![]() |
เป็นที่ทราบว่าในปี 2552 นี้หลายคนมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย
นั่นหมายความว่าองค์กรต่างๆ อาจเลือกหรือตัดสินใจเลย์ออฟพนักงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งระบบ ก่อนที่เส้นเลือดใหญ่จะขาดผึง แล้วทำให้พนักงานทั้งระบบเกิดอาการตายหมู่
กล่าวกันว่า การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงและผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์นั้น ไม่ต่างอะไรกับซาตาน ที่เมื่อเศรษฐกิจดีก็ประกาศรับพนักงานเพิ่มอย่างไม่อั้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดอาการพังพาบ เขาก็เลือกที่จะฆ่าพนักงานก่อน
เพราะเห็นว่าพนักงานเหล่านี้คือต้นเหตุหลักที่ทำให้บริษัทแบกภาระต้นทุนทั้งระบบ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้บริษัทเดินต่อไปได้คือต้องเอาพนักงานเหล่านั้นออก
ยิ่งเฉพาะพนักงานระดับล่างๆ
มูลเหตุเช่นนี้เองจึงทำให้นโยบายของ ผู้บริหารระดับสูงถูกถ่ายทอดลงมาจนถึงฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ต่างๆ ที่จะต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้เงินที่ลงทุนไปจะต้องได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
คุ้มค่าทั้งต่อองค์กร พนักงาน
คุ้มค่าทั้งต่อสินค้า และผลกำไรที่จะ ตามมา
ยิ่งเฉพาะในเรื่องของการพัฒนา ศักยภาพของพนักงานนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหลายๆ องค์กรต่างปรับกลยุทธ์ให้พนักงานทุกฝ่าย ทุกระดับชั้น ทำงานในทางระนาบ
หมายความว่า จะต้องทำงานได้ทุกอย่าง และจะต้องทำงานอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย ฉะนั้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรและองค์กรในปี 2552 หลายฝ่ายจึงมองว่า น่าจะเป็นยุคมืดของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เสียแล้ว
เพราะใครล่ะจะใช้เงินไปกับการพัฒนาบุคลากรและองค์กร
เพราะเห็นอยู่แล้วว่า ในสถานการณ์ อย่างนี้หัวหอกหลักน่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายคิดค้นโปรดักต์ เหตุเช่นนี้เองจึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาบุคลากรและองค์กรจึงต่างประหวั่นพรั่นพรึง
จึงต่างหันมาแก้เกม
เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ในปี 2552 นี้
“อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา” กรรมการผู้จัดการบริษัท ออร์คิด สลิงช็อท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและพัฒนาบุคลากรและองค์กร ก็เกิดความรู้สึกนี้เช่นกัน พร้อมกับประเมินสถานการณ์ให้ฟังว่า…
“คิดว่าสถานการณ์ปี 2552 คงแย่ เพราะผู้บริหารของแต่ละองค์กรคงจะต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แต่เชื่อว่าคงไม่ถึงกับตัดงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรและองค์กร เพียงแต่ผู้บริหารอาจต้องมานั่งคิดว่า เมื่อลงทุนไปแล้ว ผลลัพธ์ที่กลับมาจะคุ้มหรือไม่”
พร้อมกันนั้น “อภิวุฒิ” ยังแสดงทรรศนะถึงเทรนด์ในปี 2552 ที่น่าจะ เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรและองค์กรว่า ผมมองว่าหลายองค์กรน่าจะยังมีความต้องการพัฒนาบุคลากรและองค์กรอยู่บ้าง
“แต่ปริมาณอาจลดลงมากกว่าแต่ก่อน และเชื่อว่าผู้บริหารของแต่ละองค์กรคงจะต้องเลือกเรื่องที่จำเป็นและเกี่ยวข้องจริงๆ กับธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่”
ซึ่ง “อภิวุฒิ” มองว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง 2 ส่วนด้วยกันคือ
หนึ่ง 2 L คือ leadership และ leading & management change
สอง 2 S คือ selling & service และ separation management
“โดย leadership นั้นก็อย่างที่ทุกคนเข้าใจ เมื่อองค์กรได้รับผลกระทบ คนที่เป็นผู้นำจึงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในการ ฝ่าวิกฤตไปให้ได้ ขณะที่ leading & management change เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโดยตรง ซึ่งคนที่เป็นผู้นำจะต้องบริหารความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ให้ได้”
“ส่วน selling & service นั้น นอกจาก ผู้บริหารอยากที่จะให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่ฝ่ายขายด้วยแล้ว หากในเรื่องของการบริการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารคงอยากให้มี และการที่จะบริหารในส่วนนี้ได้ต้องทำทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมๆ กัน”
“ขณะที่ separation management เป็นเรื่องของการบริหารการแยกจากกัน เพราะอย่างที่ทราบ เมื่อองค์กรใดองค์กรหนึ่งต้องเลย์ออฟ หรือมีการปลดพนักงาน บางครั้งอาจแยกจากกันไม่ดีจนเสียภาพลักษณ์ขององค์กร”
“ดังนั้นในการบริหารแยกจากกันนี้จึงเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งของการบริหาร ที่ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ขององค์กร หากยังเกี่ยวข้องกับภาพการบริหารของ ผู้บริหารด้วย”
