ผลกระทบจากการปลดคนงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทที่เป็นซับคอนแทร็กต์ในภาคการผลิตต่างๆ เหตุเพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลถึงออร์เดอร์จนต้องปรับตัวลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทางเลือกหนึ่งก็คือ การลดคนงานนั่นเอง
วิวัฒน์ ชุติวณิชยกุล ที่ปรึกษาสถาบันคีนันแห่งเอเชียแนะว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถทำได้หลายทาง และทางหนึ่งสำหรับซับคอนแทร็กต์ หรือแม้แต่หัวหน้างานที่มีฝีมือทางช่างอยู่แล้ว อาจจะขยับมาทดลองหาผู้ประกอบการในประเทศ หรือหาตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดซ่อมบำรุง และอีกทางหนึ่งก็คือ การมองหาตลาดรถยนต์มือสองเป็นตลาดสำรองในช่วงเวลานี้
วิวัฒน์กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าจะเกิดวิกฤตเอสเอ็มอีจำเป็นจะต้องมาวิเคราะห์ข้อมูลภายใน เช่น รายได้และต้นทุนมาจากส่วนไหนบ้าง หรือแม้แต่ข่าวที่มีส่วนเกี่ยวกับผู้ประกอบการในภาคส่วนนั้นๆ เช่น สัดส่วนวัตถุดิบต้นน้ำที่บริษัทมีการนำเข้าจำนวนมากนั้นก็ควรจะต้องรู้ว่ามาจากทวีปไหน ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนเท่าไร เอสเอ็มอีต้องติดตามข่าวสารเพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้ และพยายามป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะเอสเอ็มอีเป็นผู้รับอย่างเดียวและเป็นปลายน้ำเท่านั้น
ดังนั้น การตั้งรับอย่างเดียวจะต้องมีการบริหารจัดการภายในที่ชัดเจน และยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก
ยกตัวอย่างผู้ประกอบการรายหนึ่ง ธุรกิจหลักคือขายเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ แต่ก่อนนั้นผู้ประกอบการเองก็มีอาชีพเป็นแพทย์มาก่อน ก่อนที่จะมาเป็นผู้ประกอบการ ทำให้รู้เรื่องของระบบภายในโรงพยาบาลเป็นอย่างดี ช่วงแรกๆ จึงสามารถที่จะเปิดตลาดในโรงพยาบาลได้ไม่ยาก แต่ในระยะหลังๆ การขายเครื่องมือแพทย์มีปริมาณน้อยลง เพราะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้แต่ละโรงพยาบาลชะลอการสั่งซื้อเครื่องใหม่ แต่แทนที่จะบุกตลาดขายเครื่องให้มากขึ้นพร้อมๆ กัน ผู้ประกอบการรายนี้มองที่ตลาดซ่อมบำรุงเป็นหลัก และบุกตลาดนี้มากขึ้นโดยมีการประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นมาทดแทนการนำเข้า
“การที่เราลืมไปว่าวัตถุดิบผลิตได้เองสามารถลดการนำเข้าได้ ถ้าหากว่าเราสามารถทำได้และสร้างมาตรฐานให้เกิดขึ้น ก็สามารถที่จะลดต้นทุนภายในประเทศ” นายวิวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ บางตลาดอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม เช่น หากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในตลาดดังเช่น ผู้ประกอบการรายหนึ่งผลิตสินค้าตกแต่งรถยนต์จากไฟเบอร์กลาสซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาแพง ผู้ประกอบการอาจจะปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เชื่อมโยงกับธุรกิจที่ไม่โดนกระทบ อย่างโรงพยาบาลเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์เป็นโต๊ะ เก้าอี้ ราคาก็ปรับลดลง ที่สำคัญต้องเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการ […]
Share on Facebook
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมคอมพิวเตอร์ ปัจจัยที่ 6 ของคนยุคใหม่ ถึงหน้าตาน่าเบื่อเหมือนกันหมดแบบนี้
บริษัท Plushdepartment จากเมืองอัมสเตอร์ดัม ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่ว่า คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องจักรแสนวิเศษที่ทำทุกอย่างได้สารพัด ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร ทำงาน และหาความเพลิดเพลินได้อย่างที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน แต่ทำไมคอมพิวเตอร์ถึงไม่สวย ?
