์ส-รอยซ์ แฟนธอม ดรอปเฮด คูเป้ของตัวเองให้มีความสวยล้ำสมัยและไม่เหมือนใคร
นอกจากนั้น ผลงานครั้งนี้มีความพิเศษอีกประการคือ เป็นการทำงานครั้งสุดท้ายของพินินฟารินาภายใต้การดูแลดของแอนเดรีย พินิฟารินา เพราะก่อนหน้าการเปิดตัวในงานนี้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ในงาน Pebble Beach Concurs d’Elegance กลางเดือนสิงหาคม 2008 บริษัทต้องสูญเสียเขาไปเพราะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
การร้องขอให้พัฒนารถยนต์คันนี้เกิดขึ้นในกลางปี 2007 และเริ่มขึ้นทันทีในปลายเดียวกัน โดยถือเป็นอีกครั้งที่พินินฟารินามีส่วนในการสร้างสรรค์รถยนต์จากแบรนด์โรลล์ส-รอยซ์หลังจากที่เคยฝากฝีมือไว้กับการออกแบบรุ่นซิลเวอร์ ดอว์นในปี 1951 และในปี 1975 กับรุ่น Camarque Coupe โดยรูปลักษณ์ภายนอกได้รับการสร้างสรรค์ใหม่เพื่อให้เกิดความแปลกตาจากรุ่นดรอปเฮด คูเป้ และเน้นความสวยสะอาดตาด้วยเส้นสายและไฟท้ายที่มีความเพีรยวบาง โดยไฟหน้าซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เปลี่ยนมาเป็นแบบ Bi-Xenon พร้อมกับใช้หลอดแบบ LED เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่องสว่าง |
|
ไฮเพอเรียนไม่ได้เป็นการดัดแปลงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการดัดแปลงส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องโดยสารด้วย เช่น การเคลื่อนเบาะนั่งคู่หน้าถอยไปด้านหลังอีก 400 มิลลิเมตร พร้อมกับถอดเบาะนั่งหลังออกเพื่อให้ตัวรถเกิดความกว้างขวางและโอ่โถง พร้อมกับทำแผงไม้แบบเดียวกับที่ใช้ในเรือยอชท์ปิดทับตรงส่วนของเบาะนั่งหลัง โดยแผงไม้นี้สามารถเปิดออกได้เพื่อให้หลังคาผ้าใบที่ได้รับการออกแบบใหม่กางออกมาได้
นอกจากนั้นยังถือเป็นการกลับมาร่วมงานอีกครั้งระหว่างพินินฟารินากับบริษัทผลิตนาฬิกาชื่อดังแห่งสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Girard-Perregaux โดยพินินฟารินาได้นำนาฬิการุ่น Tiurbillion ปี 1945 ของ Girard-Perregaux มาติดตั้งอยู่บนแผงคอนโซลกลางของตัวรถเพื่อความหรูหราและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร |
|
10.Nissan 370Z : เขย่าอารมณ์สปอร์ตครั้งใหม่
ต่อจาก GT-R นิสสันยังเขย่าตลาดรถสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง และคราวนี้มาถึงคิวของ Z-Car โดยจัดการเผยโฉมใหม่ในชื่อ 370Z หรือแฟร์เลดี้ แซดสำหรับตลาดญี่ปุ่นออกมาแล้ว เพื่อแทนที่รุ่นเดิมซึ่งใช้ชื่อว่า 350Z ในรหัสตัวถัง Z33
การเปิดตัวมีขึ้นครั้งแรกในแอลเอ มอเตอร์โชว์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายคนญี่ปุ่นได้ขับก่อนใครเพราะนิสสันส่งขายในบ้านตัวเองแล้ว ซึ่งแฟร์เลดี้ แซด หรือ 370Z มากับรหัสตัวถัง Z34 บนตัวถังสปอร์ตคูเป้ที่มีความยาว 4,250 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการพัฒนาบนพื้นตัวถังในรปัส FM ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ |
|
เร้าใจกับเครื่องยนต์รหัส VQ37VHR ที่ใช้อยู่ใน G37 ของอินฟินิตี้ และนิสสัน สกายไลน์ มีความจุกระบอกสูบ 3,700 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผันรุ่นไหม่ที่เรียกว่า VVEL หรือ Variable Valve Event and Lift ซึ่งในสเปกญี่ปุ่นมากับกำลังสูงสุด 336 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 37.2 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 7 จังหวะสู่การขับเคลื่อนแบบล้อหลัง
นิสสันตั้งเป้าขายในบ้านตัวเองเอาไว้ที่ 500 คันต่อเดือน โดยมีราคาอยู่ที่ 3,622,500-4,462,500 เยน หรือ 1.2-1.5 ล้านบาท |
Share on Facebook
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.

|
ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow Blog Delivery
ส่งบทความตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน
เพียงลงทะเบียนสมาชิก คลิกที่นี่
|
ความรู้ยอดนิยม