นอกจากนั้น “อภิวุฒิ” ยังกล่าวถึงภาพรวมของออร์คิด สลิงช็อทว่า ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของเราค่อนข้างโตอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับปีนี้เชื่อว่าคงได้รับผลกระทบอยู่บ้าง
“แต่ก็เชื่อว่าจุดแข็งที่เรามีเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของหัวข้อ และการฝึกอบรม รวมถึงการให้บริการ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ลูกค้ายัง โอเคอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องมุ่งเน้นในหัวข้อที่ทันสมัยมากขึ้น และลูกค้าสามารถนำไปปรับ ใช้ได้จริงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้”
เพราะ “อภิวุฒิ” เชื่อว่าธุรกิจที่ปรึกษาจะต้องทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นว่าทำอย่างไรถึงจะให้องค์กรมีผลิตผลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้เกิดกระบวนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ที่สำคัญองค์กรเหล่านั้นจะต้องมีหน่วยงานในการประเมินว่าพนักงานที่ทำงานอยู่กับเรานั้นใช่หรือไม่ใช่ด้วย เพราะพนักงานที่ทำงานอยู่กับเราเกี่ยวข้องกับวิธีการบริหารในการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรด้วย
เช่นเดียวกันในมุมมองของ “ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์” ผู้บริหารของบริษัท 37.5 องศา เซลเซียส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการฝึกอบรม ก็ต่างมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า
“เชื่อว่าในปี 2552 ลูกค้าคงจะหายไปส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมเชื่อว่าการที่ใครจะอยู่รอดได้ในปี 2552 นี้ ผมมองว่าอยู่ที่การคิดต่างมากกว่า”
“อย่างบริษัทผมเชี่ยวชาญในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หมายความว่า ทำในสิ่งที่พนักงานทุกคนมีอยู่แล้ว มาสร้างให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทั้งเรื่องของการขาย การคิดค้นโปรดักต์ หรือการทำการตลาด”
“ดังนั้นแนวทางของผม ผมจึงมองไปที่เครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าออกจากกรอบความคิดเดิม และต้องคิดค้นอะไรใหม่ๆ ด้วย ที่สำคัญจะต้องคิดให้แหลก และต้องติดตามเพื่อกรองออกมาจนพบสิ่งใหม่ๆ”
นอกจากนั้น “ศรัณย์” ยังมีความเชื่อว่าในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์มีส่วนช่วยรักษาฐานลูกค้าได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าฝ่ายการตลาดทำโฟกัส กรุ๊ปเกี่ยวกับเรื่องการตลาด เราก็จะไม่ทำแบบเดิมๆ
“แต่เราจะเชิญลูกค้ามาร่วมแจมความคิด ความฝัน ร่วมกับฝ่ายการตลาด เพื่อให้ได้ข้อสรุปและได้ภาพแห่งความเป็นจริง ซึ่งตรงนี้เราจะทำเป็นกลุ่ม และเน้นประโยชน์การนำไปใช้ได้จริงกับธุรกิจและองค์กร”
“โดยไม่มีการกำหนดหัวข้อล่วงหน้า ตรงนี้เปรียบไปก็เหมือนกับเราอยู่ในสนามแข่งรถ ที่ทุกครั้งที่รถแข่งวิ่งออกไป แล้วเกิดปัญหาอะไร ทีมช่างเทคนิด หรือทีม ผู้เชี่ยวชาญก็จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงนั้น เหมือนกับธุรกิจ ถ้าเราเจอปัญหาอะไร เราก็จะแก้ปัญหาตรงนั้น แต่ทั้งนั้นเราต้องฝึกทีมผู้เชี่ยวชาญให้มีความจัดเจนเสียก่อน”
การจะทำเช่นนั้นได้ “ศรัณย์” เชื่อว่าต้องมาจากการฝึกอบรมอยู่ดี เพราะอย่างที่ทราบ ปี 2552 เป็นปีวิกฤต และทุกองค์กรคงอยากฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ผู้บริหารจึงต้องหมั่นฝึกอบรมคนของเขาให้มีความพร้อมอยู่เสมอ
ซึ่งก็เหมือนกับรถแข่งที่มีทีมเวิร์กที่ดี
ฉะนั้น “ศรัณย์” ยังมีความเชื่อว่า แม้ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและองค์กรอาจถูกลดทอนไปบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงก็คงจะต้องมีไว้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับองค์กรของเขา
ยิ่งเฉพาะเรื่องของภาวะความเป็นผู้นำ กลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถ รวมไปถึงฝ่ายทักษะต่างๆ
ตรงนี้จึงไปสอดคล้องกับ Public Training Program 2009 ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่มองว่าเรื่องของกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์, การบริหารคน, เครื่องมือ และระบบคุณภาพในการเพิ่มผลผลิต
การให้ความสำคัญกับลูกค้าและการบริการ, การพัฒนาตนเอง, การต่อยอดองค์ความรู้ ยังเป็นเรื่องสำคัญระดับต้นๆ
แต่ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับผู้บริหารแต่ละองค์กรแล้ว ว่าจะมองเห็นความสำคัญหรือไม่ เพราะอย่างที่ทราบ ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ หากเราไม่มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคนและองค์กร เราคงย่ำอยู่กับที่
แต่ถ้าหากเรามีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคนและองค์กรอยู่เสมอ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นเมื่อไหร่ ลองคิดดูว่าองค์กรของเราจะก้าวกระโดดไปไกลขนาดไหน
คงต้องลองพิจารณากันดีๆ ?
Free Download 50000+ Freeware Shareware NOW.








ความรู้ยอดนิยม