ผู้ก่อตั้งบริษัทถามตนเองว่า “เราจะหาซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีรูปทรงลงตัว สีสันสดใส และวัสดุแปลกใหม่ได้จากไหน ? ทำไม คอมพิวเตอร์ที่ขายกันอยู่ต้องเป็นกล่องทื่อๆ แบบนี้ ?”
เมื่อเสาะหาคอมพิวเตอร์มีดีไซน์อย่างที่ต้องการไม่ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจทำขึ้นเอง
Plushdepartment ตั้งใจผลิตคอมพิวเตอร์ให้กลมกลืนกับ ไลฟ์สไตล์ทันสมัย รูปแบบและประโยชน์ใช้สอยมาพบกันในรูปทรงที่เรียบหรูและงดงาม โดยเลือกวัสดุจากสไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยในยุคนี้ คือ เซรามิก กระจก และคอนกรีต
จากการผสมผสานประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ล่าสุดกับวัสดุที่มีชีวิตชีวาและสวยงามแปลกตา Plushdepartment เติมสีสัน สไตล์ รูปแบบ และเส้น
สายให้กับกล่องคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมที่เราเห็นกันดาษดื่น ภายในเครื่องประกอบด้วยฮาร์ดแวร์แบบไฮเอนด์ ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนที่ดีที่สุดเพื่อให้เครื่องทำงานเงียบ เหมาะกับการใช้งานในทุกสถานที่ แต่ละชิ้นส่วนคัดสรรเฉพาะยี่ห้อดีที่สุด หรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คอมพิวเตอร์รุ่นแรกของบริษัทออกแบบโดยดีไซเนอร์ชาวดัตช์ Vince Vijsma ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม กราฟิกดีไซน์ พื้นที่สาธารณะ ฉากละคร ออกแบบภายใน และออกแบบผลิตภัณฑ์
Vijsma กล่าวว่า “คอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของบ้าน […]
Share on Facebook
จุดน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอนาคตความมั่งคั่ง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ในยุคที่เรา ทุกคนทั้งปัจเจกชน บริษัท องค์กร และรัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับการวิ่งไปสู่อนาคตที่คึกคะนองที่สุดและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
นั่นคือสิ่งที่บรรจุอยู่ในหนังสือ “ความมั่งคั่งปฏิวัติ” (Revolutionary Wealth) เขียนโดย อัลวิน-ไฮดี้ ทอฟฟ์เลอร์ แปลเป็นภาษาไทย โดย “สฤณี อาชวานันทกุล”
อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เป็นนักอนาคตศาสตร์ (futurist) มือหนึ่งของโลกมีชื่อเสียงขจรขจายมาตั้งแต่เขียนเรื่อง Future Shock และดังระเบิดใน The Third Wave ที่พูดถึงเรื่องคลื่นลูกที่ 3 ในยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร
อัลวินบอกว่า คลื่นลูกที่ 2 นำไปสู่ ลัทธิเอาเศรษฐศาสตร์เป็นศูนย์กลาง แต่ระบบความมั่งคั่งปฏิวัติคลื่นลูกที่ 3จะตั้งอยู่ในความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และจับเศรษฐศาสตร์ลงกล่องที่มันควรอยู่ ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า นำประเด็นอย่างอัตลักษณ์วัฒนธรรม ศาสนา และศีลธรรมกลับมาอยู่ตรง กลางเวที
เราควรจะต้องมองประเด็นเหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตอบกลับกับระบอบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่มันถูกควบคุม การปฏิวัติ คลื่นลูกที่ 3 มีหน้าตาเป็นเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีที่มากับมันนั้นน่าทึ่งเสียเหลือเกิน
“แต่อันที่จริงมันเป็นการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมที่ครอบคลุมเหมือนกับการแปลงเป็นอุตสาหกรรม หรือ “การแปลงเป็นสมัยใหม่” และไม่ว่าตลาดหุ้นจะแกว่งขึ้นลงหรือมีสิ่งอื่นหันเหความสนใจจากเราเพียงใด ความมั่งคั่งปฏิวัติจะยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในดินแดนส่วนใหญ่ในโลก”
แต่ทอฟฟ์เลอร์ยังย้ำว่า ถึงแม้ โลกาภิวัตน์จะมีประโยชน์ แต่ประโยชน์เหล่านั้นก็มีข้อจำกัด
“วันนี้ความขัดแย้งโหมพัดไปทั่วโลกเกี่ยวกับประโยชน์และต้นทุนของการผนวกรวมข้ามพรมแดน […]
Share on Facebook
วันก่อนผมไปงานแต่งงานของรุ่นน้องคนหนึ่ง ในขณะที่กำลังรวมกลุ่มพูดคุยกับเพื่อนๆ และรุ่นน้องบางคนที่ไม่เจอกันนาน นอกจากการทักทายกันตามประสาแล้ว ยังมีการถกกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และผลกระทบต่างๆ รวมไปถึงข่าวคราวการเลิกจ้างที่มีให้เห็นเนืองๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วจู่ๆ ก็มีรุ่นน้องคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ตนเองจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ อาจจะถูกให้ออก (จากงาน) กับเค้าด้วยหรือเปล่า ?
ผมว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่จี้ถูกจุดใครหลายๆ คน เพราะด้วยสภาวะการณ์เช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อย คงกำลังวิตกกังวลกับเศรษฐกิจในต่างประเทศและผลกระทบที่มาถึงเมืองไทย อันเป็นสาเหตุใหญ่ที่นำไปสู่การเลิกจ้างที่กำลังเกิดขึ้น
เพื่อนผมที่อยู่ในระดับผู้บริหารหลายคน ร่วมกันทำการวิเคราะห์และสรุปออกมาในแง่มุมของนายจ้างว่า ถ้าเขาจะต้องเลิกจ้างใครสักคนในองค์กร เขาจะทำอะไรบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าบางอย่างก็พอเอามาเป็นลางบอกเหตุได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกองค์กร คือ การทำให้แน่ใจว่า คนที่กำลังจะถูกให้ออกจากองค์กรจะไม่ทำลายข้อมูลหรือนำความลับขององค์กรไปหาประโยชน์ต่อไป ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องทำ คือการเก็บข้อมูลและความลับทุกอย่างให้พ้นมือพนักงานที่หมายตาไว้ โดยอาจจะเริ่มจากการ โยกย้ายพนักงานคนดังกล่าวออกจากงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่สำคัญๆ ดังนั้นในฐานะพนักงาน ถ้าคุณถูกโยกย้ายแบบ ไม่มีปี่มีขลุ่ย คงต้องเริ่มสงสัยบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว
นอกจากเรื่องการโยกย้ายสับเปลี่ยน ยังมีเรื่องของโครงการหรือประเด็นที่เป็นความลับขององค์กร ซึ่งโดยส่วนมากเพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล ในการประชุมที่สำคัญๆ เหล่านี้ จึงมีแต่บุคคลที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น แม้หลายคนจะไม่ชอบการประชุม โดยเฉพาะการประชุมที่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นอะไรที่เสียเวลาในการทำงานเป็นที่สุด แต่ถ้าคุณถูกกันออกจากการประชุมที่คุณเคยต้องเข้าเสมอ หรือถูกกีดกันจากการเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องบางเรื่องที่ปกติคุณต้องเป็นหนึ่งในทีมแก้ไขด้วยแล้วล่ะก็ คงจะเป็นสัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่จะสามารถบอกคุณได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
แม้สองประเด็นนี้จะเป็นเรื่องของความลับที่องค์กรพยายามที่จะป้องกันไว้ แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องจับตามองเพิ่มเติมอีกด้วย เช่น การติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ในระดับสูงกว่า หากโดยปกติคุณสามารถติดต่อได้ในทันที […]
Share on Facebook
“โตโยต้าขาดทุนดำเนินงานครั้งแรกในรอบ 67 ปี ผู้บริหารสั่งระงับการเปิดโรงงานใหม่ในมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา รวมทั้งลดการผลิตในอินเดีย นอกจากนี้ได้ตัดสินใจทบทวนโครงการเกือบทั้งหมด ทั้งการขยายกำลังการผลิตและการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่”
การประกาศผลการดำเนินขาดทุนเป็นครั้งแรกของโตโยต้าเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทรถยนต์ทั่วโลก
เพราะขนาด เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา ยังประกาศปิดโรงงานในเมือง เดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ไปเมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เคยผลิตรถปิกอัพและรถสปอร์ตอเนกประสงค์มา เป็นเวลา 27 ปี ทำให้คนงานกว่า 1,080 คน ไม่มีงานทำทันที
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีรายงานข่าวระบุ อีกว่า ปัจจุบันจีเอ็มได้ปลดพนักงานไปแล้ว รวม 1.1 หมื่นคน
สำหรับประเทศไทยเอง เมื่อเร็วๆ นี้ คิวฮอนด้าไทย เตรียมเลิกจ้างพนักงาน ซับคอนแทร็กต์ 744 คนในโรงงาน นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ท่ามกลางกระแสข่าวปลดคนงานที่ออกมาเป็นระลอกๆ ล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 30 ประเทศ ได้ออกมาประเมินอีกว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้อาจทำให้คนทั่วโลกตกงานถึง 25 ล้านราย ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึง พ.ศ.2553
สถานการณ์แรงงานตลอดหนึ่งเดือน […]
Share on Facebook
จั่วหัวบทความข้างต้นอาจทำให้หลายท่านงงว่าจะเป็นไปได้อย่างไร มีแต่คนคิดตัดงบประมาณ CSR กันทั้งนั้น !?! แล้ว CSR จะมาช่วยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างไร
ที่หลายคนงง คงเป็นเพราะเราเข้าใจคำว่า CSR ผิดเพี้ยนไป เรามักเขาใจ CSR คือการบริจาค การให้ การทำบุญ การทำดี การอาสาสมัคร เป็นต้น ซึ่งในยามฝืดเคืองคงแทบไม่มีใครทำ
แต่ในความเป็นจริง CSR (corporate social responsibility) หรือความรับผิดชอบทางสังคมของวิสาหกิจนั้นหมายถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า (supplier) ชุมชนที่วิสาหกิจนั้นตั้งอยู่ ตลอดจนสังคมโดยรวม
ความรับผิดชอบไม่ใช่หมายเฉพาะถึงการบริจาคหรือการทำดีเอาหน้า แต่ยังรวมถึงการไม่ละเมิด การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียตามกฎหมาย (hard laws) โดยเคร่งครัด และรวมถึงการยึดถึงมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ หรือ soft laws อีกด้วย
CSR แก้วิกฤตได้อย่างไร
ในภาวะวิกฤตของธุรกิจทั้งหลาย ย่อมหมายถึงการที่รายได้หดหายไปจนไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยทั่วไปลูกค้าก็จะลดน้อยลง ลูกค้าก็จะเลือกสรรคู่ค้าเช่นเรามากขึ้น ในยามนี้เราจึงยิ่งต้องมี CSR ซึ่งก็คือการมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เพื่อครองใจและรักษาลูกค้า และเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นจากการที่เรามีความรับผิดชอบต่อลูกค้า คู่ค้า ของเรานั่นเอง
ถ้าเราดำเนินธุรกิจโดยไม่ละเมิด […]
Share on Facebook
ในขณะที่หลายองค์กรกำลังมองว่า จำเป็นต้องลดระดับความสำคัญด้วยการตัดลดงบประมาณ CSR แต่จากการประมวลความคิดเห็นและแบบตัวอย่างของหลากหลายองค์กรที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ อาจจะเป็นเวลาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร
และนี่คือ 7 วิธีในการบริหาร CSR ในภาวะวิกฤต ที่รวบรวมมา
1.หันกลับมาทบทวนตัวเอง
ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเคยมอง CSR ในมุมมองใด ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ มอง CSR เป็นเพียงการคืนกำไรสู่สังคม หรือมอง CSR ในมิติของความรับผิดชอบที่มี ต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม (stakeholders) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและสิ่งที่องค์กรคาดหวังว่าจะได้รับ
แต่ในมุมที่เรากำลังจะพูดถึงในวันนี้คือความคาดหวังว่า CSR จะช่วยสร้างประสิทธิผลการทำงานภายในองค์กรให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อ CSR จะต้องเข้าไปอยู่ในทุกๆ ส่วนและทุกๆ วันของการดำเนินธุรกิจ โดยมองความรับผิดชอบที่มีต่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นมุมมองที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับมากที่สุด
อย่างที่ “อเล็กซ์ มาโวร” ที่ปรึกษาด้าน CSR ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซเชียล อิมแพ็ค เวนเจอร์ เอเชีย เคยบอกว่า “ในเวลาที่ไม่เกิดวิกฤต บริษัทก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่พยายามศึกษาและปรับปรุงภายใน แต่เวลาแบบนี้เขากลับต้องมาคิดใหม่ว่า สิ่งที่ทำอยู่เดินมาถูกทางหรือไม่ ดังนั้นในเวลาเช่นนี้สิ่งที่เราจะเห็นก็คือแนวโน้มที่บริษัทจะต้องปรับปรุงการดำเนินงานใหม่ เพื่อความอยู่รอด โดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างผลงานที่ดี การดูแลพนักงานไปในทิศทางที่ยั่งยืนขึ้น”
2.ทำ […]
Share on Facebook
ปี 2551 เป็นปีที่ตระกูล “ศิลปอาชา” ช้ำใจ-เสียใจที่สุดในรอบ 34 ปี
ลูกพรรค “ปลาไหล” ที่กลายเป็น “มังกรการเมือง” เคยยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ในสนามเลือกตั้งทั่วทั้งแผ่นดิน
ทั้งลูกสาว-ลูกชาย กลายเป็นคนการเมืองที่ “ไม่มีสิทธิ” ทางการเมืองครึ่งทศวรรษ
“บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ประกาศทั้งน้ำตาว่าจะกลับมาอีกครั้งในวัย 81 ปี
ชีวิตทางการเมืองของ “บิ๊กเติ้ง” ผ่านภาวะอัสดง-ตกต่ำแห่งอำนาจ เมื่อคราวที่ “ทักษิณ” เข้าสู่อำนาจและชนะขาด ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
“มังกร” กลายเป็นฝ่าย “อดอยากปากแห้ง” อยู่นานกว่า 1 สมัยเลือกตั้ง
แต่แล้วคนลิขิต มิสู้ฟ้าลิขิต เมื่อภัยการเมืองประชิดตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกรุกประชิดจนล้มคว่ำคะมำหงาย
เมื่อ “ทักษิณ” ประกาศ “ยุบสภา” มีชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” กลับมาผงาดฟ้า ทั้งกระแส-กระสุน-คนหนุน เต็มพรรค รับการเลือกตั้ง
คราวนั้น “บิ๊กเติ้ง” คืนสู่ยุทธจักรนักเลือกตั้ง ในวาระที่พรรคไทยรักไทยกลายเป็นอดีต ถูกมรสุมการเมืองพัดกระหน่ำจากทั่วทุกสารทิศ
ถึงคราว “บิ๊กเติ้ง” มีชื่อเป็นตัวเก็งคนสำคัญ […]
Share on Facebook
ความรู้ยอดนิยม